มิชลิน ในรถฮอนด้าพามาร์เกซ ยางดี ช่วยคว้าตำแหน่งแชมป์โลก

ระหว่างแข่งขันทั้งสองไล่เบียดกระชั้นชิด ผลัดกันทำความเร็วต่อรอบสูงสุดคู่กันมาตลอด เหมือนเป็นการโชว์สมรรถนะของยาง มิชลิน พาวเวอร์ สลิค

ในที่สุดมาร์เกซเลี้ยวโค้งแซงหน้าเข้าเส้นชัยไปได้อย่างรวดเร็วสร้างสถิติเวลาต่อรอบสนามเร็วที่สุดในรอบที่ 11 และเมื่อใกล้รอบสุดท้ายของการแข่งขัน

มาร์เกซเริ่มแผลงฤทธิ์ทำเอาการแข่งขันมันหยดลุ้นกันสุดระทึก เนื่องจากเร่งสปีดขึ้นแซงได้ แต่นักบิดจากฝรั่งเศสก็เอาคืนและชิงทะยานเข้าโค้งสุดท้ายไปได้ก่อน

แต่ด้วยประสบการณ์ของแชมป์เก่าในขณะที่ขับเคี่ยวกันอย่างสูสีนั้น มาร์เกซสบจังหวะเหมาะบวกกับมีทั้งรถและยางที่ยึดเกาะถนน

ทำให้เขาสามารถเบียดแซงในโค้งสุดท้ายคว้าชัยรักษาตำแหน่งแชมป์ไว้ได้อย่างหวุดหวิด ส่วนกวาร์ตาราโร่ตามหลังมาติดๆ เป็นอันดับที่ 2 เป็นนักบิดจากทีมอิสระคนแรกที่เข้าเส้นชัยโชว์ศักยภาพได้อย่างสมเกียรติในแมตช์นี้ และยังมีคะแนนนำเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มรุกกี้ด้วย บาคาร่า สูตรบาคาร่า

เกาะติดขอบสนามกับชัยชนะในศึกการแข่งขันโมโตจีพี™ ชิงแชมป์โลก ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต การแข่งขันครั้งนี้รอบสุดท้าย มาร์ก มาร์เกซ นักบิดจากเรปโซล ฮอนด้า ใช้ความสามารถในรอบสุดท้ายแซงโค้งรักษาตำแหน่งแชมป์พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ เอาไว้ได้แบบสุดระทึก

หลังจากขึ้นรั้งอันดับสองในกริด มาร์เกซเร่งสปีดไล่กวดตามหลังฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ นักแข่งของทีมปิโตรนาส ยามาฮ่า เอสอาร์ที เจ้าของตำแหน่งโพลแบบบี้ติดท้ายแม้ว่าฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่จะเป็นรุกกี้หน้าใหม่แต่นักบิดจากยามาฮ่าผู้นี้ก็เพิ่งทำสถิติสูงสุดรอบสนามขนาด 4,554 เมตรในรอบควอลิฟาย คว้าตำแหน่งโฮลช็อตออกนำหน้าไปหมาดๆ ที่สนามบุรีรัมย์หนึ่งวันก่อนหน้านี้

ในวันแรกของสุดสัปดาห์ที่บุรีรัมย์อากาศร้อนสลับกับมีแดดจ้า

ทำให้สามารถทำเวลาต่อรอบได้เร็วในสองรอบแรก ซึ่งนักบิดทั้งหมดต่างก็ได้ทดลองยางมิชลิน พาวเวอร์ สลิค เนื้อยางแบบต่างๆ

เพื่อตัดสินเลือกชนิดที่ดีที่สุดสำหรับใช้ในวันแข่งขัน และปีนี้เป็นปีแรกที่ยางมิชลิน พาวเวอร์ เรน ถูกนำมาใช้ในสนามแข่งในประเทศไทยด้วย เนื่องจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในช่วงเช้าของวันเสาร์ทำให้สนามที่ใช้ในการซ้อมครั้งที่ 3 นั้นเปียกแฉะ

ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดจึงมีโอกาสได้ทดลองใช้ยางสำหรับพื้นเปียกหรือ Rain Tyres เนื้อยางแบบต่างๆ เพื่อประเมินสมรรถนะบนสนามราดยางมะตอยที่บุรีรัมย์

และโชคดีที่สนามแห้งสนิททันการแข่งในช่วงบ่ายทำให้ได้เห็นกวาร์ตาราโร่ทำลายสถิติใหม่ในรอบควอลิฟาย โดยทั้งกวาร์ตาราโร่ มาร์เกซ และมาเวริค บีญาเลส (มอนสเตอร์ เอเนอร์จี้ ยามาฮ่า โมโต จีพี) ต่างก็สามารถทำเวลาได้ดีกว่าที่เคย

ส่วนในวันแข่งขันจริงนั้นแม้อากาศจะแห้งและมีแดด แต่ก็พอมีเมฆอยู่บ้างโดยวัดอุณหภูมิสนามได้ที่ 48 องศาเซลเซียส

ซึ่งเป็นสภาพที่สมบูรณ์แบบสำหรับการยึดเกาะและการแสดงให้เห็นถึงสมรรถนะที่ดีเยี่ยมอย่างสม่ำเสมอของยาง มิชลิน พาวเวอร์ สลิค ล้อหลังชนิดเนื้อยางนิ่ม นักแข่งทั้งหมดจึงพร้อมใจกันเลือกใช้ยางชนิดนี้

ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นการพิสูจน์สมรรถนะของยางรุ่นนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะสถิติการแข่งขันโดยรวมนั้นดีขึ้นเกือบ 20 วินาที

แต่ก็ยังไม่ใช่การทำลายสถิติเพียงครั้งเดียวในสุดสัปดาห์นี้เพราะดานิโล เปตรุสซี่ สามารถทำความเร็วสูงสุดในการซ้อมรอบ 2 ด้วยเวลา 332.3 กิโลเมตร/ชั่วโมง และผลการแข่งขันครั้งนี้ปรากฏว่าบีญาเลสได้ขึ้นครองโพเดียมเป็นอันดับสุดท้าย

ตามด้วยอันเดรีย โดวิซิโอโซ่ (ทีมดูคาติ) เข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 4 อเล็กซ์ รินส์ (ทีมซูซูกิ เอ็คสตาร์) อันดับที่ 5 ฟรานโก มอร์บิเดลลี (ปิโตรนาส ยามาฮ่า เอสอาร์ที) อันดับที่ 6 และโจอัน เมียร์ (ทีมซูซูกิ เอ็คสตาร์) เข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 7 วาเลนติโน รอสซี่ (มอนสเตอร์ เอเนอร์จี้ ยามาฮ่า โมโต จีพี) เข้าเป็นอันดับที่ 8 เปตรุสซี่ อันดับที่ 9 และทาคาอากิ นาคากามิ (แอลซีอาร์ ฮอนด้า) เข้าเป็นอันดับสุดท้ายของกลุ่มท็อปเทน

ผู้ชมจำนวน 95,352 คน บนแกรนด์สแตนด์รอบสนามแข่งต่างร่วมเป็นสักขีพยานในวินาทีที่มาร์เกซคว้าแชมป์กรังด์ปรีซ์ไปครองเป็นสมัยที่ 8 และยังเป็นแชมป์โลกรุ่นโมโตจีพีเป็นสมัยที่ 6 ด้วย โดยครั้งนี้เป็นการครองแชมป์โลก 4 สมัยติดต่อกันของมาร์เกซ ซึ่งทั้งมาร์เกซและนักบิดเจ้าของแชมป์รุ่นพรีเมียร์ในประวัติศาสตร์อย่างไมค์ เฮลวูด, เจียโคโม อะโกสตินี่, มิค ดูฮาน และรอสซี่ ต่างก็เลือกใช้ยางมิชลินเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ การที่แชมป์ชาวสเปนคว้าชัยครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 30 แล้วที่ตำแหน่งแชมป์รุ่นพรีเมียร์ตกเป็นของนักบิดที่เลือกใช้ยางมิชลิน

ส่วนทีมพัฒนายางมิชลินจะกลับฐานที่ยุโรปช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะเดินทางออกทัวร์ในกลุ่มประเทศแถบมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นเวลา 3 สัปดาห์ เริ่มต้นด้วยรายการโมตุลกรังด์ปรีซ์ออฟเจแปนที่สนามทวินริงโมเตกิ ประเทศญี่ปุ่น ในวันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม และหลังจากนั้นจะไปที่ออสเตรเลียและมาเลเซียตามลำดับ

มาร์ก มาร์เกซ – ทีมเรปโซล ฮอนด้า ให้ความเห็นหลังจากการแข่งขันว่า รู้สึกมีความสุขกับการแข่งครั้งนี้มากเพราะเราได้ชัยชนะมาครอง! การชนะเป็นเรื่องน่ายินดีและผมกับมิชลินได้ตำแหน่งแชมป์มา 4 ปีติดต่อกันแล้ว มันวิเศษมากและผมก็ทราบมาว่านี่เป็นแชมป์ครั้งที่ 30 ของมิชลินในรุ่นพรีเมียร์ด้วย ผมดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมิชลิน มันเป็นฤดูการแข่งขันที่เยี่ยมยอดและพวกเรารู้จักกับยางต่างๆ เป็นอย่างดีเพราะมีการทำงานร่วมกับทีมเจ้าหน้าที่เทคนิคกันเยอะมาก คลีเมนต์ และปีเอโร ดูแลนักแข่งทุกคนอย่างดีมากๆ และรู้ดีว่าพวกเราต้องการอะไร ซึ่งมันเป็นประโยชน์ต่อการแข่งขันชิงแชมป์ครั้งนี้

ปิเอโร ทารามัสโซ่ – ผู้จัดการฝ่ายมอเตอร์สปอร์ต ผลิตภัณฑ์ 2 ล้อของมิชลิน แถลงกับผู้สื่อข่าวว่า เป็นสุดสัปดาห์ที่น่าประทับใจมากสำหรับทีมแข่งที่ใช้ยางมิชลิน เราทำลายทุกสถิติและแสดงให้เห็นว่ายางมีส่วนสำคัญกับการแข่งขันเป็นอย่างมาก จะเรียกว่าการทำงานตรงนี้ประสบความสำเร็จด้วยดีก็ได้ แต่เราก็จะไม่หลงระเริงจนชะล่าใจเพราะเราทราบดีว่าเรายังสามารถพัฒนาได้อีก และตอนนี้เราก็มีข้อมูลมากขึ้นหลังจากการแข่งขันปีที่ 2 ที่บุรีรัมย์ ในปีหน้าเราจะกลับมาในช่วงที่เร็วขึ้นกว่านี้และสภาพต่างๆ ก็จะแตกต่างออกไปด้วย ดังนั้นถือว่าเป็นเรื่องดีที่เราได้ทดลองยางทุกประเภทในสุดสัปดาห์นี้เพื่อเฟ้นหาว่าแบบไหนจะช่วยเพิ่มสมรรถนะได้ดีที่สุด จากข้อมูลที่เราได้รับเมื่อปีก่อนทำให้เราสามารถจัดหาเนื้อยางทั้งยางล้อหน้าและล้อหลังที่เหมาะกับนักแข่งทุกคนและเหมาะกับสภาพแวดล้อมของที่นี่ได้ และเราก็จะศึกษาข้อมูลเพิ่มอีกเพื่อที่ปีหน้าเราจะจัดหาตัวเลือกที่มีความหลากหลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราตั้งเป้าไว้อยู่แล้ว แต่ในอีกมุมหนึ่งมันก็เป็นเรื่องดีถ้านักแข่งทุกคนจะได้เจอสิ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาได้เหมือนๆ กันทั้งสำหรับยางล้อหน้าและยางล้อหลัง

มาร์กทำได้ดีมากสำหรับตำแหน่งแชมป์สมัยที่ 4 ของเขาในครั้งนี้ เขาเป็นนักแข่งที่สุดยอดและแสดงให้เห็นว่าเขารักษาความสามารถได้อย่างคงเส้นคงวามากในฤดูกาลนี้ ในฐานะตัวแทนของมิชลินผมก็ขอแสดงความยินดีกับเขาด้วยที่ได้ตำแหน่งแชมป์สมัยที่ 4 มาครองร่วมกับมิชลิน.

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : thairath

เกมน่าสนุกได้เงิน : PG SLOT , PG SLOT

TOYOTA NEW YARIS 2020 ใหม่ รถยนต์ขนาดเล็ก เรือนร่างที่ทันสมัย

Toyota Yaris เจเนอเรชั่นแรกนั้นเริ่มออกขายในปี 1999 หลังจากเวลาผ่านไป 20 ปี รถ TOYOTA NEW YARIS 2020 ก็คลอดออกมาด้วยเรือนร่างที่ทันสมัย แม้จะเล็กแต่ก็เป็นรถที่น่ารักน่าชัง เป็น New Yaris ในเวอร์ชั่นภาคพื้นยุโรปและญี่ปุ่นที่ไม่มีขายในไทย (อีกแล้วครับท่าน) และมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างจาก Yaris Ativ อย่างสิ้นเชิง! บาคาร่า สูตรบาคาร่า

Yaris ยูโรโซนรุ่นใหม่ล่าสุดจะหันมาใช้แพลตฟอร์ม TNGA ในเวอร์ชัน GA-B ทำให้แฮทช์แบคจิ๋วตัวใหม่หันมาใช้แพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม เครื่องยนต์ใหม่มีทั้งแบบ 3 สูบ และแบบ 4 สูบพร้อมระบบไฮบริด ระบบส่งกำลังใช้เกียร์ CVT พร้อมระบบกันสะเทือนหลังทอร์ชั่นบีมที่ได้รับการปรับปรุงใหม่

Toyota เรียกระบบขับเคลื่อนของ New Yaris ว่า E-Four effectively electric all-wheel drive มาพร้อมระบบช่วยจอดรถสำหรับคุณย่าหรือคุณยายที่ต้องขับรถเอง ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่โดยมีพัฒนาการที่ดีขึ้นแทบจะทุกจุด รุ่นเครื่องยนต์ไฮบริดก็มีประสิทธิภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากมอเตอร์ไฟฟ้าแบบใหม่

อุปกรณ์มาตรฐานของ Yaris ทุกรุ่นก็คือ Display Audio หน้าจอ Infotainment Display

ตั้งโด่เด่เหมือน New Corolla พร้อมจอภาพแสดงข้อมูลตัวเลขความเร็วตรงหน้าคนขับซึ่งยิงสะท้อนกระจกหน้าหรือที่เรียกกันว่า Head-up Display

ระบบให้ความบันเทิงเชื่อมต่อ Apple Carplay กับช่องจอมเสียบชาร์จ USB เบาะหุ้มผ้าหรือหนังสังเคราะห์ เบาะหลังมีพื้นที่พอเพียง

แต่ไม่เหมาะกับคนที่มีหุ่นเหมือนแมวอนาคตโดราเอมอน มาตรวัดแบบ TFT ที่ดูดีกว่า New Corolla ระบบปรับอากาศแบบดิจิทัลไม่แยกโซน พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น

พร้อมความเรียบง่ายของอุปกรณ์ภายในตามแบบฉบับของรถเล็กราคาไม่แพง มาครบจบที่ไม่มีขายในไทยครับพี่น้อง!

Toyota แจ้งว่า แพลตฟอร์ม GA-B ทำให้ New Yaris ทรงตัวดี

เกาะถนนมากขึ้นด้วยความเสถียรในการควบคุมที่เหนือกว่ารุ่นเก่า รวมถึงการขับขี่ที่มีคุณภาพด้วยอัตราประหยัดน้ำมันที่ดีกว่าเดิม

น้ำหนักเบาขึ้นเฉลี่ย 50 กิโลกรัม แชสซี TNGA-B เพิ่มความแข็งแกร่งและต้านทานแรงบิดตัวได้ดี โดยมีจุดศูนย์ถ่วงที่ลดลงเล็กน้อยพองาม

ความยาวของตัวรถถูกปรับให้สั้นกว่ารุ่นก่อนหน้าประมาณ 5 มิลลิเมตร แต่ระยะฐานล้อยาวกว่าเดิม 50 มิลลิเมตร กว้างกว่าเดิม 50 มิลลิเมตร ในขณะที่ความสูงของหลังคาถูกลดระดับลงอีก 40 มิลลิเมตร

ใต้ฝากระโปรงของ TOYOTA NEW YARIS 2020 ยูโรโซน

มีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 แบบ สำหรับเครื่องยนต์ที่น่าสนใจที่สุดก็คือเครื่องเบนซินแถวเรียงแบบสามสูบตัวใหม่ล่าสุด ขนาด 1,5 ลิตร

คาดว่าความจุกระบอกสูบละ 500 ซีซี ทำให้ ไม่ต้องปรับโน่นนั่นนี่ ให้มากเรื่อง ใช้แค่เครื่องสี่สูบเดิม เอามาหั่น ให้เหลือแค่ 3 สูบก็ยังได้ มาตรการ ลดมลภาวะ

ที่เข้มงวดกวดขันของยุโรป ทำให้รถยนต์ ในทุกวันนี้ ต้องมีการปล่อย CO2 ต่ำกว่าเกณฑ์ ถึงแม้ว่า จะมีรายละเอียด ของเครื่องยนต์รุ่นใหม่ ไม่มากนัก

แต่ Toyota ยังกล่าวว่า เครื่องใหม่ ใช้การปรับปรุงเครื่องยนต์รุ่นเดิมขนาด 1.0 ลิตร โดยขยาย ความจุกระบอกสูบ ให้เท่ากันที่ 500 ซีซี

ส่วนสาวกของรุ่นไฮบริดจะได้เครื่องยนต์พลังงานผสมเบนซินบวกมอเตอร์ไฟฟ้า 4 สูบ ขนาดความจุ 1.5 ลิตร รุ่นใหม่ที่มีการปรับประสิทธิภาพของการใช้เชื้อเพลิงที่ดีขึ้น ระบบส่งกำลังมีการพัฒนาเกียร์ CVT แบบแปรผันต่อเนื่อง รวมถึงเกียร์ธรรมดา 6 สปีดสำหรับนักขับรุ่นเก่าที่ไม่แยแสต่อความสะดวกสบายของเกียร์อัตโนมัติ

นอกจากนี้ Yaris รุ่นล่าสุดเปิดตัวพร้อมอุปกรณ์ใหม่ที่ Toyota เรียกว่า Easy Return Seat ซึ่งเป็นกลไกไฟฟ้าทำหน้าที่จดจำตำแหน่งที่นั่งคนขับได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึง Turn Tilt Seats ซึ่งเป็นระบบที่ทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าเข้าออกจากห้องโดยสารได้สะดวกขึ้นด้วยการเลื่อนตำแหน่งของเบาะคู่หน้าไปด้านหลัง เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการเข้าไปนั่งเมื่อเปิดประตู หรือดับเครื่องยนต์เพื่อก้าวออกจากรถ

Toyota ยังคงใช้แนวคิดเดิมๆ นั่นก็คือการผลิตรถหลายเวอร์ชั่นที่มีรูปลักษณ์แตกต่างกันแต่ใช้ชื่อโมเดลเหมือนกันระหว่างเอเชีย ญี่ปุ่นและยุโรป แนวคิดดังกล่าวค่อนข้างสิ้นเปลืองต้นทุน จากการที่จะต้องออกแบบและผลิตรถรุ่นเดียวกันแต่แตกต่างกันในด้านรูปลักษณ์และขุมกำลัง เพื่อแยกขายระหว่างทวีปเอเชียและยุโรป ตามด้วยเสียงบ่นของลูกค้าฝั่งเอเชียที่อยากได้รถ Toyota เวอร์ชั่นยุโรป ส่วนลูกค้าในยุโรปก็กระหยิ่มยิ้มที่มุมปาก เนื่องจากรถสามห่วงที่ขายในบ้านตัวเองนั้นดูดีกว่าของเอเชียอย่างชัดเจน.

เกมน่าสนุกได้เงิน : PG SLOT , PG SLOT

CONTINENTAL GT650 THE30 รถมอเตอร์ไซค์คัสตอมขนาดกลาง

Royal Enfield ค่ายผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ขนาดกลาง เปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์คัสตอมรุ่นใหม่ภายในงานคัสตอมเฟสต์ 2019 ประเทศอินโดนีเซีย ด้วยรถคัสตอม Continental GT650 หนึ่งในรถมอเตอร์ไซค์ที่เปี่ยมด้วยความทะเยอทะยานที่สุดของ Royal Enfield บาคาร่า สูตรบาคาร่า

The 30 คือ รถสไตล์คาเฟ่ เรเซอร์ โมเดิร์นคลาสสิกที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Royal Enfield และ Krom Works Garage สำนักแต่งรถจักรยานยนต์ชื่อดังจากอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นที่รู้จักจากงานออกแบบที่โดดเด่นและสร้างแรงบันดาลใจ ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากในงานแสดงรถจักรยานยนต์คัสตอมหลายแห่งทั่วโลก  

The 30 คัสตอมจาก Royal Enfield Continental GT650 ออกแบบสำหรับสิงห์นักบิดในปัจจุบันที่มองว่ารถจักรยานยนต์ของตนเองคือการเติมเต็มตัวตนที่บ่งชี้ให้เห็นถึงความชอบส่วนตัวและใช้ขับขี่ไปในทุกช่วงเวลาของชีวิต ทำให้นึกถึงวิถีชีวิตของรถมอเตอร์ไซค์สไตล์คาเฟ่ เรเซอร์ ที่เริ่มต้นจากการเป็นรถจักรยานยนต์มาตรฐานจากโรงงาน ก่อนถูกถอดรื้อ ปรับแต่ง และโมดิฟายด์แบบเดียวกับรถจักรยานยนต์สายพันธุ์แข่ง

Royal Enfield Continental GT 650 The 30 ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากตำนานในอดีต เป็นเสน่ห์แห่งกาลเวลาที่มีความงดงามของยุคทองสไตล์คาเฟ่เรซิ่งเป็นการกลับมาจากยุค 1960 สำนักแต่ง Krom Works Garage จาการ์ตา ปั้นแต่ง Continental GT 650 ให้กลายเป็นการจุติของรถคัสตอมคันใหม่ที่มีชื่อว่า The 30 จักรยานยนต์ที่ส่งพลังสะท้อนแนวคิด Back to The Roots ของการจัดงานคัสตอมเฟสต์ในปีนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยตัวเลข 30 มาจากอายุของสำนักแต่งชื่อดังในแดนอิเหนา 

รถคัสตอมจีทีคันนี้สร้างขึ้นภายใต้แนวคิดคาเฟ่ เรเซอร์ยุคใหม่ ยังคงคาแรคเตอร์มินิมอลแบบคลาสสิก ผสมผสานงานดีไซน์สดใหม่ที่เชื่อมต่อความเก่าและใหม่เข้าไว้ด้วยกัน โครงสร้างแบบดิบเปลือยแนวเรโทรถูกเติมเต็มด้วยช่วงล่างหัวกลับแบบโมเดิร์นที่ด้านหน้าและแบบโช้คอัพเดี่ยวที่ด้านหลัง ดิสก์เบรก Brembo และคาลิปเปอร์ Tokiko ช่วยให้รถจักรยานยนต์คันนี้อยู่ภายใต้การควบคุมและหยุดได้อย่างไม่ยากเย็น ตกแต่งด้วยเพลทโครเมียม สีดำด้าน และสีทองแดงมุก The 30 แสดงทั้งพลังของรถและประสิทธิภาพในการบิดใช้งานในชีวิตประจำวันพร้อมความเท่ที่ไม่เหมือนใคร

คาเฟ่ เรเซอร์แบบโมเดิร์น คลาสสิก เป็นพัฒนาการของ Royal Enfield สะท้อนถึงสิ่งที่เคยเป็นมา กลายเป็นวัฒนธรรมรถจักรยานยนต์ตกแต่งพิเศษแบบคัสตอมที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในอินโดนีเซีย สร้างแรงบันดาลใจให้ Royal Enfield ในด้านความร่วมมือกับสำนักแต่งจักรยานยนต์ทั่วโลก เป็นการสร้างสรรค์แนวคิดรถคัสตอมคันใหม่ทุกปีซึ่งเปิดตัวที่งานคัสตอมเฟสต์มาอย่างต่อเนื่อง รถจักรยานยนต์ที่เรียบง่ายแต่น่าตื่นเต้นเร้าใจของ Royal Enfield เป็นเหมือนผืนผ้าใบที่สมบูรณ์แบบสำหรับการปรับแต่งเพื่อแสดงออกถึงวิสัยทัศน์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของบริษัทผู้สร้าง The 30 คืออีกหนึ่งเรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจที่สะท้อนความรุ่งเรืองที่ไม่เคยจางหายของรถคาเฟ่ เรเซอร์มานานกว่า 7 ทศวรรษ ซึ่ง Royal Enfield นำกลับมาในรูปแบบของรถ Continental GT 650 

ข้อมูลทางเทคนิค
ชื่อรุ่น เดอะ 30 (The 30)
สำนักแต่ง ครอม เวิร์กส์ (Krom Works Garage)
ผู้สนับสนุน รอยัล เอนฟิลด์ (Royal Enfield)
รุ่น คอนติเนนทัล จีที 650 (Continental GT 650) 
 
ปีที่ผลิต 2019
ระบบขับเคลื่อน เครื่องยนต์สูบคู่ ความจุ 648 ซีซี 4 วาล์วต่อสูบ SOHC หล่อเย็นด้วยน้ำมัน พร้อมเพลาข้อเหวี่ยง 270 องศา
ระยะเวลาที่คัสตอม ต้นเดือนสิงหาคม 2019 – ปลายเดือนกันยายน 2019

การปรับแต่งเฟรม ส่วนครึ่งหลังแบบคัสตอม
การปรับแต่งตัวถัง ใช้วัสดุเหล็กชุบกัลวาไนซ์แบบคัสตอมที่ถังน้ำมัน แฟริ่ง แฟริ่งข้าง รังผึ้ง บังโคลนหน้า
เพิ่มชิ้นส่วนตัวถัง ช่องดักลมและกล่องแบตเตอรี่เหล็กชุบกัลวาไนซ์

เบาะนั่ง เบาะหนังแบบคัสตอม
ท่อไอเสีย ท่อไอเสียสเตนเลส 2-2 แบบคัสตอม
ช่วงล่างหน้า โช้คอัพ KYB หัวกลับ 43 มม. ชุบอโนไดซ์สีดำ
ช่วงล่างหลัง โช้คอัพแก๊สเดี่ยว Sachs แบบปรับได้
สวิงอาร์ม สวิงอาร์มเดิมผ่านการโมดิฟายด์
ระบบขับเคลื่อน ชุดเฟืองออฟเซทแบบคัสตอม
เบรกและคาลิปเปอร์ ดิสก์เบรกคู่ Brembo 310 มม. คาลิปเปอร์คู่ 6 สูบ Tokico (ด้านหน้า) คาลิปเปอร์ 4 สูบ Tokiko (ด้านหลัง)
ที่พักเท้า อะลูมิเนียมแท่งแบบคัสตอม
แฮนด์ คลิปอะลูมิเนียมแบบคัสตอม
มือจับ อะลูมิเนียมสลับหนังแบบคัสตอม
สวิตช์
อุปกรณ์ตกแต่ง ก้านเบรก-คลัตช์
ชุดก้านเบรกและคลัตช์ Nissin Brake Master and Clutch
ลิ้นคันเร่ง Yamaha R6
กรองอากาศ กรองปากแตรแบบคัสตอม
ล้อ ล้อซี่ลวดอะลูมิเนียม Akront
ยาง Michelin Power RS ขนาด 120/60 ZR17 (หน้า) Michelin Power RS 180/55 ZR 17 (หลัง)
โซ่ DID
เรือนไมล์ มัลติมิเตอร์ KOSO EFI

เกมน่าสนุกได้เงิน : PG SLOT , PG SLOT

การตกแต่งตัวถัง สีทองแดงมุก Copper Pearl พร้อมการตกแต่งพื้นผิวด้านและโครเมียม สลับสีเงินแบบเปลือย เฟรมสีดำ Candy Black ฝาครอบเครื่องยนต์เคลือบสีดำเงา.

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ M-CAR THE LEGEND OF M-POWER

M-CAR ตัวอักษร M คือสัญลักษณ์แห่งพลังและความเร็วของรถยนต์จากค่ายใบพัดฟ้าขาวของเยอรมนี แผนก BMW Motorsport เริ่มก่อตั้งขึ้นเป็นสำนักงานเล็กๆ ในปี 1972 โดย Jochen Neerpash และ Martin Braungart เพื่อสร้างรถแข่งให้กับทีมแข่งของ BMW ซึ่งก่อนหน้านั้นแบรนด์ตราใบพัดใช้การแข่งขันรถยนต์เป็นภาพลักษณ์ส่วนหนึ่งของการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีรูปแบบของความเร็ว สมรรถนะและความสวยงามควบคู่กันมาโดยตลอดยาวนานกว่า 60 ปี

หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง ประเทศเยอรมนีประสบกับสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเป็นอย่างมากเนื่องจากแพ้สงคราม บ้านเมืองถูกทำลายอย่างย่อยยับ และทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบหรืออะไหล่สำหรับการแข่งรถ แต่ก็มีผู้ที่เข้ามากอบกู้สถานการณ์อย่าง Alex Vons Falkenhausen ซึ่งใช้ความรู้ความสามารถและความเพียรพยายามในการแข่งขันรถยนต์ของ BMW ให้สามารถดำเนินต่อไปได้ ด้วยการนำเอาอะไหล่และรถแข่งรุ่นเก่าที่ยังคงหลงเหลืออยู่จากยุคสงครามโลกมาดัดแปลงแก้ไขให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ครั้งนั้นไปได้ด้วยดี บาคาร่า สูตรบาคาร่า

BMW 2002Tii

BMW รุ่น 3.0CSL

BMWรุ่น 320 e21 Group 5
จากชัยชนะของทีมแข่งรถ BMW ที่มีความเหนือกว่ารถแข่งของบางทีมในยุโรปทำให้เกิดการพัฒนารถเพื่อใช้ในการแข่งขันขึ้นมามากมายหลายรุ่น รถแข่ง BMW เหล่านั้นเริ่มกลายเป็นรถที่มีชื่อเสียงในด้านความแรง การควบคุมที่ง่ายและคล่องตัว สมรรถนะด้านความคงทน รวมถึงรูปทรงที่สวยงาม รถแข่ง BMW หลายคันในยุคนั้นล้วนแล้วแต่มีชื่อเสียงเป็นที่น่าเกรงขามว่าเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวและเอาชนะได้ยาก จักรกลตัวแข่งในยุคนั้นก็คือ BMW 2002Tii, BMW 3.0 CS และ BMW 3.0 CSL คูเป้ (ที่มีแรงม้ามหาศาลตั้งแต่ 350-500 แรงม้า ในยุค 1960-1970) รวมไปถึงยุคของเทอร์โบที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในการสร้างพลังให้กับเครื่องยนต์ในรถแข่งต้นตระกูล Series-3 รุ่น 320 รหัสตัวถัง e21 ที่นำมาปรับจูนแอร์โรพาร์ทและเครื่องยนต์รวมถึงช่วงล่างจนกลายเป็นรถแข่งพลังสูง เมื่อผ่านการโมดิฟายแล้วทำให้ e21 Race Car เครื่องยนต์ 4 สูบเทอร์โบมีกำลังมากถึง 800-1,300 แรงม้า! คว้าชัยชนะในรายการ European Touring Car ในสนามเลอมองส์ได้อย่างง่ายดาย (1977) ยังมีรถแข่งที่ BMW ส่งเข้าแข่งขันในรุ่นที่สูงกว่า เช่น M1, Series 6-635 CSL โดยรถแข่งและทีมแข่งทั้งหมดของ BMW ได้รับการสนับสนุนและร่วมมือจากสำนักแต่งรถยนต์ชื่อดังของเยอรมันและยุโรป เช่น Alpina, AC Schnitzer, Bigazzi, Prodrive

ประวัติศาสตร์และการแข่งขันรถยนต์ของ BMW Motorsport Gmbh
1972-1973 เป็นปีที่เริ่มก่อตั้ง BMW Motorsport Gmbh โดย Jochen Neerpash และ Martin Braungart ซึ่งมีฐานการผลิตทั้งรถยนต์และเครื่องยนต์ที่ใช้ในการแข่งขันอยู่ที่โรงงาน BMW ในเมืองมิวนิก รถแข่ง BMW March 732 ที่ขับโดย ฌอง ปิแยร์ จาริเยร์  วิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคันแรกในการแข่งขัน Formula 2 ชิงแชมป์ยุโรป และปีเดียวกันนี้เองที่ โทอีน เฮอเซอร์มานส์ ควบรถ BMW 3.0 CSL 360 แรงม้า เป็นรถแข่งที่มีรูปทรงแปลกประหลาดจากแอร์โรพาร์ทในยุคนั้น โดยคว้าแชมป์ในรายการใหญ่ European Touring Car

1974-1975
ราชาแห่งสนามแข่งรถฮ็อกเกนไฮม์ในรายการ Formula 2 ตัวจริงของยุโรปต้องยกให้กับ ฮานส์ โยอาคิม สตัค กับรถแข่ง Formula 2 ที่ปรับแต่งโดยสำนัก BMW Motorsport Gmbh ส่วน Artcar คันแรกของ BMW ที่ออกแบบลวดลายบนตัวถังของรถ 3.0 CSL โดย อเล็กซานเดอร์ คัลเดอร์ ศิลปินชาวอเมริกันเข้าร่วมการแข่งขันรถยนต์แบบมาราธอน 24 ชั่วโมงในสนามแข่งรถของรายการ Le Mans 24 Hours แต่ก็ต้องถอนตัวออกจากการแข่งขันกลางคันเนื่องจากปัญหาของสายพานไทม์มิ่ง ยังดีที่ ณาคส์ ลาฟฟิท ควบรถ BMW Formula Two เข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่สามในการแข่งขันรถภาคพื้นยุโรป

1976-1977
นักขับรถแข่งชาวฟินแลนด์ชื่อ ราอูโน อาลโทเนน รับหน้าที่เป็นนักขับทดสอบและครูสอนการขับรถเป็นคนแรกของแผนก BMW Motorsport Gmbh ซึ่งนับได้ว่าเป็นการเริ่มต้นของบริษัท BMW ที่เปิดให้มีการสอนการขับรถในสถานการณ์ต่างๆเพื่อให้ผู้ขับขี่มีทักษะที่ดีในการควบคุมรถยนต์ รถ BMW Series 5 รุ่น 535i 218 แรงม้าเป็นรถยนต์ต้นแบบคันแรกของ BMW Motorsport ที่สามารถโมดิฟายแรงม้าให้เพิ่มขึ้นถึง 1,410 แรงม้าในการวิ่งทดสอบ

ทีมแข่งขนาดเล็กที่มี เอดดี้ ซีเวอร์-มารค์ ซูเรอร์-อัลเฟรด วิลเกนฮ็อก สร้างความฮือฮาด้วยรถ BMW Series 3 -320 รหัส e21 ตามมาด้วยชัยชนะของ ดีทเทอร์ เควสเตอร์ ในรายการ European Touring Car ที่ Le Mans ส่วน Artcar 320 e21 ที่ออกแบบโดย รอย ลิคเทนสไตน์ ได้เพียงอันดับที่ 9 รถ McLaren 320i Turbo ถูกสร้างขึ้นในปี 1977-1979 แรงม้าสูงสุดที่มันเคยทำได้คือ 650 แรงม้า แต่วิศวกรของ BMW คาดว่ามันสามารถโมดิฟายให้ไปถึง 800 แรงม้าได้อย่างสบายเพราะ BMW เคยสร้างเครื่องยนต์สี่สูบที่มีกำลังมหาศาลมากถึง 1,350 แรงม้ามาแล้ว

1978-1979
แผนกออกแบบและสร้างรถแข่งของ BMW Motorsport เผยรูปโฉมของรถรุ่นใหม่ล่าสุด BMW M1 ที่ร่วมมือกันพัฒนากับ Lamborghini โดยนำมาประยุกต์ใช้บนท้องถนนได้ ส่วน บรูโน จาโคเมลลิ นักขับจากทีมแข่ง Formula Two สามารถไต่อันดับในการแข่งขันรถยนต์ชิงแชมป์ยุโรป ทั้งๆ ที่เริ่มต้นเข้าทำการแข่งขันเป็นปีแรกโดยรถแข่ง BMW Formula 2

BMW Motorsport ทำการเปิดตัวรถ M1 Procar Series ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นรถแข่งที่ยอดเยี่ยมตลอดกาล พร้อมด้วยชัยชนะในอันดับที่หนึ่งของรถ BMW Formula 2 ที่ขับโดย มาร์ค ซูเรอร์

1981-1983
ตำแหน่งชนะเลิศในรายการ European Touring Car คือรถ BMW Series 6 รุ่น 633 CSL ขับโดย เฮลมุท เลนเนอร์ และอุมแบร์โต กราโน พร้อมทั้งการผลิตรถ BMW M1 จำนวน 450 คัน เพื่อส่งออกทำตลาดในยุโรปและอเมริกา เนลสัน ปิเก้ นักแข่งรถชาวบราซิลกลายเป็นแชมป์โลกรถ Formula 2 ซึ่งถือได้ว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมจากพลังงานของเครื่องยนต์แถวเรียง 4 สูบ จากมันสมองอันปราดเปรื่องของ ปอล รอสก์ พ่อมดผู้เสกเป่าแรงม้าของเครื่องยนต์ในแผนก M-Motorsport ติดตามมาด้วยการคว้าแชมป์ในรายการ European Touring Car ประจำปีนั้นด้วยรถ M 635 CSI ที่ขับโดย ดีทเทอร์ เควสเตอร์

1984-1985
BMW ทำการเปิดตัวรถ M5 ในรหัส e28 เป็น M5 คันแรกของโลกออกสู่ตลาดในยุโรปด้วยเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง กำลัง 286 แรงม้า เป็นซีดานไซส์กลางที่สามารถเกาะท้ายรถสปอตร์พลังสูงได้อย่างสบายในยุคนั้น และด้วยรถรุ่นนี้นั่นเองที่ BMW ได้พลิกโฉมหน้าของวงการยานยนต์ด้วยการสร้างรถสี่ประตูแต่มีกำลังเทียบเท่ารถสปอตร์คูเป้สายพันธุ์แท้ นอกจากนั้นเครื่องยนต์ 6 สูบเรียงประสิทธิภาพสูงยังถูกใช้กับรถรุ่น M1, และ M 635 CSI อีกด้วย

ความพยายามที่จะทำให้รถ Series 3 รหัสตัวถัง e30 มีเครื่องยนต์ที่แรงพอสำหรับการแข่งขันในกรุ๊ป A ทีมวิศวกรเครื่องยนต์ของ BMW จึงผลิตรถ Series 3 รหัสตัวถัง e30 ให้กลายมาเป็นรถ M3 จนเป็นผลสำเร็จ เครื่องยนต์สี่สูบความจุ 2.3 ลิตรและมีแรงม้าถึง 200 ตัวเป็นที่น่าหวั่นเกรงของเหล่าบรรดาทีมแข่งรถชั้นนำทั่วโลกไม่ว่ามันจะอยู่ในตำแหน่งใดของการสตาร์ตก็ตาม

1988-1991
BMW ของรุ่น M3 Evolution รหัสตัวถัง e30 ขึ้นมาเป็นผู้นำในการแข่งขัน European Touring Car และสำหรับผู้ที่มีรสนิยมในการขับรถยนต์แบบสปอตร์สามารถเลือกซื้อ BMW M3 ที่มีรุ่นเปิดประทุนออกมาวางตลาดด้วย ส่วนพวกบ้าความแรงก็ยังคงมีรถ Series 5 รุ่น M5 e34 ซึ่งมีกำลังถึง 356 แรงม้าเอาไว้ต่อกรกับบรรดาคู่แข่งตัวแรงจาก Mercedes Benz ที่ก่อตั้งแผนก AMG และ Porsche ที่มี RUF เป็นสำนักงานย่อยในการโมดิฟายรถยนต์รุ่นปกติของค่ายให้เป็นรถรุ่นพิเศษที่มีแรงม้ามากกว่าปกติ รถ BMW M3 e30 สามารถคว้าชัยชนะได้ถึง 16 รายการทั้งในเยอรมนีและทั่วภาคพื้นยุโรป ซึ่งรวมไปถึงตำแหน่งชนะเลิศในรายการใหญ่อย่าง European Hill Climb โดยมีภาพที่เห็นจนชินตาคือรถ M3 วิ่งนำหน้ากลุ่มของรถแข่งทั้งหมดเกือบทุกครั้งที่ลงทำการแข่งขัน

BMW M3 e36

BMW 850i

BMW M5 e34

1992-1995
M Gmbh เริ่มต้นในทศวรรษที่สามด้วยการเปิดตัวรถ Series 3 รหัสตัวถัง e36 ที่มีกำลังถึง 286 แรงม้า หลังจากนั้นจึงทำการเปิดผ้าคลุมของรถสปอตร์รุ่น Series 8 นั่นก็คือรถรุ่น 850 CSL อันสวยงามและมีเครื่องยนต์ V12 ขนาดใหญ่ของ BMW เป็นขุมกำลังชั้นเลิศที่ไม่พึ่งพาระบบอัดอากาศ ต่อมาวิศวกรของสำนักแต่งรถ M-Motorsport เพิ่มความจุของรถ M5 รหัสตัวถัง e34 ให้มีปริมาตรความจุที่ 3.8 ลิตร และมีแรงม้าเพิ่มขึ้นตามมาถึง 430 แรงม้า

McLaren F1

ปี 1993 รถ M3 e36 รุ่นเปิดประทุนเริ่มต้นออกวางขาย และรถสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลางลำที่ออกแบบโดย กอดอน เมอเรย์ ที่ใช้ชื่อรุ่นว่า McLaren F1 สามารถวิ่งทำความเร็วและทำลายสถิติโลกด้านความเร็วสูงสุดของรถยนต์โดยใช้เครื่องยนต์ BMW V12 แบบไม่มีระบบอัดอากาศ กำลัง 627 แรงม้า ทำให้ McLaren F1 ได้ชื่อว่าเป็นรถยนต์ประเภท GT ที่วิ่งได้เร็วที่สุดในโลกยนตรกรรม (ก่อนที่ Bugatti veyron จะแย่งตำแหน่งนี้ไปครองในปี 2005)

ปี 1994 นี้นับได้ว่าเป็นครั้งแรกของ BMW ที่ทำการผลิตรถ M3 จากรุ่น Series 3 e36 แบบสี่ประตู กำลัง 295 แรงม้า ด้วยประสิทธิภาพของ M3 รุ่นนี้ส่งผลต่อเนื่องไปถึงการคว้าแชมป์ European Touring Car ของรถ M3 สี่ประตู รหัส e36 ที่ขับโดย โยอาคิม วิงเคลฮ็อก-สตีฟ โซเปอร์-และจอห์นนี่ เซคอตโต

หลังจากนั้นในปี 1995 รถ McLaren F1 ในทีมแข่ง BMW ยืนแป้นในตำแหน่งสูงสุดของการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในรายการเอนดูแรนซ์ระยะไกลระดับโลก หรือ Le Mans 24 Hours ในช่วงกลางปีนี้เองที่รถ M3 ถูกปรับปรุงเครื่องยนต์ใหม่ให้มีแรงม้าเพิ่มขึ้นถึง 321 ตัว

1996-1999
BMW เปิดตัวรถ M Roadster เป็นครั้งแรก หลังจากไม่ได้ผลิตรถยนต์ในสไตล์ Roadster เปิดหลังคาสองที่นั่งมานาน M Roadster ใช้พื้นฐานของรถ Z3 หลังจากนั้นรถ M3 e36 ได้รับการติดตั้งเกียร์เซมิออโตรุ่นล่าสุด SMG (Sequential M Gearbox) ทำให้มีอัตราการทดเกียร์ที่ว่องไวกว่าเดิมมาก

ปี 1998 รถ M5 รุ่นใหม่ล่าสุด (e39) สร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการรถยนต์ด้วยเครื่องยนต์วี 8 ความจุ 5 ลิตร รหัส S62 แบบไม่มีระบบอัดอากาศที่มีกำลังถึง 400 แรงม้า ติดตามมาด้วยการปรากฏตัวของ M Coupe ที่ใช้แพลตฟอร์มเดียวกันกับ Z3 แต่ไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จมากนัก มาถึงปี 1999 กับการคว้าตำแหน่งชนะเลิศของรถวี 12 LMR จากการแข่งขันรถยนต์ในรายการ Le Mans 24 Hours ช่วงกลางปีนี้เอง BMW ทำการเปิดเผยโฉมของรถ Z8 สปอตร์สองที่นั่งติดตั้งเครื่องยนต์  V8 400 แรงม้าของ M5 e39

2000-2004
BMW เปิดตัวรถ M3 รุ่นใหม่ล่าสุด รหัสตัวถัง e46 โดยติดตั้งเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง ให้กำลัง 343 แรงม้า เครื่องยนต์รุ่นใหม่นี้ได้สร้างความประทับใจในประสิทธิภาพให้กับบรรดาแฟนๆ ของรถในตระกูล M นักทดสอบและนิตยสารรถยนต์ทั่วโลกจนได้รับรางวัลเครื่องยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2000 ผ่านมาอีกหนึ่งปี BMW M3 Cabriolet e46 ได้แสดงถึงการผสมผสานกันระหว่างรถสปอตร์แรงม้าสูงกับสไตล์เปิดประทุนที่ทำได้อย่างหมดจดไร้ที่ติ ปี 2002 รถต้นแบบรุ่น M3 CSL ผ่านการทดสอบในสนามและแสดงให้เห็นถึงรถสมรรถณะสูงจะสามารถเพิ่มความคล่องตัว ได้ด้วยการลดทอนน้ำหนักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการทำความเร็ว 

2005-2007
BMW ทำการปรับโฉมของรถ M5 อีกครั้งจากรหัสโมเดล e60 เครื่องยนต์ V10 4,999 ซีซี กำลัง 500 แรงม้า รถ M5 ในยุคนั้นประดังเทคโนโลยีที่ทันสมัยติดตั้งอยู่ในแทบทุกจุด ช่วงกลางปีมีปรากฏการณ์ใหม่กับวงการรถยนต์ขึ้นอีกครั้งในการกลับมาของรถ Series 6 รุ่น M6 ที่ใช้เครื่องยนต์ตัวเดียวกันกับ M5 e60 ต่อมารถ M3 CS (e46) กลายเป็นรถที่ทำการปรับปรุงจนถึงขีดสุดเพื่อเพิ่มสมรรถณะให้สูงขึ้นและออกวางขายด้วยกำลังที่มากถึง 338 แรงม้ากับเครื่องยนต์ 6 สูบ 3,246 ซีซี 24 วาล์ว มาถึงปี 2006 BMW เปิดผ้าคลุมรถ Z4 M Roadste และ Z4 M Coupe โดยนำเครื่องยนต์ตัวแรงของรถ M3 e46 มาติดตั้งลงในรถ Z4 M ทุกรุ่น กลางปี 2007 รถ M3 e90 ทำการทดสอบกับเครื่องยนต์ตัวใหม่แบบ V8 414 แรงม้า ปริมาตรความจุ 3,999 ซีซี ไม่มีระบบอัดอากาศจนสำเร็จและเริ่มลงมือผลิตออกขาย นับได้ว่าเป็นการกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งสำหรับรถ M3 ในแบบสี่ประตูหลังจากที่รุ่น M3 e36 ซีดานสี่ประตูเคยสร้างชื่อเสียงไว้

2008-2009
ผลของเสียงตอบรับในรุ่น M3 e92 โดยเฉพาะรุ่น CSL จากการทดสอบของสื่อมวลชน นักข่าวและนักทดสอบรถยนต์ทั่วโลกที่ออกมาในทางบวก ทำให้อนาคตของเครื่องยนต์ V8 แบบไม่มีระบบอัดอากาศรุ่นใหม่ล่าสุดที่นำมาวางลงใน M3 สองประตูสดใสยิ่งขึ้น และสุดท้ายรถเอสยูวีในรหัส X5 M Series และ X6 M Series คงไม่เป็นแค่พิมพ์เขียวในกระดาษเขียนแบบอีกต่อไป โครงการผลิตทั้งสองรุ่นนี้เริ่มต้นขึ้นในปลายปี 2009-2010

หนึ่งในเหล่าบรรดา Roadcar ชั้นเยี่ยมของโลกยนต์กรรมคงไม่มีใครที่จะไม่กล่าวถึง BMW M Series ในแทบทุกโมเดลที่พวกมันเคยออกมาวาดลวดลายและเพิ่มสีสันบนถนน รถในอนุกรม M ทุกรุ่นทุกคันมีความเชื่อมโยงกันในประวัติศาสตร์อันยาวนานของ BMW ในแง่มุมของการผสมกันระหว่างพลังของการขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์ ความเที่ยงตรงของกลไกต่างๆ นับพันๆ ชิ้นที่ทำงานร่วมกันและสอดประสานกันเป็นอย่างดี ทั้งในเรื่องของการยึดเกาะถนน ความเที่ยงตรงแม่นยำ และอัตราเร่ง BMW M ทุกคันจะทำหน้าที่เชื่อมโยงกันระหว่างผู้ขับและตัวรถโดยไม่อาจอาศัยการช่วยเหลือหรือควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ดังนั้นคงต้องอาศัยการสื่อสารกันระหว่างรถกับคนขับ แต่ความมุ่งมั่นและศักยภาพของตัวรถก็สามารถถ่ายทอดมาสู่ตัวผู้ขับขี่ได้จากสัมผัสที่ดีและมีความสมดุลมากกว่ารถทั่วๆ ไป

Ads by AdAsiaYou can close Ad in 4 s

หากจะนับรวมรถ BMW ใน Series M ทั้งหมดทุกคันคงจะมีพื้นที่ไม่พอสำหรับการบรรยาย ด้วยสาเหตุนี้จึงคัดเอามาเฉพาะรุ่นที่ได้รับความนิยมและมีสมรรถนะที่โดด เด่นเป็นที่ยอมรับกันในหมู่นักเลงรถ M-Power ว่าสามารถสะท้อนตัวตนออกมาได้ดีที่สุด มีพลังการขับเคลื่อนที่สูงกว่าและเชื่อมโยงไปกับจิตวิญญาณของรถแข่งที่ส่งต่อสายพันธ์ุมานานกว่า 40 ปี ไม่ว่าพวกมันจะมีเครื่องยนต์ขนาดไหนก็ตาม เช่น สี่สูบ หกสูบแถวเรียง หรือเครื่องยนต์ขนาดใหญ่อย่างวี 8 หรือวี 10 รถ BMW รุ่น M ทุกคันล้วนแล้วแต่เป็นที่สิงสถิตของเหล่าปิศาจแห่งความเร็วที่พร้อมจะเล่นงานรถทุกคันที่อาจหาญมาทาบรัศมีของมัน

BMW M1(1978-1981)
จากหน้าประวัติศาสตร์ของ BMW Motorsport ได้บันทึกเอาไว้ว่ารถ BMW M1 เครื่องยนต์วางกลางลำเป็นรถสปอตร์สำเร็จรูปที่ผลิตขึ้นจากแผนก Motorsport เป็นคันแรกจากความพยายามที่จะสร้างรถแข่งแบบ Roadcar ตามแผนงานที่วางไว้ตั้งแต่ปี 1972 แต่โครงการนี้ก็ล่าช้าไปหลายปีเนื่องจากปัญหาบางประการของการร่วมมือกันระหว่าง BMW และ Lamborghini ดีไซน์ของรถ M1 เกิดขึ้นจากมันสมองของสำนักออกแบบรถยนต์ Giugiaro และวิศวกรของ BMW ชื่อ Paul Bracq และเนื่องจากมันเป็นรถที่วางเครื่องยนต์กลางลำตัว ซึ่งบริษัท BMW ไม่มีความชำนาญในรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์วางอยู่ในลักษณะดังกล่าว โครงการพัฒนารถ M1 จึงถูกส่งต่อไปให้กับแบรนด์กระทิงเปลี่ยวจากอิตาลี Lamborghini รับหน้าที่ด้านโครงสร้างและตัวถัง แต่โชคไม่ดีที่ Lamborghini ในขณะนั้นเกิดปัญหาทางการเงินและสภาวะของความตกต่ำ BMW จึงนำโครงการ M1 กลับมาพัฒนาเองจนสำเร็จ นับได้ว่า M1 เป็นรถเครื่องวางกลางที่ดีที่สุดในยุคนั้น เครื่องยนต์ทวินแคม 6 สูบเรียง ถูกออกแบบมาเพื่อให้มีแรงม้าที่เข้ากันได้ดีทั้งรูปทรง ขนาด และน้ำหนัก โทนเสียงของเครื่องยนต์หกสูบไม่เหมือนกับเครื่อง V8 หรือ V12 ของพวกอิตาเลียน พวงมาลัยหนักกว่ารถปกติแต่มีความมั่นคงเมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูงและมีความแม่นยำในการเปลี่ยนทิศทาง อาการของรถเมื่อซัดเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงในสนามแข่งขันมีความเป็นกลางมากกว่ารถเครื่องวางหน้าอย่างเห็นได้ชัด กำลังของเครื่องยนต์และการยึดเกาะของช่วงล่างทำให้ M1 ได้รับคำกล่าวขานในด้านประสิทธิภาพ BMW M1 ถูกสร้างขึ้นเพียง 450 คันทำให้ในปัจจุบันนี้กลายเป็นรถยนต์คลาสสิกที่หาได้ยากมาก รวมถึงยังเป็นรถยนต์เครื่องวางกลางคันแรกและคันสุดท้ายของ BMW อีกด้วย

BMW M1
เครื่องยนต์………………………แถวเรียงหกสูบ ทวินแคม 24 วาล์ว วางกลางลำตัวรถ ขับเคลื่อนล้อหลัง
ปริมาตรความจุ………………..3,453 ซีซี
แรงม้าสูงสุด…………………….280 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด……………………243 ปอนด์/ฟุต ที่ 5,000 รอบต่อนาที
อัตราเร่ง………………………….0-100 กิโลเมตรใน 5.8 วินาที
ความเร็วสูงสุด…………………160 ไมล์ต่อชั่วโมง

BMW M3 (e30) Sport Evolution (1989-1990)
จากตัวถังของรุ่น Series 3 รหัส e30 ถูกวิศวกรของ BMW Motorsport นำมาปรับปรุงตัวรถทั้งคันขึ้นมาใหม่ให้กลายเป็นสายพันธุ์ของรถแข่งที่ดีที่สุดในรุ่นเครื่องยนต์ขนาดเล็กไม่เกินสี่สูบ โดยการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ช่วงล่าง ระบบเบรก ให้ดีขึ้น รอบตัวรถมีซุ้มล้อที่โป่งนูนออกมาจนเห็นได้ชัดและติดตั้งชุดสปอยเลอร์หลัง แบบปรับตั้งองศาได้ เครื่องยนต์สี่สูบ 2.5 ลิตร 238 แรงม้า ที่มีกำลังพอเหมาะพอดีกับตัวรถมาก จุดเด่นของ M3 e30 Sport Evolution อยู่ที่ช่วงล่างของมันที่ได้รับการเซ็ตมาอย่างลงตัวทำให้มันเป็นรถยนต์ที่รักทางโค้งมากกว่าทางตรงและผิวสัมผัสของแชสซีส์จะส่งตรงอาการต่างๆ ของตัวรถได้อย่างดีเยี่ยม เครื่องยนต์สี่สูบขนาดเล็กวางด้านหน้าขับเคลื่อนล้อหลังที่ยังคงเอกลักษณ์ของ BMW เอาไว้ด้วยการวางเครื่องเอียง และมีแรงบิดที่ไม่ต้องแบกน้ำหนักตัวรถมากจนเกินไป ซึ่งทำงานได้อย่างเต็ม กำลังในย่าน 5,000-7,500 รอบต่อนาที บริษัท BMW ผลิต M3 e30 ออกมาเพียง 600 คันเท่านั้น และเจ้าของรถที่มีรถรุ่นนี้อยู่ในครอบครองมักไม่ยอมขายมันไปง่ายๆ ทำให้ M3 e30 Evolution กลายเป็นรถหายากในยุคนี้ไปโดยปริยาย

BMW M3 Sport Evolution

เครื่องยนต์………………………แถวเรียง 4 สูบ ทวินแคม 16 วาล์ว วางด้านหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง
ปริมาตรความจุ………………..2,467 ซีซี
แรงม้าสูงสุด…………………….235 แรงม้า ที่ 7,000 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด……………………177 ปอนด์/ฟุต ที่ 4,750 รอบต่อนาที
อัตราเร่ง………………………….0-100 กิโลเมตรใน 6.1 วินาที
ความเร็วสูงสุด…………………154 ไมล์ต่อชั่วโมง

BMW M5 (e34) (1992-1995)
จากรถยนต์ซีดานสี่ประตูขนาดกลางในรุ่น e34 ถูกบรรดาพ่อมดในแผนก BMW Motorsport ทำการปรับแต่งจนมีความลงตัวทั้งกำลังของเครื่องและช่วงล่าง รถ M5 e34 ในโมเดลแรกถูกเผยโฉมครั้งแรกในปี 1988 ซึ่งมาพร้อมกับเครื่องยนต์หกสูบแถวเรียงปริมาตรความจุ 3.6 ลิตร 315 แรงม้า แต่ก็เกิดปํญหาขึ้นจากกำลังที่มีอยู่กลับไม่พอเพียงและสมดุลกับน้ำหนักของตัวรถที่มากกว่า 1,500 กิโลกรัม เครื่องยนต์ตัวใหม่ที่มีความจุและกำลังรวมถึงแรงบิดที่ดีกว่าจึงถูกพัฒนาและนำลงมาวางในห้องเครื่องยนต์ของ M5 e34 ในโมเดลที่สอง โดยมีขนาดความจุ 3.8 ลิตร กำลัง 340 แรงม้า พร้อมกับเกียร์รุ่นใหม่ 6 สปีด เพื่อส่งต่อแรงบิดไปยังล้อทั้งสี่ให้มีย่านของพลังกว้างกว่ารถ M5 ในโมเดลแรกสุด การติดตั้งระบบอิเลคโทรนิคที่ทันสมัยลงไปในตัวรถก็ได้เริ่มต้นขึ้นในโมเดลที่สองของ M5 นี่เอง ระบบต่างๆ ประกอบไปด้วยระบบปรับค่ากันสะเทือน EDC (Electronic Damper Control) ทำให้ผู้ขับสามารถปรับตั้งความสูงของตัวรถได้ด้วยตัวเอง แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์และยังคงอยู่ในรถ BMW M Series ทุกๆ คันก็คือช่วงล่างและแชสซีย์ชั้นเยี่ยมที่สมดุลกับกำลัง ส่งให้มันกลายเป็นรถซีดานสี่ประตูขนาดกลางที่สมบูรณ์แบบมากที่สุดในยุคนั้น


BMW M5 e34 (3.8)
เครื่องยนต์………………………แถวเรียง 6 สูบ ทวินแคม 24 วาล์ว วางด้านหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง
ปริมาตรความจุ………………..3,795 ซีซี
แรงม้าสูงสุด…………………….340 แรงม้า ที่ 6,900 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด……………………295 ปอนด์/ฟุต ที่ 4,750 รอบต่อนาที
อัตราเร่ง………………………….0-100 กิโลเมตรใน 5.9 วินาที
ความเร็วสูงสุด…………………155 ไมล์ต่อชั่วโมง

BMW M3 (e36) Evolution 1995-1999
มีรถยนต์ชั้นเยี่ยมเกิดขึ้นมากมายในยุค 90′ และรถ BMW M3 e36 Evolution ก็เป็นหนึ่งในรถยนต์ชั้นเยี่ยมเหล่านั้น จากรถ e36 รุ่นปกติทั้งรุ่นสี่ประตูและสองประตู BMW ทำการออกแบบได้อย่างไร้ที่ติและถือได้ว่าเป็นรุ่นที่สร้างชื่อเสียงให้กับ BMW มากที่สุดจากจำนวนการผลิต รูปทรง ความทนทาน และกำลังของเครื่องยนต์ รถ BMW M3 e36 Evolution ถูกผลิตขึ้นมาในยุคที่เทคโนโลยีของรถยนต์กำลังก้าวไปข้างหน้า แต่ก็ก่อนหน้าที่ระบบอีเลคโทรนิคจะเข้ามาครอบงำทุกสิ่งทุกอย่างเช่นในปัจจุบัน เครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง 3,201 ซีซี มาพร้อมกับชุด Vanos สองตัวที่สวยงามทั้งรูปทรงของตัวเครื่องและพรั่งพร้อมไปด้วยพลังถึง 321 แรงม้า ทำให้ M3 Evo แบบสองประตู แบบเปิดประทุนและแบบซีดานสี่ประตูทะยานไปสู่ความสำเร็จได้อย่างสบายๆ ทั้งในสนามแข่งรถและบนท้องถนนทั่วไป แต่รุ่นสี่ประตูจะหารถได้ยากมากในปัจจุบัน เนื่องจากมันถูกสร้างขึ้นในจำนวนเพียงน้อยนิดและประโยชน์ของการใช้สอยแบบรถสี่ประตูที่สะดวกสบายกว่ารุ่นสองประตู จุดอ่อนของ M3 e36 Evolution อยู่ที่การควบคุมตัวรถในขณะที่ใช้ความเร็วสูง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้ขับขี่ว่าจะปราบมันให้เชื่องมืออยู่ภายใต้การควบคุม หรือลนจนออกอาการและอาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ทุกขณะในระหว่างที่ขับขี่ด้วยความเร็วสูง โดยภาพรวมแล้วมันเป็นรถใน Series M-CAR ที่สมบูรณ์แบบและมีความพิเศษอยู่ในตัวตน จนถึงทุกวันนี้รถ M3 Evo e36 ก็ยังได้รับความนิยมจากนักสะสมอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย

BMW M3 e36 Evolution
เครื่องยนต์………………………แถวเรียง 6 สูบ ทวินแคม 24 วาล์ว วางด้านหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง
ปริมาตรความจุ………………..3,201 ซีซี
แรงม้าสูงสุด…………………….321 แรงม้า ที่ 7,400 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด……………………258 ปอนด์/ฟุต ที่ 3,250 รอบต่อนาที
อัตราเร่ง………………………..0-100 กิโลเมตรใน 5.6 วินาที
ความเร็วสูงสุด…………………155 ไมล์ต่อชั่วโมง

BMW M5 (e39) 1998-2003
รถยนต์ซีดานสี่ประตูที่มีความสมบูรณ์ทั้งรูปทรงของการออกแบบและสัมผัสที่ยอด เยี่ยมยามขับขี่เกิดขึ้นไม่มากนักในวงการยนต์กรรม และในบรรดารถยนต์ชั้นเยี่ยมเหล่านั้นต้องมีรถ BMW M5 e39 รวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน สายพันธุ์แห่งความแรงถูกผลิตขึ้นเป็นรุ่นที่สามของตระกูล M5 และการมาถึงของเครื่องยนต์ขนาดใหญ่แบบ V8 400 แรงม้าที่ทำให้เกิดเสียงคำรามยามผลักดันมันขึ้นสู่รอบสูงสุดได้ อย่างเร้าใจ ไม่มีที่ติสำหรับห้องโดยสารและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกทำให้มันก้าวเข้าสู่จุด สูงสุดของรถซีดานขนาดกลางแรงม้าสูง รูปแบบในการจัดวางอุปกรณ์ถือได้ว่าลงตัวที่สุดแล้วและมีความงดงามน่าใช้ มากกว่ารุ่น M5 e60 เสียอีก ตำแหน่งของผู้ขับขี่ถูกจัดวางไว้อย่างดีบนเบาะนั่งแบบสปอตร์เพื่อความแม่นยำ ในการควบคุม รถ M5 e39 มีน้ำหนักมากกว่า 1,700 กิโลกรัม แต่ไม่สร้างภาระให้กับเครื่องยนต์รอบจัดแบบ V8 เลยแม้แต่นิดเดียว ช่วงล่างของมันถูกปรับแต่งให้เชื่อมโยงกับแชสซีอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ขับง่ายราวกับเล่นเกม ถึงแม้ว่าตัวรถจะมีขนาดใหญ่และถูกเหมารวมอยู่ในรุ่นซีดานสี่ประตูขนาดกลาง แต่ M5 รุ่นนี้ก็มีความคล่องตัวและปราดเปรียวอย่างที่รถในตระกูล M-CAR Series ทุกคันสมควรจะมี

BMW M5 e39
เครื่องยนต์……………………….V 8 สูบ ทวินแคม 32 วาล์ว วางด้านหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง
ปริมาตรความจุ………………..4,941 ซีซี
แรงม้าสูงสุด…………………….400 แรงม้า ที่ 6,600 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด……………………369 ปอนด์/ฟุต ที่ 3,800 รอบต่อนาที
อัตราเร่ง………………………..0-100 กิโลเมตรใน 4.8 วินาที
ความเร็วสูงสุด…………………..155 ไมล์ต่อชั่วโมง

BMW Z4 M Coupe 2006-2008
หลังจากที่ผู้คนในวงการรถยนต์เริ่มลืมรูปทรงของหลังคาอันอัปลักษณ์และความตกต่ำในการทำตลาดของ Z3 M Coupe ก็ถึงเวลาแล้วที่อนุกรมใหม่ของ Z -M Series จะออกสู่สายตาของนักเลงรถทั่วโลก การหยิบยืมเอาเครื่องยนต์ของรถ M3 e46 ส่งผลต่ออัตราเร่งแซงโดยตรงทำให้รถ Z4 M Coupe มีสมรรถนะที่ดีกว่า Z3 M Coupe อย่างเห็นได้ชัด การปรับปรุงแซสซีและระบบกันสะเทือนใหม่ทั้งหมดทำให้การพุ่งเข้าสู่โค้งมุมแคบมีความเที่ยงตรงแม่นยำ แต่มันก็ไม่ถึงกับเป็น Roadcar ที่ดีที่สุดและอาจก่อปัญหาขึ้นได้ในบางครั้งจากสภาพเส้นทางที่มีความคด เคี้ยวแบบทางขึ้นลงเขาเนื่องจากโอเวอร์แฮงค์ของตัวรถ มีแต่เพียงรูปทรงที่สวยงามของหลังคาแบบใหม่ที่มีความลงตัวและลาดเอียงรับกับ ท้ายรถได้ดีรวมถึงพละกำลังจากเครื่องยนต์เท่านั้นที่ช่วยมันไว้ไม่ให้กลับไป เหมือนกับรุ่นพี่ที่เคยผจญกับความยากลำบากในการทำตลาดมาแล้ว แฟนๆของรถ M-CAR Series ต่างก็พากันถอนหายใจอย่างโล่งอกที่หลังคาทรงอัปลักษณ์ของรถ Z3 M Coupe ไม่ได้ถูกนำกลับมาใช้ใน Z4 M Coupe หลังคาแบบนั้นทำให้มันขึ้นทำเนียบรถสปอร์ตที่มีรูปทรงน่าเกลียดอยู่นานเลยทีเดียว

BMW Z4 M Coupe
เครื่องยนต์……………………….แถวเรียง 6 สูบ ทวินแคม 24 วาล์ว วางด้านหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง
ปริมาตรความจุ………………..3,246 ซีซี
แรงม้าสูงสุด…………………….338 แรงม้า ที่ 7,900 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด……………………269 ปอนด์/ฟุต ที่ 4,900 รอบต่อนาที
อัตราเร่ง…………………………0-100 กิโลเมตรใน 4.8 วินาที
ความเร็วสูงสุด…………………155 ไมล์ต่อชั่วโมง

BMW M5 (e60) 2005-2009
กระจังหน้าและไฟด้านหน้าทำให้ M5 e60 ได้รับชัยชนะในการออกแบบรถซีดานของยุคนี้ รวมไปถึงวิวัฒนาการทางรูปทรงและรายระเอียดมากมายที่ประกอบขึ้นเป็นตัวรถทั้งคันจากมันสมองของ Chris Bangle งานออกแลลที่ทำให้เกิดความปั่นป่วนในวงการดีไซน์รถยนต์ แฟนคลับของ BMW ก็มีทั้งเสียงชื่นชมและก่นด่า หลังจากเวลาผ่านไปได้ไม่นานนักกลับกลายเป็นว่าบรรดาค่ายรถทั่วโลกต่างก็นำเอาเส้นสายที่ Bangle เคยดีไซน์ไว้มาใส่ยังรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ของตนเองเต็มไปหมด รถ M5 e60 ถูกเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทำให้ตัวถังและภายในมีความแตกต่างจากรุ่นที่แล้ว อย่างสิ้นเชิง อุปกรณ์ที่ใช้ระบบอีเลคโทรนิคควบคุมในรถ M5 e60 มีมากเสียจนอาจทำให้ช่างเครื่องยนต์ที่ทำการลงมือซ่อมแซมมันถึงกับฆ่าตัวตาย ปุ่มควบคุมแบบ I Drive ,ระบบปรับอัตราทดเกียร์แบบ EDC, DSC สวิตช์ Power และปุ่ม M บนพวงมาลัย ก่อให้เกิดความสับสนและต้องการการเรียนรู้จากประติสัมพันธ์ในระหว่างการใช้งาน กำลังของเครื่องยนต์ก็ยกเอาเทคโนโลยีจากเครื่องยนต์ของรถ Formula 1 มาทั้งยวง เครื่องยนต์ 5.0 ลิตร V10 กำลังมหาศาลถึง 500 แรงม้า ติดตั้งแป้นเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ Paddle Shift ที่ทำงานร่วมกับระบบเกียร์แบบ SMG 7 สปีด ทำให้ M5 รุ่นนี้กลายเป็นรถสปอร์ตซีดานสี่ประตูขนาดกลางที่ไม่อาจจะล้อเล่นได้อีกต่อไป มันสามารถดูดติดท้ายรถสปอตร์ซุปเปอร์คาร์จากแดนมักโรนีแบบกัดไม่ปล่อยด้วยแชสซีที่ยอดเยี่ยมรวมถึงพลังของเครื่องยนต์ รถ M5 e60 มีน้ำหนักถึง 1,830 กิโลกรัม หนักกว่า M5 e28 รุ่นแรกถึง 400 กิโลกรัม กำลัง 500 แรงม้า จากเครื่องยนต์ V10 ทำให้น้ำหนักตัวบานเบอะของ M5 e60 ไม่ส่งผลกระทบต่อสมรรถนะ แรงบิดในโหมด M เพิ่มพูนความดิบเถื่อนสะใจพวกตีนผีที่ชอบบูชาความเร็ว แต่การเชื่อมโยงตัวรถและผู้ขับขี่ถูกกั้นเอาไว้ด้วยระบบต่างๆ ที่มีมากเสียจน ทำให้การทำงานประสานกันระหว่างคนและเครื่องจักรในรถ M-CAR Series รุ่นเก่าๆ ที่เคยมีอยู่หายไปทันทีที่เปลี่ยนมาขับขี่รถ M5 e60

BMW M5 e60
เครื่องยนต์……………………….V 10 สูบ ทวินแคม 40 วาล์ว วางด้านหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง
ปริมาตรความจุ………………..4,999 ซีซี
แรงม้าสูงสุด…………………….500 แรงม้า ที่ 7,750 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด……………………383 ปอนด์/ฟุต ที่ 6,100 รอบต่อนาที
อัตราเร่ง………………………..0-100 กิโลเมตรใน 4.6 วินาที
ความเร็วสูงสุด…………………155 ไมล์ต่อชั่วโมง

BMW M3 CSL And CS (e46) 2003-2005
การนำเอารถสองประตูในรุ่น M3 e46 มาทำการปรับปรุงเพื่อลดน้ำหนักเป็นเรื่องที่ไม่เกินความสามารถของวิศวกรจากแผนก BMW Motorsport แต่การที่จะทำรถ M3 e46 ให้ดีกว่าเดิมและกลายสภาพมาเป็นรุ่นที่ใช้รหัสต่อท้ายว่า CSL กลับทำได้ยากยิ่งกว่า CSL เป็นจักรกล M Car ที่ประสบความสำเร็จและแสดงตัวตนให้เห็นได้ว่ามันมีความเหนือชั้นกว่า M Car รุ่นมาตรฐาน การลดน้ำหนักกลายเป็นเป้าหมายที่วิศวกรของ BMW Motorsport ลงมือปรับแต่ง หั่นหลังคาโลหะออกแล้วแทนที่ด้วยหลังคาแบบคาร์บอนไฟเบอร์ ฝากระโปรงทั้งด้านหน้าและหลังใช้คาร์บอนไฟเบอร์ เปลี่ยนแปลงขนาดของสปริงและคารลิปเปอร์เบรคให้มีขนาดที่ใหญ่กว่า เดิม เบาะนั่งในสไตล์รถแข่งแบบกระชับตัวผู้ขับที่เมื่อใดได้เข้าไปนั่งก็จะเหมือน กับเตรียมพร้อมที่จะแข่งในทันที เจ้าของรถ M3 CSL-CS ส่วนใหญ่มักไม่แน่ใจกับน้ำหนักของแป้นเบรคและระบบเบรคที่ติดตั้งมาจากโรงงาน จึงมักจะนำรถ CLS ไปติดตั้งระบบเบรคใหม่จากบริษัทที่ผลิตเบรคคุณภาพสูงอย่าง AP Racing และ Brembo เพื่อเพิ่มความมั่นใจและสยบม้า 338 ตัวให้มีความประพฤติที่อยู่กับร่องกับรอย รถ BMW M3 CSL-CS สามารถทำสมรรถนะได้ดีทั้งสภาพถนนที่แห้งและเปียกชื้น ช่วงล่างนำพาตัวรถไปได้อย่างมั่นคง ชัดเจนและเฉียบขาด สิ่งที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งของกลไกทั้งหมดในตัวรถ M3 CLS คือระบบเกียร์แบบ SMG อัตราทดว่องไวปานกระพริบตาและมีความลื่นไหลมากกว่ารถ BMW M-CAR Series ในแทบทุกรุ่นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจเกิดจากน้ำหนักที่เบากว่าของตัวรถก็เป็นได้


BMW M3 CSL-CS
เครื่องยนต์………………………แถวเรียงหกสูบ ทวินแคม 24 วาล์ว วางด้านหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง
ปริมาตรความจุ………………..3246 ซีซี
แรงม้าสูงสุด…………………….355 แรงม้า ที่ 7,900 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด……………………273 ปอนด์/ฟุต ที่ 4,900 รอบต่อนาที
อัตราเร่ง………………………….0-100 กิโลเมตรใน 4.8 วินาที
ความเร็วสูงสุด…………………155 ไมล์ต่อชั่วโมง

BMW M3 (e92) 2007-2009
การจะลงมือสร้างรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดสักคันหนึ่งให้มีสมรรถนะที่ดีกว่ารุ่นที่ผ่านมาคงจะไม่มีอะไรยากเย็นเกินไปสำหรับบริษัท BMW ดังเช่นที่เราพบเห็นได้ในรถ M3 e92 รถยนต์สปอตร์ 2- 4 ประตู ในอนุกรมของ M3 Series ที่มีอายุยาวนานมากที่สุดในบรรดารถสปอตร์พลังสูงของ BMW M-Power พัฒนาการของตัวรถ M3 ที่มีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นจากเครื่องยนต์ 4 สูบ หลังจากนั้นจึงเพิ่มเป็นเครื่องยนต์ 6 สูบ รถ M3 e92 ก็อดรนทนไม่ได้กับความเย้ายวนของเครื่องยนต์ขนาดใหญ่อย่างเครื่อง V8 ที่สามารถสร้างแรงบิดโดยไม่ต้องอาศัยระบบอัดอากาศ ทั้งซุปเปอร์ชาร์จและเทอร์โบต่างก็มีข้อดีและข้อเสีย สำหรับข้อด้อยของมันเกิดจากปริมาตรความร้อนที่สะสมภายในห้องเครื่องยนต์ กลายเป็นตัวบั่นทอนอายุการใช้งานและเพิ่มค่าบำรุงรักษา เครื่องยนต์ V8 ไม่มีระบบอัดอากาศ ทำให้เครื่องยนต์ที่ติดตั้งระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบทั่วไปต้องหันมามองในด้านของความคงทนและความเสถียร กำลัง 414 แรงม้า เกิดจากการสันดาปภายใน กลไกเชื่อมต่อของระบบต่างๆที่ยอดเยี่ยม ผ่านการทดสอบอย่างหนักก่อนผลิต ปริมาตรความจุเพียง 3,999 ซีซี แต่สามารถลากรอบให้ไปถึงย่าน 8,500 รอบต่อนาทีอย่างรวดเร็วแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่โดดเด่นในยุคนั้น เครื่องยนต์รุ่นนี้ที่ถูกนำมาวางลงใน M3 e90 รุ่นสี่ประตูรวมถึง M3 e92 ที่เป็นรถ Coupe สองประตู พละกำลังของ M-CAR รุ่นนี้ ทำให้รถสปอตร์อย่าง Porsche 911-997 Audi RS5, Mercedes Benz C63 AMG หรือแม้แต่จักรกลซาตานอย่าง Nissan GTR 2009 ยังต้องร้อนๆหนาวๆยามเหลือบมองไปที่กระจกมองหลังแล้วเห็นเจ้า M3 ตัวใหม่ล่าสุดเกาะจี้ท้ายรถอยู่

รถ M3 e92 Coupe มีจุดเด่นของตัวรถอยู่ที่ด้านท้ายและไฟท้ายที่ลงตัวมากกว่ารุ่นแรก ตำแหน่งติดตั้งทะเบียนรถจากที่เคยอยู่ที่ฝาท้ายโดนย้ายลงมาอยู่กึ่งกลาง กันชนและถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น ฝากระโปรง หลังคา ใช้คาร์บอนไฟเบอร์ โดยภาพรวม เหมือนกับการนำเอาดีไซน์ของรุ่น e46 และ e36 มาผสมกันจนเกิดเป็น M3 e92 การนำเอาเครื่องยนต์ขนาดใหญ่แบบ V8 มาใส่ก็เนื่องจากบรรดาคู่แข่งต่างก็ระดมกันนำเอาขุมกำลังแบบ V8 มาติดตั้งให้กับรถยนต์ในค่ายของตัวแทบทั้งสิ้นเช่น Audi, Lexus, Mercedes Benz ด้วยสาเหตุนี้เอง BMW จึงจำเป็นต้องทิ้งเครื่อง 6 สูบแถวเรียงและหันมาหาเครื่องยนต์ V8 เพื่อปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

BMW M3 e92
เครื่องยนต์………………………V 8 สูบ ทวินแคม 32 วาล์ว วางด้านหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง
ปริมาตรความจุ………………..3,999 ซีซี
แรงม้าสูงสุด…………………….414 แรงม้า ที่ 8,300 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด……………………295 ปอนด์/ฟุต ที่ 3,900 รอบต่อนาที
อัตราเร่ง………………………..0-100 กิโลเมตรใน 4.7 วินาที
ความเร็วสูงสุด…………………155 ไมล์ต่อชั่วโมง

BMW M4CS 2017-2019
BMW Group ปล่อยรถรุ่นพิเศษ M4 เวอร์ชั่น CS ในปี 2017 เป็นการสานต่อตำนานความโหดของยานยนต์ตระกูล M-CAR โดยวางตัวขั้นอยู่ตรงกลางระหว่าง M4 Competition Package และ M4 GTS ในรูปแบบการผลิตและขายด้วยจำนวนเพียงน้อยนิด หรือ Limited Edition การผลิตในจำนวนไม่มากสำหรับนักขับที่ต้องการความแตกต่างระหว่างรถ M รุ่นมาตรฐานกับรุ่นพิเศษที่มีเรี่ยวแรงมากกว่า ทำให้ BMW M4CS กลายเป็นรถที่หายากและมีราคาแพงกว่า M4 รุ่นมาตรฐาน คุณจะเจอกับ M4 รุ่นปกติมากกว่าที่จะเห็น M4CS ตัวเป็นๆ วิ่งอยู่บนถนนในประเทศไทย มันเป็นรถคูเป้ที่เจริญรอยตามรถรุ่นพี่ทั้งสองรุ่น นั่นก็คือการเน้นชิ้นส่วนเนื้องานน้ำหนักเบาทั้งภายนอกและภายใน ลงลึกเปลือกตัวถังด้วยงานคาร์บอนไฟเบอร์ การปรับจูนช่วงล่าง เปลี่ยนล้อใหม่ให้ใหญ่ขึ้นพร้อมแอร์โรพาร์ทรอบคันที่ทำให้แอร์โรไดนามิกของรถดีขึ้น ช่างในแผนก M-CAR ยังลงมือจูนเครื่อง 6 สูบเทอร์โบคู่ให้มีแรงม้าเพิ่มขึ้นเพื่อความสุดกับการแอบอิงกีฬามอเตอร์สปอร์ตด้วยการเป็นได้ทั้งรถบ้านและรถแข่งในคันเดียวกัน!! วันธรรดาคุณสามารถขับ M4 CS ไปทำงาน พอเสาร์-เอาทิตย์ก็คว้าหมวกกันน็อกลงไปขับในสนามแข่งแบบไม่ต้องทำอะไรเพิ่มกับรถอีกแล้ว

แก่นแท้ของรถ M-CAR ก็คือสมรรถนะในการขับขี่โดยเฉพาะการยึดโยงแนวคิดคล้ายกับรถแข่ง นั่นก็คือการปรับลดน้ำหนักส่วนเกิน ฝากระโปรงหน้า หลังคา ฝาท้าย ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ แชสซีของ M4CS ใช้โช้กอัพและสปริงที่มีการเซตค่าใหม่หมด เป็นการปรับความยืดหยุ่นของช่วงล่างให้ทำงานได้ดีกว่า M4 รุ่นมาตรฐาน ล้ออัลลอยลายใหม่สไตล์ก้างปลามีน้ำหนักเบาขึ้น ลวดลายของล้อนั้นล้างง่ายกว่าล้อลายซี่ถี่ของ M4 GTS และเป็นล้อสีเทาแบบพิเศษ Orbit Grey ล้อหน้าขนาด 9 J x 19 ห่อรัดด้วยยางสปอร์ตประสิทธิภาพสูง Michelin รุ่น Pilot Sport Cup 2 ขนาด 265/35 ZR 19 98Y ส่วนล้อหลังซึ่งเป็นล้อขับเคลื่อน ตามธรรมเนียมของรถแรงขับหลังก็ต้องยัดล้อหลังให้โตกว่าล้อหน้านิดๆ ล้อหลังของ M4CS มีขนาด 10 J x 20 ใส่ยาง Pilot Sport Cup 2 ไซส์ 285/30 ZR 20 99Y ใหญ่โตมโหระทึกเหมาะกับการเทม้าลงพื้นกันแบบสุดๆ ไปเลย ยางใหญ่ขึ้นก็ต้องสะเทือนมากขึ้นแต่ CS เป็นรถที่ออกแบบให้ใชัความเร็วสูง เมื่อขับเร็วมันจะลดอาการกระเด้งกระดอนลงอย่างน่าประหลาด

BMW M4CS ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินแบบ 6 สูบเรียง M TwinPower Turbo อัดอากาศด้วยเทอร์โบคู่แบบ mono Scroll ระบบส่งกำลังใช้เกียร์อัตโนมัติแบบทวินคลัตช์ 7 สปีด M Double Clutch Transmission (M-DCT) กำลังถูกจูนจนมีม้าท่วมท้นเพิ่มขึ้นเป็น 338 กิโลวัตต์ หรือ 460 แรงม้า ที่ 6,250 รอบต่อนาที แรงม้าของ M4CS มากกว่า M4 สแตนดาร์ดอยู่ 30 แรงม้า พร้อม Package Overboost แรงบิดสูงสุดทำได้ถึง 600 นิวตันเมตร หรือ 61.2 กิโลกรัม-เมตร ที่ 4,000-5,380 รอบต่อนาที อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 8.4 ลิตรต่อระยะทาง 100 กม. (11.9 กิโลเมตรต่อลิตร) อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 3.9 วินาที และ 80-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลา 3.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 285 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องยนต์ 6 สูบเรียงวางตามยาวโดยร่นแท่นเครื่องแท่นเกียร์ให้เข้าใกล้กับจุดศูนย์กลางของรถเพื่อการกระจายน้ำหนักที่ดี เครื่องยนต์ 6 สูบเทอร์โบคู่นั้นไม่มีระบบฉีดน้ำเข้าอินเตอร์คูลเลอร์เหมือน M4 GTS แต่มีกำลังแรงม้าเพิ่มมาให้อีก 30 ตัว แรงบิด 600 นิวตันเมตร เป็นรองซุปเปอร์คาร์บางรุ่นไม่มากนัก เป็นรถที่เร็วอย่างน่ากลัว และต้องใช้ความคุ้นเคยกันพอสมควรก่อนจะคิดปล่อยม้า 460 ตัวลงพื้นแบบเต็มๆ

BMW M2 COMPETITION 2018
หลังจากที่ปล่อยของแรงใน M2 รุ่นมาตรฐานออกมาวาดลวยลายบนถนนได้ 2 ปี ล่าสุด BMW M จัดการปรับสมรรถนะของรถ M2 ในรูปแบบพิเศษหรือ Competition ด้วยการปรับเปลี่ยนขุมกำลังและรายละเอียดของตัวรถเพื่อเพิ่มความแรง การกระชากเครื่องเก่าทิ้งเนื่องจาก M2 รุ่นมาตรฐานนั้นวางเครื่องยนต์ของ M235i ซึ่งนักเลงรถ M ยังถือว่าไม่สุด การปรับเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนด้วยการยัดเครื่องยนต์สมรรถนะสูงของ BMW M4 โดยมีการปรับแรงม้าลดดีกรีความโหดจาก 430 แรงม้า เหลือ 410 แรงม้า แรงกว่าเดิมที่ทำได้แค่ 370 แรงม้า รวมถึงแรงบิดจากเครื่อง 6 สูบเรียง เทอร์โบคู่ตระกูล M-CAR ที่ทำได้เพิ่มขึ้นเป็น 550 นิวตันเมตร แรงบิดเพิ่มอีก 50 นิวตันเมตร พร้อมอัพเกรดระบบเบรกช่วงล่างให้รองรับกำลังที่เพิ่มมากขึ้น

ล้อขอบ 19″ M light alloy wheels Double-spoke style 788 M-Wheel ห่อรัดด้วยยางสปอร์ต Michelin รุ่น Pilot Super Sport ล้อหน้าขนาด 9 J x 19 ยาง 245/35 R19 ส่วนล้อหลังซึ่งเป็นล้อขับเคลื่อนมีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย 10 J x 19 กับยางหลังไซส์ 265/35R 19 เต็มพอดิบพอดีกับโป่งหลังที่อวบอูม! ตัวถังหน้า-หลัง กว้างขึ้น 55 และ 80 มิลลิเมตรตามลำดับ รองรับฐานล้อที่กว้างมากกว่า Series-2 Coupe รุ่นมาตรฐาน สำหรับระบบรองรับยกเอาแพหน้าและแพหลังของ M4 มาทั้งหมด ช่วงล่างแบบสปอร์ตซึ่งมีค่าคงที่ของ M-Power ปรับตั้งความแข็ง-อ่อนไม่ได้และเน้นไปที่การทำความเร็วเป็นหลัก BMW M2 Competition ใส่ชุดเบรกประสิทธิภาพสูง M Sport Brakes ด้านหน้าเป็นคาลิปเปอร์ 6 Pot และด้านหลังเป็นคาลิปเปอร์แบบ 4 Pot โดยเพิ่มขนาดจานเบรกคู่หน้าเป็น 400 มิลลิเมตร ด้านหลัง 380 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์เบรกของ M สีเทาพร้อมผ้าเบรกที่ใหญ่ขึ้นตามขนาดของจานเบรก เบรกประสิทธิภาพสูงของ M2 Competition ให้ความมั่นใจสูงสุดจากการหยุดยั้งแรงม้า 410 ตัวที่สุดยอดเอามากๆ!

เครื่องยนต์ของ BMW M2 Competition เปลี่ยนจากเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียงเทอร์โบของ M235 รหัส N55B30 โดยเสียบแทนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง รหัส S55B30 อัดอากาศด้วยเทอร์โบคู่ ซึ่งเป็นขุมกำลังของรถสปอร์ตรุ่นพี่อย่าง BMW M3 f80 และ M4 f82 เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 6 สูบ ความจุ 3.0 ลิตร 2,979 ซีซี อัดอากาศด้วยเทอร์โบคู่ วางอินเตอร์คูลเลอร์คร่อมฝาสูบเพื่อลดความยาวของท่อ ส่วนตัวเลขความกว้างกระบอกสูบอยู่ที่ 89.6 มิลลิเมตร ช่วงชัก 84.0 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 10.2:1 แรงม้าสูงสุดจากการหมุนของข้อเหวี่ยงที่ขึ้นรูปด้วยกรรมวิธีแรงดันสูง หรือฟอร์ซ เค้นกำลังออกมาได้ 410 แรงม้า แรงบิดสูงสุดจัดเต็มที่ 550 นิวตันเมตร ในย่าน 2,350-5,200 รอบต่อนาที เพิ่มขึ้นพอสมควรเมื่อเทียบกับเครื่อง 6 สูบใน M2 รุ่นมาตรฐาน ระบบส่งกำลังของ M2 รุ่นพิเศษยังมีเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะให้เลือกเหมือนเดิม สำหรับลูกค้ารักความสบายก็ขยับไปเกียร์อัตโนมัติทวินคลัตช์ M Double Clutch 7 สปีด การปลดปล่อยกำลังของเครื่องยนต์ M ตัวใหม่ใน M2 Competition อยู่ในย่าน 5,750-7,000 รอบต่อนาที แรงบิดมีให้ตั้งแต่ 1,700 รอบต่อนาทีไปจนถึง 4,750 รอบต่อนาที ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 4.2 วินาที เร็วกว่าเดิมที่เคยทำได้ 4.7 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ออฟชั่น M Drivers Package ปลดล็อกความเร็วเป็น 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สาแก่ใจขาซิ่งไปตามๆ กัน.

PG SLOT , PG SLOT

“ฮอนด้า” โชว์วิชั่นมอบความสุขฯ เปิดตัว รถ EV

เร่ิมแล้วงานแสดงยานยนต์และเทคโนโลยียานยนต์ระดับโลก งานโตเกียว มอเตอร์โชว์ 2019 ค่าย “ฮอนด้า” นำทัพรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถต้นแบบ รถ EV และเทคโนโลยียุครถไฟฟ้าโชว์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ผู้ทำธุรกิจรถยนต์และรถจักรยานยนต์รายใหญ่ เข้าร่วมงาน “โตเกียวมอเตอร์โชว์ 2019” ครั้งที่ 46 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 ต.ค.-4 พ.ย.2562 โดยวันที่ 23 ต.ค. เป็นรอบสื่อมวลชน ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และรอบทั่วไปวันที่ 24 ต.ค.-4พ.ย. โดยนำผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้งรถยนต์ รถ EV รถจักรยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีพลังงานต้นแบบ จัดแสดง

ปีนี้ ฮอนด้า ออกแบบบูธภายใต้แนวคิด “การส่งมอบความสุขให้กับผู้คนทั่วโลก บาคาร่า สูตรบาคาร่า

เพื่อเพิ่มศักยภาพของการใช้ชีวิต” ที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้จากผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของฮอนด้า

พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานสัมผัสประสบการณ์ความล้ำสมัยในการใช้ชีวิตประจำวัน ที่ฮอนด้าและลูกค้าจะสามารถร่วมกันสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นจริงได้ในอนาคตอันใกล้

ภายในบูธฮอนด้า โดดเด่นด้วยจอภาพขนาดใหญ่สามารถเคลื่อนที่ได้

พร้อมแสดงภาพต่างๆ ให้ความรู้สึกเสมือนจริง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์ด้านผลิตภัณฑ์และการบริการต่างๆ

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอินเตอร์แอคทีฟอีกมากมายให้ทุกคนในครอบครัว รวมทั้งเด็กๆ ได้สนุกสนานเพลิดเพลินตลอดการเยี่ยมชม

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ไฮไลต์ของฮอนด้าในงานครั้งนี้ มีการเปิดตัวรถยนต์ ฮอนด้า ฟิต ใหม่ ซึ่งภายในไทยจำหน่ายในชื่อฮอนด้า แจ๊ซ และรถจักรยานยนต์ ซูเปอร์ คับ ซีที 125 เป็นครั้งแรก

ทั้งนี้ ส่วนของการจัดแสดงยนตรกรรม ฮอนด้า ฟิต ใหม่

ได้เปิดตัวเป็นครั้งแรกในโลกภายในงาน พร้อมเตรียมเปิดตัว ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เป็นครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น

ซึ่งมีแผนวางจำหน่ายในช่วงต้นปี 2563 และการเปิดตัว ฮอนด้า อี ยนตรกรรมขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าอย่างสมบูรณ์แบบเป็นครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น

อีกทั้งจัดแสดงยนตรกรรมอีกหลายรุ่น เช่น ฮอนด้า ฟรีด รุ่นปรับโฉมใหม่ มีกำหนดการวางจำหน่ายภายในเดือน ต.ค.นี้ ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์ รถซูเปอร์สปอร์ตรุ่นเรือธงของฮอนด้า

และ ฮอนด้า เอ็น-บ็อกซ์ ซีรีส์ รถมินิคาร์ขายดีในประเทศญี่ปุ่นต่อเนื่องถึง 4 ปีAds by AdAsiaYou can close Ad in 4 s

สำหรับในส่วนการจัดแสดงรถจักรยานยนต์ มีการเปิดตัวรถจักรยานยนต์ ซีที 125 เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นรถจักรยานยนต์ต้นแบบได้รับการพัฒนาต่อยอดจากซีรีส์รถจักรยานยนต์แห่งตำนาน ซูเปอร์ คับ ที่ได้รับการตอบรับดีเยี่ยมจากลูกค้าทั่วโลก รวมทั้งการเผยโฉมเป็นครั้งแรกในโลกของ ฮอนด้า เบ็นลี่ อี รถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ และฮอนด้า จีโร่ อี รถสกู๊ตเตอร์สามล้อไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังได้จัดแสดงรถจักรยานยนต์ CRF1100L Africa Twin Dual Clutch Transmission, CRF1100L Africa Twin Adventure Sports ES Dual Clutch Transmission และ เอดีวี 150 (ADV150) เป็นครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นด้วย

ขณะที่ส่วนจัดแสดงผลิตภัณฑ์เครื่องยนต์อเนกประสงค์ รวมทั้งเทคโนโลยีการจัดการพลังงานนั้น

เตรียเผยโฉมเป็นครั้งแรกของโลกสำหรับ “LiB–AID E500 for Music” หรือ ต้นแบบแบตเตอรี่แปลงพลังงานไฟฟ้าขนาดพกพา

ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อใช้กับเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์ รวมทั้งผลิตภัณฑ์เครื่องยนต์อเนกประสงค์ต่างๆ ที่วางจำหน่ายแล้วในประเทศญี่ปุ่น ประกอบด้วยเครื่องยนต์ติดท้ายเรือ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า รถตัดหญ้า

นอกจากนี้ ยังจัดแสดงเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงาน ที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีแห่งการขับเคลื่อนเข้ากับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน เช่น ฮอนด้า โมบายล์ พาวเวอร์แพ็ค แบตเตอรี่แบบพกพาและสับเปลี่ยนได้

นอกจากนี้ ยังมีส่วนจัดแสดงพิเศษจัดแสดงการส่งมอบความสุขให้กับผู้คนทั่วโลก

เพื่อเพิ่มศักยภาพของการใช้ชีวิต ซึ่งนอกเหนือจากการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ฮอนด้า ยังได้จัดแสดงนิทรรศการพิเศษ

เพื่อฉลองครบรอบ 60 ปี ของการจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ “CB Series” และการเข้าร่วมการแข่งขันเวิลด์กรังด์ปรีซ์ อันเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตของฮอนด้า

พร้อมทั้งการจัดแสดงพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย เช่น กิจกรรมที่ผู้เข้าร่วมงานสามารถสัมผัสประสบการณ์ เรียนรู้เกี่ยวกับสมรรถนะการขับขี่และการออกแบบ หรือแนวคิดการพัฒนาเครื่องบินฮอนด้า เจ็ต เป็นต้น.

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : thairath

PG SLOT , PG SLOT

HONDA เตรียมเปิดตัวจักรยานยนต์ CT125

การเปิดตัวรถยนต์ ฮอนด้า ฟิต ใหม่ (Honda Fit) และรถจักรยานยนต์ ซูเปอร์ คับ ซีที 125 (CT125) เป็นครั้งแรกในโลก ในส่วนของการจัดแสดงยนตรกรรม ฮอนด้า ฟิต ใหม่ (all-new Fit) จะทำการเปิดตัวเป็นครั้งแรกในโลกภายในงาน พร้อมด้วยการเปิดตัว ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ (all-new Accord) เป็นครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีแผนการวางจำหน่ายในช่วงต้นปี 2563 และการเปิดตัว ฮอนด้า อี (Honda e) ยนตรกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าอย่างสมบูรณ์แบบเป็นครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น อีกทั้ง จัดแสดงยนตรกรรมอีกหลายรุ่น อาทิ ฮอนด้า ฟรีด รุ่นปรับโฉมใหม่ ซึ่งมีกำหนดการวางจำหน่ายในเดือนตุลาคมนี้ ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์ (Honda NSX) รถซูเปอร์สปอร์ตรุ่นเรือธงของฮอนด้า และฮอนด้า เอ็น-บ็อกซ์ ซีรีส์ (Honda N-Box Series) รถมินิคาร์ที่ขายดีที่สุดในประเทศญี่ปุ่นต่อเนื่องถึง 4 ปี

ฮอนด้า มอเตอร์ ประกาศนำผลิตภัณฑ์ที่ผลิตและจำหน่ายในตลาด พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เครื่องยนต์อเนกประสงค์ (Power Products) และผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีพลังงานต้นแบบ จัดแสดง ณ บูธฮอนด้า ภายในงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ 2019 ครั้งที่ 46 (รอบสื่อมวลชน วันที่ 23-24 ตุลาคม 2562 และรอบบุคคลทั่วไป วันที่ 25 ตุลาคม-4 พฤศจิกายน 2562)
แนวคิดของบูธฮอนด้า บาคาร่า สูตรบาคาร่า

การออกแบบบูธฮอนด้า นำเสนอภายใต้แนวคิด “การส่งมอบความสุขให้กับผู้คนทั่วโลก

เพื่อเพิ่มศักยภาพของการใช้ชีวิต” (The joy of expanding our life’s potential) ที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้จากผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของฮอนด้า

พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสยานยนต์รุ่นใหม่และยานพาหนะต้นแบบแนวคิด ที่ฮอนด้าและลูกค้าสามารถร่วมกันสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นจริงได้ในอนาคตอันใกล้นี้ ภายในบูธฮอนด้า ติดตั้งจอภาพขนาดใหญ่ที่สามารถเคลื่อนที่ได้

พร้อมแสดงภาพต่างๆ ที่ให้ความรู้สึกเสมือนจริง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์ด้านผลิตภัณฑ์และการบริการต่างๆ 

ในส่วนของการจัดแสดงรถจักรยานยนต์

จะมีการเปิดตัว รถจักรยานยนต์ ซีที 125 (CT125) เป็นจักรยานต้นแบบที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากซีรีส์รถจักรยานยนต์แห่งตำนาน ซูเปอร์ คับ (Super Cub)

ที่ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้าทั่วโลก รวมทั้งการเผยโฉมเป็นครั้งแรกในโลกของ ฮอนด้า เบ็นลี่ อี (Benlye:) รถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ และฮอนด้า จีโร่ อี (Gyro e:) รถสกู๊ตเตอร์สามล้อไฟฟ้า

นอกจากนี้ ยังได้จัดแสดงรถจักรยานยนต์ CRF1100L Africa Twin Dual Clutch Transmission, CRF1100L Africa Twin Adventure Sports ES Dual Clutch Transmission และ เอดีวี 150 (ADV150) เป็นครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

ส่วนจัดแสดงผลิตภัณฑ์เครื่องยนต์อเนกประสงค์ (Power Products)

รวมทั้งเทคโนโลยีการจัดการพลังงาน เป็นการเผยโฉมเป็นครั้งแรกของโลกสำหรับ LiB–AID E500 for Music ต้นแบบแบตเตอรี่แปลงพลังงานไฟฟ้าขนาดพกพา

ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อใช้กับเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์ รวมทั้งผลิตภัณฑ์เครื่องยนต์อเนกประสงค์ต่างๆ ที่วางจำหน่ายแล้วในประเทศญี่ปุ่น

ประกอบด้วยเครื่องยนต์ติดท้ายเรือ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า รถตัดหญ้า นอกจากนี้ ฮอนด้ายังจัดแสดงเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงาน

ที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีแห่งการขับเคลื่อนเข้ากับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน เช่น ฮอนด้า โมบายล์ พาวเวอร์แพ็ค (Honda Mobile Power Pack) แบตเตอรี่แบบพกพาและสับเปลี่ยนได้
ส่วนจัดแสดงพิเศษ “การส่งมอบความสุขให้กับผู้คนทั่วโลก เพื่อเพิ่มศักยภาพของการใช้ชีวิต”

นอกเหนือจากการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ฮอนด้า ยังได้จัดแสดงนิทรรศการพิเศษ

เพื่อฉลองครบรอบ 60 ปี ของการจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ CB Series และการเข้าร่วมการแข่งขันเวิลด์กรังปรีซ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตของฮอนด้าอีกด้วย

พร้อมทั้งการจัดแสดงพิเศษอื่นๆ อีกมากมายเฉพาะที่บูธฮอนด้าเท่านั้น อาทิ กิจกรรมที่ผู้เข้าร่วมงานสามารถสัมผัสประสบการณ์และเรียนรู้เกี่ยวกับสมรรถนะการขับขี่และการออกแบบ หรือแนวคิดการพัฒนาเครื่องบินฮอนด้า เจ็ท เป็นต้น

ฮอนด้า ฟิต ใหม่ (All-new Fit) (เปิดตัวครั้งแรกในโลก)
งานโตเกียว มอเตอร์ โชว์ ปีนี้ ฮอนด้าเตรียมนำรถยนต์ ฮอนด้า ฟิต ใหม่

มาเปิดตัวเป็นครั้งแรกในโลก โดยได้ปรับโฉมเต็มรูปแบบ ฮอนด้า ฟิต เจเนอเรชันที่ 4 มาพร้อมพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวาง สะดวกสบาย

ซึ่งยังคงเอกลักษณ์การจัดวางถังน้ำมันไว้ตรงกลาง และเบาะนั่งอเนกประสงค์ที่สามารถพับและปรับเปลี่ยนเพื่อตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

และรุ่นไฮบริดที่มาพร้อมระบบมอเตอร์ไฮบริด 2 ตัว ขนาดกะทัดรัด แต่ให้ประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นกว่าระบบเดิม นอกจากจะคงประสิทธิภาพการใช้งานที่เป็นเลิศของฮอนด้า ฟิต ในรุ่นปัจจุบันไว้แล้ว

ฮอนด้า ฟิต ใหม่ จะเข้าสู่ตลาดในฐานะยนตรกรรมที่พร้อมมอบความสะดวกสบายและสร้างความเพลิดเพลินให้กับการใช้ชีวิตประจำวันของทุกคนมากยิ่งขึ้น

หลังจากเปิดตัวในอเมริกาและไทย ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ (All-new Accord)

จะเปิดตัวครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น นับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกในตลาดอเมริกาเหนือ

ฮอนด้าพร้อมแล้วที่จะเปิดตัวรถยนต์รุ่นนี้ให้กับลูกค้าชาวญี่ปุ่น โดยฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ ได้มีการออกแบบเพื่อทำให้มิติของตัวรถมีความกว้างและมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลง

มาพร้อมดีไซน์ที่สปอร์ตพรีเมียม พื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวาง ซึ่งมีกำหนดการวางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นช่วงต้นปี 2563

สำหรับ ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ยนตรกรรมพรีเมียมซีดาน ที่มาพร้อมดีไซน์ที่หรูหรา โฉบเฉี่ยวด้วยเส้นสายอันเฉียบคม

สะกดทุกสายตา ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอันล้ำสมัย และเหนือระดับด้วยขุมพลังที่ให้ประสิทธิภาพการขับขี่ที่ดีเยี่ยม

ฮอนด้า อี (Honda e) (เปิดตัวครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น)
ฮอนด้าจะเริ่มจำหน่าย ฮอนด้า อี รุ่นที่นำไปจัดแสดงในงานแฟรงค์เฟิร์ต มอเตอร์ โชว์

เมื่อเดือนกันยายน 2019 ในประเทศญี่ปุ่น โดยฮอนด้ามุ่งหวังที่จะพัฒนาและสร้างสรรค์ให้เป็นยนตรกรรมที่เหมาะสำหรับการใช้งานและการเดินทางในเมืองโดยเฉพาะ

ฮอนด้า อี มาพร้อมมอเตอร์และระบบขับเคลื่อนล้อหลัง

เพื่อมอบการขับเคลื่อนที่ทรงพลัง ปล่อยพลังงานสะอาด ไร้มลพิษ และง่ายต่อการควบคุม ซึ่งมาพร้อมจอภาพคู่ระบบสัมผัสขนาดใหญ่ ระบบกล้องมองข้างที่นำมาใช้งานแทนกระจกข้างทั่วไป

ฮอนด้า อี จึงเป็นยนตรกรรมที่สามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยีแห่งการขับเคลื่อนกับการดำเนินชีวิตของทุกคนได้อย่างไร้รอยต่อ

ด้วยระบบ Honda Personal Assistant ที่มีฟังก์ชันสั่งการด้วยเสียงที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ล้ำหน้า (AI)

ฮอนด้า ฟรีด (Freed) (*มีกำหนดเริ่มวางจำหน่ายวันที่ 18 ตุลาคม 2562) ฮอนด้า ฟรีด ใหม่

ได้รับการปรับโฉมให้มีตัวถังที่โฉบเฉี่ยวปราดเปรียว เพื่อการขับขี่ที่สามารถควบคุมได้ง่ายยิ่งขึ้น

มาพร้อมพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง อีกทั้งได้มีการเปิดตัวรุ่นย่อย ครอสสตาร์ (Crosstar) ที่จะมาเติมเต็มไลน์ผลิตภัณฑ์ด้วยความสนุกสนานและสมรรถนะที่ทรงพลังในสไตล์ครอสโอเวอร์

โดย ฮอนด้า ฟรีด ใหม่ จะจัดแสดงในงานโตเกียว มอเตอร์ โชว์ หลังจากการเปิดตัวด้วยเช่นกัน

ซีที 125 (CT125) (เปิดตัวครั้งแรกในโลก)
รถจักรยานยนต์ ซีที 125 เป็นรถจักรยานยนต์ต้นแบบที่นำเสนอคุณค่าใหม่ของฮอนด้า ซูเปอร์ คับ ซีรีส์ ผ่านโครงสร้างตัวรถที่ได้รับการออกแบบให้สมรรถนะการขับขี่สไตล์ออฟโรดที่คล่องตัว อีกทั้งดีไซน์ภายนอกที่ปลุกจิตวิญญาณของผู้ขี่ที่ชอบการผจญภัย สืบสานแนวคิด “CT” ดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน ซีที 125 มาพร้อมบังโคลนหน้าแบบเหล็ก และท่อไอเสียแบบยกสูง (อยู่เหนือเครื่องยนต์) ที่วางสัมภาระด้านหลังขนาดกว้างและใหญ่ ท่ออากาศเข้าติดตั้งสูงและกรองอากาศด้านข้างที่ดูเรียบง่ายแต่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูเรียบง่ายและมีสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ ซีที 125 ยังได้รับการยอมรับให้เป็นรถจักรยานยนต์ที่มีคาแรกเตอร์เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน รวมทั้งเป็นรถจักรยานยนต์ที่สามารถใช้ในการเดินทางแบบสมบุกสมบัน (Trekking Bike) ที่ครบครันด้วยฟังก์ชั่นต่างๆ ซึ่งจะสามารถมอบความเพลิดเพลินในการขับขี่กลางแจ้งได้อย่างดีเยี่ยม

เบนลี่ อี (Benly e:) และ จีโร่ อี (Gyro e:) (เปิดตัวครั้งแรกในโลก)
ฮอนด้ายังจัดแสดงรถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ 2 รุ่น เป็นครั้งแรกในโลก โดยพัฒนามาจากสกู๊ตเตอร์รุ่นที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและได้รับความนิยมจากลูกค้าที่ต้องการรถเพื่อการพาณิชย์ โดยในครั้งนี้ทั้งสองรุ่นได้รับการพัฒนาให้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าผ่านแบตเตอรี่ ฮอนด้า โมบายล์ พาวเวอร์แพ็ค (Honda Mobile Power Pack) เพื่อให้ได้สมรรถนะที่เหมาะกับการใช้งาน ให้ความเงียบในการขับขี่ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งคงความโดดเด่นในด้านการบรรทุกสิ่งของ ความทนทาน และการควบคุมทิศทางการขับขี่ตามสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ทั้งนี้ ส่วนต่อด้านหลัง เป็นพื้นเรียบและมีพื้นที่กว้างได้รับการออกแบบมาสำหรับการบรรทุกกล่องต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม

CRF1100L Africa Twin Dual Clutch Transmission (เปิดตัวครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น) รถจักรยานยนต์ที่ยังคงแนวคิดแบบ “นักผจญภัยที่แท้จริง” (True Adventure) มาพร้อมการทรงตัวที่สมบูรณ์แบบ ด้วยโครงสร้างรถที่ได้รับการออกแบบขึ้นใหม่ เพิ่มขนาดเครื่องยนต์เป็น 1,100 ซีซี และชุดควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ที่พัฒนาให้ก้าวล้ำไปอีกขั้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ขี่ ด้วยการใช้ประโยชน์จากข้อมูลสภาวะรถที่ส่งมาจากหน่วยวัดความลาดเอียง (IMU) แบบ 6 แกน ครบครันด้วยฟีเจอร์การใช้งานด้านความสะดวกสบายและปลอดภัย อาทิ แผงหน้าปัดแบบแอลซีดีระบบสัมผัส ระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผัน (Cruise Control) และไฟหน้าที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานในสภาพทัศนวิสัยที่ไม่เอื้อในขณะขับขี่เข้าโค้ง ในครั้งนี้ฮอนด้ายังได้แนะนำรุ่น CRF1100L Africa Twin Adventure Sports ES Dual Clutch Transmission ที่มาพร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์ของ Showa ที่สามารถควบคุมการสั่นสะเทือนและช่วงล่างของรถ โดยทำการปรับให้เหมาะสมกับแรงหน่วงที่เหมาะกับ
ทุกสภาพการขี่ ซึ่งทั้ง 2 รุ่นนี้ จะจัดแสดงภายในบูธฮอนด้าในงานด้วย

เอดีวี 150 (ADV150) (เปิดตัวครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น)
เอดีวี 150 รถจักรยานยนต์สไตล์แอดเวนเจอร์ ได้รับการออกแบบให้พร้อมลุยทุกสภาวะ (adventurous styling) ผสมผสานระหว่างความแข็งแกร่งและความคล่องตัว ด้วยช่วงล่าง การจัดวางตำแหน่งของยางและการขี่ให้เหมาะกับทุกสภาพถนน ไม่ว่าจะเป็นถนนในเมืองที่ราบเรียบ หรือพื้นถนนที่ขรุขระตามชานเมือง โดยยังคงรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว เพื่อให้ผู้ขี่ รู้สึกคล่องตัว อีกทั้งสะดวกสบายและปลอดภัยในการใช้งานได้ทุกวัน โดยมาพร้อมฟีเจอร์ต่างๆ มากมาย อาทิ หน้าจอปรับได้ 2 ระดับ กุญแจระบบสมาร์ทคีย์ ฮอนด้าจะจัดแสดงรถ เอดีวี 150 เป็นครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น โดยมุ่งหวังให้ เอดีวี 150 เป็นรถที่ช่วยเติมเต็มกิจกรรมยามว่างให้กับทุกคน เพื่อให้คุณได้ผ่อนคลายไปกับไลฟ์สไตล์ของคุณ โดยคงไว้ซึ่งความโดดเด่นด้านการใช้งานที่ง่าย สะดวกสบาย อีกทั้ง ตัวรถยังมีน้ำหนักเบาแบบรถสกู๊ตเตอร์ขนาดเล็กเครื่องยนต์อเนกประสงค์ และเทคโนโลยีการจัดการพลังงานต้นแบบ (Power Products and Energy Management Technologies)

LiB-AID E500 for Music (เปิดตัวครั้งแรกในโลก)
LiB-AID E500 for Music ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อจ่ายพลังงานไฟฟ้าคุณภาพสูงให้กับอุปกรณ์เครื่องเสียงระดับไฮเอนด์ เพื่อคุณภาพเสียงที่ดียิ่งขึ้น ภายในตัวกล่องยังเคลือบด้วยวัสดุที่ป้องกันการรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า พร้อมด้วยการใช้วัสดุต่างๆ ที่เหมาะสำหรับอุปกรณ์เครื่องเสียง ที่สามารถใช้ได้ทั้งปลั๊กไฟและสายเคเบิลต่างๆ LiB-AID E500 for Music จึงออกแบบมาเพื่อทำงานเป็นตัวจ่ายกระแสไฟฟ้าที่เหมาะสมไปยังเครื่องเล่นและเครื่องขยายกำลังสัญญาณของระบบเครื่องเสียงได้เป็นอย่างดี.

PG SLOT , PG SLOT

NEW HONDA FIT (JAZZ) รถหน้าเด็ก แบ๊วจนสะดุ้ง

หลังจากจดๆ จ้องๆ มานานก็ได้เวลาเปิดตัว Honda ในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ เปิดผ้าคลุมรถขายดี New Honda Fit (Jazz) รุ่นใหม่ล่าสุดประจำปี 2020 Fit ใหม่ มาพร้อมหน้าตาที่เด็กลงไปมากออกแนวคิขุเอาใจแม่บ้านปลาดิบ แต่อาจขัดใจ คนชอบแต่ง ถ้าเข้ามาขายในไทย Honda Fit2020 กับเรือนร่างใหม่หมด หัวจรดท้าย โดยไม่มีชิ้นส่วนใด เกี่ยวข้องกับรุ่นที่แล้ว บาคาร่า สูตรบาคาร่า

หน้าตา เหมือนใบหน้า ของเด็ก โดยเน้น ความน่ารักคิขุ กับพื้นที่ภายใน กว้างขวาง มากกว่าเดิม กลายเป็นจุดขายของ Honda Fitรุ่นล่าสุด แนวคิด ปรับแต่ง สไตล์ของ Fit ให้มีความหลากหลาย ตรงกับกลุ่มคน ที่ส่วนใหญ่ เป็นคนเมืองวัยทำงาน หรือครอบครัว ขนาดเล็ก ที่ต้องการรถเล็ก ภายในกว้าง แม้จะเปิดตัวไปแล้ว แต่รายละเอียดขนาด ของตัวถัง ยังคง ไม่มีการเปิดเผย (งงกันมั้ยล่ะครับ) เมื่อสังเกตดูดีๆ คุณจะพบกับไฟหน้า LED ที่คล้ายดวงตาโตๆ ของเด็กเล็ก

กระจังหน้าแบนเรียบ ขอบของกระจัง เดินเส้นโครเมี่ยม คล้ายใบหน้า ของเด็กที่กำลังยิ้ม! กันชนหน้าเติมรายละเอียด ของชิ้นงานพลาสติกสีดำ บริเวณไฟตัดหมอก แก้มข้างยกระดับสูง จนบดบังฝากระโปรงหน้า กระจกโอเปร่า ช่วยเพิ่มมุมมอง ด้านข้าง จากขนาด ของกระจก ที่ใหญ่โตเอามากๆ เสาหน้ามีขนาดเล็ก ส่วนเสาท้าย ออกแบบ ให้ใหญ่เอาไว้ก่อน ล้ออัลลอยลายกงจักร ขอบ 15 นิ้ว ไฟท้ายทรงเหลี่ยม ออกแบบ ให้เข้ากับ ฝาท้ายได้ดี เป็น Fit ที่น่ารักน่าชัง แต่สายซิ่งอาจไม่ชอบ เพราะความน่ารักนั้น แต่งให้ดุดันได้ ยากกว่า รุ่นที่ผ่านมา! 

อย่างที่บอกว่า ด้วยแนวคิดของสไตล์ ที่หลากหลาย ทำให้ Honda มีFit ออกขาย ในญี่ปุ่น แบบละลานตา ด้วยงาน ตกแต่งภายนอก และภายใน ที่แตกต่างกัน และมีให้เลือกถึง 4 แบบ คือ

BASIC
HOME
NESS
LUXE
CROSSTAR 

ขุมกำลังของ New Honda Fit มีให้เลือกสองแบบคือ 

เบนซินแถวเรียง 4 สูบ ความจุ 1.5 ลิตร ผสมผสาน ระบบ Hybrid i-MMD ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวในระบบ Hybrid ตัวแรกขับเคลื่อนล้อ ตัวที่สองชาร์จไฟเข้าแบตฯ เป็นเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ดับเบิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ป DOHC 16 วาล์ว ปริมาตรความจุ 1,498 ซีซี จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด PGM-FI ทั้งแรงม้าและแรงบิดก็ยังไม่เปิดเผยออกมา นับว่าเป็นการเปิดตัวที่ไม่ค่อยจะพร้อมเท่าที่ควร

เบนซิน 3 สูบ 1.0 ลิตร VTEC Turbo เป็นเครื่องยนต์ใหม่เอี่ยมอ่องแบบแถวเรียง 3 กระบอกสูบ DOHC 12 วาล์ว 998 ซีซี. ระบบแปรผันวาล์ว ทั้งแบบ VTEC และ Dual VTC พ่วง Turbocharger แบบ Single Scroll ของ Borg Warner กำลังสูงสุด 120 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 200 นิวตัน-เมตร ระบบส่งกำลังใช้เกียร์อัตโนมัติ CVT

ยังคงไม่มีข่าวว่า Honda จะเปิดตัว Jazz 2020 ในไทยเมื่อไหร่ แต่จากยอดขายที่พอไปได้ของมันในประเทศไทย คาดว่า New Honda Jazz จะเข้ามาตลาดในช่วงกลางปีหน้านี้.

PG SLOT , PG SLOT

ชม บูธTOYOTA พาชมรถต้นแบบในงาน Tokyo Motor Show ครั้งที่ 46

บูธToyota ย้ายไปจัดงานใกล้กับ Toyota Maga Web เพื่อเปิดพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมยานยนต์และหุ่นยนต์ในอนาคต ซึ่งในปีนี้แบรนด์สามห่วงเน้นไปที่ยานยนต์และหุ่นยนต์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้ความช่วยเหลือกับคนที่มีความพิการทางร่างกายรวมถึงคนสูงอายุ 

Tokyo Motor Show 46th เริ่มต้นขึ้นในรอบสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2562 ท่ามกลางความซบเซาของเศรษฐกิจโลกทำให้ค่ายรถดังนับสิบแบรนด์ไม่ได้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ ขนาดของงาน Tokyo Motor Show 46th ถูกย่อให้กระชับมากยิ่งขึ้น สำหรับค่ายยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง

ประธานบริษัท Toyota Motor Corporation Mr. Akio Toyoda มีความต้องการที่จะช่วยเหลือคนพิการให้สามารถใช้ชีวิตเหมือนกับคนที่มีร่างกายปกติ

ด้วยการออกแบบยานยนต์และหุ่นยนต์ที่เอื้อต่อการให้ความช่วยเหลือกับคนพิการท่ามกลางความยากลำบากในการใช้ชีวิต พวกเขาก็อยากเดินทางเช่นเดียวกับเรา บาคาร่า สูตรบาคาร่า

อยากหยิบจับอุปกรณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันด้วยความสะดวกสบาย บางครั้งพวกเราอาจหลงลืมไปว่า คนที่มีร่างกายพิการเหล่านั้นต้องผจญกับความยากลำบากแสนสาหัสในการดำเนินชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะกิน นอน เดิน นั่ง หรือเข้าห้องน้ำ ตามมาชมกันเลยที่ บูธToyota

อุปกรณ์จักรกลเหล่านี้ ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือคนพิการให้มีชีวิตที่ดีขึ้น จากแนวคิดของประธานบริษัท Mr. Toyoda ที่มองเห็นถึงความยากลำบากของคนพิการ และต้องการออกแบบยานยนต์ หุ่นยนต์ เพื่อช่วยเหลือคนที่มีร่างกายพิการหรือคนสูงอายุ ในมหกรรมกีฬาพาราลิมปิกสำหรับการแข่งขันของนักกีฬาที่มีร่างกายพิการ ซึ่งจะเริ่มขึ้นหลังจากการแข่งขันโอลิมปิกที่กรุงโตเกียว เราจะได้เห็นจักรกลไฟฟ้าเหล่านี้คอยช่วยเหลือนักกีฬาที่มีความพิการแค่ทางร่างกาย แต่จิตใจของพวกเขาแข็งแกร่งกว่าพวกเราเยอะ

Toyota Motor Corporation เปิดบูธขนาดยักษ์พร้อมจอภาพที่ครอบคลุมความยาวทั้งหมด

เพื่อต้อนรับผู้คนที่เข้าเยี่ยมชมสวนสนุกแห่งการขับเคลื่อน หรือ โมบิลิตี้ ธีมพาร์ค ผู้เข้าชมบูธ Toyota ภายในงาน Tokyo Motor Show 2019 จะพบกับการจำลองในโลกอนาคต

ด้วยนวัตกรรมยานยนต์และหุ่นยนต์ต้นแบบในโลกอนาคตการจัดแสดงต่างๆ สะท้อนความมุ่งมั่นของการเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนการเคลื่อนที่ของมนุษย์

ผสมผสานกับการมอบความบันเทิงผ่านการจัดแสดง เทคโนโลยีล่าสุดของการขับเคลื่อนภาพจำลองต่างๆ สัมผัสการเป็นผู้อยู่อาศัยในโลกอนาคต พร้อมเปิดประสบการณ์ของสังคมแห่งการขับเคลื่อนในอนาคต สามารถเก็บคะแนนในระหว่างเข้าชม

และนำคะแนนที่ได้ไปแลกกับสินค้าที่ร้านสะดวกซื้อของ Toyota ภายในงานยังมีเครื่องดื่มที่เสิร์ฟโดยหุ่นยนต์ Toyota Micro Palette ทดลองขี่ไม้กวาดอัจฉริยะ e-broom ภายในบูธที่อยู่ใกล้กับอาคารที่ทำการของ Toyota Maga Web  

Toyota จัดแสดงภายใต้แนวคิดแห่งการขับเคลื่อน โมบิลิตี้ ธีมพาร์ค เพื่อมอบประสบการณ์ของโลกอนาคตแบบจำลองให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสภายในบูธ โดยเปิดให้ผู้คนสามารถเข้ามาเยี่ยมชมได้เป็นระยะเวลาทั้งหมด 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายนนี้ ในส่วนของร้านสะดวกซื้อของโตโยต้าซึ่งตั้งอยู่ตรงบริเวณทางออกของการจัดแสดงนวัตกรรมการขับเคลื่อนแห่งโลกอนาคตนั้น ผู้เข้าชมงานสามารถนำคะแนนที่สะสมในบัตรประชาชนแห่งโลกอนาคตมาแลกกับสินค้าของ Toyota ทางเข้าบูธมีพนักงานของ Toyota แต่งตัวแนวคนแห่งโลกอนาคต พร้อมหุ่นยนต์ต่างๆ และเทคโนโลยีใหม่ของระบบขับเคลื่อนในโลกอนาคตคอยต้อนรับผู้ที่เข้าชมงานในครั้งนี้ 

แผนผังแนะนำบูธโตโยต้า

ภายในงาน Tokyo Motor Show ครั้งที่ 46 ค่าย Toyota นำเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ให้ความสำคัญกับผู้คนในการเคลื่อนที่เดินทางด้วยความสะดวกและปลอดภัย เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ระบบพลังงานผสมที่ไม่ปล่อยมลพิษ รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่จะเข้ามาแทนที่รถยนต์ในปัจจุบันในอีก 10 ปีข้างหน้า จากแนวคิดของ Toyota ที่ต้องการสร้างรถยนต์คันโปรด เพื่อประสบการณ์ความสนุกสนานในการขับขี่ให้เกิดขึ้นจริงสำหรับลูกค้าแต่ละคน 

ยานยนต์ต้นแบบแนวคิดหรือ Concept Car และหุ่นยนต์ที่ Toyota นำเข้ามาจัดแสดง ได้แก่

หุ่นยนต์ T-HR3
นี่คือหุ่นที่ถูกโปรแกรมมาสำหรับความสนุกเพลิดเพลินและความฉลาดหลักแหลม โดยเฉพาะการแสดงความสามารถในการเล่นเป่ายิ้งฉุบ T-HR3 เป็นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์ เคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างยืดหยุ่นเป็นอิสระทั้งตัวในทุกแกนด้วยเซนเซอร์และไจโรสโคปสำหรับการทรงตัวที่มั่นคง T-HR3 จะเคลื่อนไหวไปพร้อมกับท่าทางของผู้ควบคุมจากการทำงานของสมองกลไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับผู้ควบคุมแบบไร้สาย 

หุ่นยนต์ HSR
HSR ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือคนพิการหรือเด็กเล็ก เป็นหุ่นยนต์ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในด้านการจดจำ การหยิบจับสิ่งของต่างๆ และการขนย้ายสิ่งของ พร้อมเสียงพูดที่น่ารักคล้ายเสียงของเด็กเล็ก!

หุ่นยนต์ TOYOTA Micro Palette
เปิดตัวเป็นครั้งแรกในงาน โดยจะคอยเสิร์ฟน้ำให้กับผู้เข้าชมงาน !
หุ่นยนต์ขนส่งขนาดเล็กที่ถูกออกแบบให้สามารถขนส่งสิ่งของชิ้นเล็กๆ ไม่เพียงแต่จะส่งมอบสิ่งของให้กับคนที่คุณรัก แต่ยังสามารถส่งมอบความรู้สึกไปให้ผู้รับได้ด้วย นวัตกรรมการให้บริการขนส่งในช่วงสุดท้าย (last-mile mobility) นี้จะช่วยให้ทั้งสิ่งของและอารมณ์ความรู้สึกสามารถถูกส่งไปให้กับผู้รับได้พร้อมๆ กันในอนาคต

ยานยนต์ e-Palette
แสดงให้เห็นถึงยานยนต์อนาคตที่ใช้ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ เป็นนวัตกรรมการให้บริการด้านการขับเคลื่อนรูปแบบใหม่ที่เน้นให้ความสำคัญในการบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับชีวิตผู้คนในอนาคต ยานยนต์ e-Palette ไม่เพียงแต่จะมอบบริการด้านการขนส่งสัญจรไปมาเท่านั้น แต่ยังถูกใช้เป็นยานพาหนะสำหรับนักกีฬาพาราลิมปิกเกมส์ 2020 หลังจากการแข่งขันโอลิมปิกที่กรุงโตเกียวสิ้นสุดลง 

ยานยนต์ TOYOTA e-RACER
สัมผัสประสบการณ์จำลองการสวมใส่ชุดแข่งรถที่จัดทำขึ้นเพื่อคุณโดยเฉพาะ
นวัตกรรมยานยนต์ TOYOTA e-RACER นำเสนอประสบการณ์ “ความสนุกสนานในการขับขี่” แห่งโลกอนาคต โดยผู้เข้าชมสามารถสวมแว่นตาดิจิทัลที่ผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับรถแข่งแบบเสมือนจริงในสนามแข่งที่ตนเองเลือกได้ตามความต้องการ รวมทั้งยังสามารถเลือกปรับที่นั่งเพื่อให้พอดีกับรูปร่างได้ด้วย

ไม้กวาดแสนกล e-broom
ไม้กวาดบินลอยกลางอากาศได้หรือ ?
e-broom ได้แรงบันดาลใจจากไม้กวาดที่แม่มดใช้บินไปไหนมาไหนกลางอากาศ ไม้กวาดแสนกล e-broom เป็นแพลตฟอร์มการขับเคลื่อนที่บูรณาการผู้คนกับเครื่องจักรเอาไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกสนุกสนานกับการขับเคลื่อนอย่างแท้จริง

ยานยนต์ TOYOTA e-4me
ยานยนต์ที่นั่งเดี่ยวส่วนบุคคล ออกแบบเพื่อคอยให้บริการด้านการขับเคลื่อนแห่งโลกอนาคตเน้นความหรูหราสะดวกสบาย ยานยนต์ TOYOTA e-4me เป็นแพลตฟอร์มยานยนต์ที่นั่งเดี่ยวที่ให้บริการด้านการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ออกแบบภายในที่ให้ความหรูหรา สามารถทำกิจกรรมของตนเองและเพลิดเพลินไปกับบริการอื่นๆ ได้ตลอดการเดินทางไปยังจุดหมาย โดยไม่ต้องกังวลถึงผู้คนโดยรอบ

ยานยนต์ TOYOTA e-Trans
สัมผัสและลองขับขี่ยานพาหนะการขับเคลื่อนแห่งโลกอนาคต
TOYOTA e-Trans บริการการเช่ารถระยะสั้นที่เอื้อให้ผู้คนจำนวนมากสามารถเดินทางสัญจรหรือขนสัมภาระไปยังสถานที่ต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย สามารถขนส่งสิ่งของมากกว่ายานยนต์ขนาดเดียวกันในปัจจุบันด้วยระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าพร้อมระบบขับอัตโนมัติเต็มรูปแบบ 

ยานยนต์ TOYOTA e-Chargeair
ชาร์จโทรศัพท์มือถือได้ตามสบาย 
ยานยนต์แนวคิดต้นแบบ TOYOTA e-Chargeair ติดตั้งระบบชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สาย เป็นแพลตฟอร์มบริการการเช่ารถระยะสั้น สามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้กับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่คันอื่นๆ ในระหว่างการเดินทาง TOYOTA e-Chargeair จะติดตั้งอุปกรณ์ปั่นไฟให้กับทั้งรถยนต์และบ้าน มาพร้อมกับฟังก์ชั่นอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์กับการใช้ชีวิตในอนาคต เช่น เครื่องฟอกอากาศและตัวกรองอนุภาค สัญญาณ Wi-Fi

ยานยนต์ TOYOTA e-Care
เปิดประสบการณ์ใหม่กับรถตรวจสุขภาพแห่งอนาคต แพลตฟอร์มการให้บริการการขับเคลื่อนนี้ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารสามารถพูดคุยกับหมอในขณะโดยสาร ตลอดจนทำการตรวจร่างกายระหว่างเดินทางไปยังโรงพยาบาล โดยยานยนต์ TOYOTA e-Care สามารถไปยังจุดหมายปลายทางใดก็ได้ที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นบ้านของลูกค้า หรือสถานที่อื่นๆ

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : thairath

PG SLOT , PG SLOT

HILUX SPORTS LINE BLACK BISON EDITION ตกแต่งอุปกรณ์พิเศษ

Hilux Double Cab ตกแต่งด้วยอุปกรณ์พิเศษจากสำนักแต่ง Wald International ถูกตั้งชื่อว่า Sports Line Black Bison Edition แพคเกจประกอบด้วยกันชนใหม่ (ด้านหน้าและด้านหลัง), ไฟ LED Daytime running lights แบบพิเศษ, กันชนหน้าที่ดุสุดเพิ่มความหนาให้ดูบึกบึนและเต็มไปด้วยมิติของรายละเอียด บังโคลนหน้า ถูกประกบด้วยโป่งซุ้มล้อ เพิ่มความกว้างยื่นออกมาอีก 55 มม. ในแต่ละด้าน เป็นโป่งข้างทำจากคาร์บอนไฟเบอร์โชว์ลาย ล้ออัลลอยลายใหม่แบบก้านถี่ ไฟตัดหมอก LED สคูปฝากระโปรงหน้าขนาดใหญ่ยักษ์ เพื่อนำเอาอากาศเข้าไประบายความร้อนให้กับอินเตอร์คูลเลอร์ บาคาร่า สูตรบาคาร่า  

สำนักแต่งชั้นนำในแดนอาทิตย์อุทัยหรือจูนเนอร์มือทองจากประเทศญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Wald International ได้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงพร้อมรายละเอียดเกี่ยวกับชุดแอร์โรพาร์ทเพื่อตกแต่งตัวถัง Black Bison สำหรับกระบะขาลุย Toyota Hilux Double Cab ให้มีรูปลักษณ์ใหม่ที่โหดร้ายดุดันดำทะมึนด้วยสีดำแบบพิเศษ

ด้านข้างบริเวณใต้กาบบันไดใกล้ซุ้มล้อหลังติดตั้งท่อระบายไอเสียจำนวนสามท่อทรงกลมสไตล์รถแรงของอเมริกันด้วยการตีท่อออกด้านข้างอย่างโหดที่โผล่ขึ้นมาด้านหน้าของซุ้มล้อหลังในแต่ละด้านฝั่งละสามท่อ งานออกแบบดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจจาก  Mercedes-AMG G63  

ขุมกำลังของ Hilux Double Cab Sports Line Black Bison Edition วางเครื่องยนต์เบนซิน V6 แบบไม่มีระบบอัดอากาศ เป็นเครื่องยนต์หกสูบรูปตัว V เอาต์พุตมาตรฐานที่ 175 กิโลวัตต์ หรือ 237 แรงม้า แรงบิด 376 นิวตันเมตร

ส่วนขุมกำลังปกติของ Hilux REVO Rocco วางเครื่องยนต์ดีเซล รหัส 1GD-FTV (High) ปริมาตรความจุ 2.8 ลิตร หรือ 2,755 ซีซี ระบบอัดอากาศเทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ VN-Turbo ความกว้างกระบอกสูบ 92.0 มิลลิเมตร ช่วงชัก 103.6 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 15.6 : 1 แรงม้าสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 3,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตร ที่ 1,400 – 2,600 รอบต่อนาที ติดตั้งระบบ Stop and Start พร้อม Evaporator เก็บความเย็น สำหรับระบบปรับอากาศ เพื่อลดมลพิษ ขณะจอดรอการเคลื่อนตัว เครื่องยนต์ 1GD-FTV จ่ายเชื้อเพลิง ด้วยหัวฉีด แบบคอมมอลเรลไดเรคอินเจคชั่น จับคู่กับ ระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด Sequential Shift เป็นเกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อม Differential Lock ที่เฟืองท้ายระบบรองรับ ด้านหนัา เป็นแบบอิสระปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง ด้านหลัง เป็นแบบแหนบซ้อน ระบบบังคับเลี้ยวใช้พวงมาลัยแร็คแอนด์พีเนียน พร้อมพาวเวอร์ช่วยผ่อนแรง รัศมีวงเลี้ยว 6.4 เมตร ระบบห้ามล้อ ด้านหน้าเป็นดิสเบรก พร้อมครีบระบายความร้อน ส่วนเบรกหลังเป็นแบบดรัมเบรก

Wald International ยัดล้อโลหะผสม ขนาด 22 นิ้ว แบบ 12 ก้านอย่างโหด ห่อรัดด้วยยาง all terrain สำหรับการลุย แบบหอมปาก หอมคอ เน้นการทำความเร็ว บนทางฝุ่น มากกว่าจะเอามาวิ่ง ลุยขี้เลน

อุปกรณ์ ชุดแต่งทั้งหมด ของ Toyota Hilux Double Cab Sports Line Black Bison Edition มีขายในมาเลเซีย ด้วยราคาประมาณ 113,000 บาท โดยยังไม่รวม ราคาล้ออัลลอย ขอบ 21 นิ้ว ยาง และชุดท่อระบายไอเสีย ฝั่งละสามท่อ รวมถึงค่าแรง ในการติดตั้งอีกด้วย.

PG SLOT , PG SLOT

VINFAST รถเวียดนาม สอบผ่านมาตรฐาน 5 ดาว ASEAN NCAP

VinFast ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่รายแรกของเวียดนามได้รับคะแนนโหวตด้านความเชื่อมั่นในระดับภูมิภาคจากองค์กรจัดอันดับความปลอดภัยในภูมิภาคอาเซียน สำหรับรถยนต์รุ่นเรือธง 3 รุ่น ส่งผลให้เวียดนาม เป็นที่ยอมรับในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลก

VinFastแบรนด์รถยนต์ ภายใต้เครือ Vingroup กลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ หมายเลขหนึ่ง ของประเทศเวียดนาม พลิกโฉมวงการยานยนต์ ในภูมิภาคอาเซียน หลังจาก รถยนต์รุ่นเรือธง 3 รุ่นของแบรนด์ ได้รับรางวัล อันทรงเกียรติ ด้านการรับรองความปลอดภัย จากการทดสอบ การชนรถใหม่ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เอ็นแคป (ASEAN NCAP) องค์กรจัดอันดับ ความปลอดภัย ของรถยนต์ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งยนตรกรรมอเนกประสงค์ สุดหรู VinFastLux SA2.0 และ Lux A2.0 คว้าคะแนนระดับ 5 ดาว ขณะที่รถซิตี้คาร์ (City Car) รุ่น Fadil ได้คะแนนระดับ 4 ดาว บาคาร่า สูตรบาคาร่า

VinFastLux SA2.0

VinFastLux A2.0

รางวัลด้าน การรับรองความปลอดภัยดังกล่าว ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จ จากความมุ่งมั่นของ VinFastในการนำเสนอรถยนต์คุณภาพสูงที่ออกแบบ และผลิตในเวียดนาม คุ้มค่าในราคาที่จับต้องได้ให้กับลูกค้าในภูมิภาคอาเซียน โดยบริษัทตั้งเป้าผลิตให้ได้จำนวน 500,000 คันต่อปีภายในปี 2568

Tran Le Phuong รองผู้อำนวยการทั่วไปบริษัท VinFast เปิดเผยว่า “VinFastมีความมุ่งมั่น ที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ยานยนต์ ระดับโลก แก่ผู้บริโภค ทั้งใน และต่างประเทศ รางวัลจาก ASEAN NCAP เป็นสิ่งยืนยันถึงความมุ่งมั่นของ VinFast ที่คำนึง ถึงคุณภาพ เป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการเดินหน้าผลิตยนตรกรรมที่มีนวัตกรรม ราคาจับต้องได้ และให้ความปลอดภัยสูงสุด”

VinFastFadil

เวียดนาม ในฐานะประเทศหนึ่งในโลกที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เร็วที่สุด ได้กลายเป็นฐานผลิตรถยนต์สำหรับแบรนด์ยานยนต์ต่างชาติ ขณะที่ VinFast วางเป้าหมายสู่การพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ในเวียดนาม โดยนำเสนอรถยนต์คุณภาพสูงที่ผลิตภายในประเทศให้กับลูกค้า

บริษัทยังสามารถจัดการกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของรถยนต์คุณภาพสูงในราคาที่จับต้องได้ในกลุ่มชนชั้นกลางของเวียดนามที่กำลังเติบโต ด้านสถาบันนโยบาย และยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม (IPSI) ของเวียดนาม คาดการณ์ว่ายอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศจะเติบโต 22 เปอร์เซ็นต์ต่อปีจากปี 2562-2556 ซึ่งถือเป็นการพัฒนาครั้งสำคัญสำหรับตลาดที่มีอัตราการเป็นเจ้าของรถยนต์เพียง 4-5 เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน

VinFastเปิดตัวครั้งแรก ในมหกรรมยานยนต์ ระดับนานาชาติปารีส มอเตอร์โชว์ 2018 ซึ่งประสบความสำเร็จ ได้รับความสนใจ อย่างล้นหลาม รวมทั้ง เข้าเป็นผู้สนับสนุนหลัก ของการแข่งขันฟอร์มูล่า วัน เวียดนาม กรังด์ปรีซ์ 2020 ซึ่งจัดเป็นครั้งแรก และถือเป็นความสำเร็จ ครั้งยิ่งใหญ่ ของเวียดนาม และ VinFastที่ได้รับเกียรติ เป็นเจ้าภาพ จัดการแข่งขัน ฟอร์มูล่าวันระดับโลก ครั้งที่ 70 ในปีหน้านี้

• เกี่ยวกับ ASEAN NCAP: คะแนนด้านความปลอดภัย ASEAN NCAP มุ่งเน้นไปที่ ความสามารถของรถยนต์ ในการปกป้องผู้โดยสาร ที่เป็นผู้ใหญ่ และเด็ก โดย VinFast Lux SA2.0 และ Lux A2.0 ได้รับ การรับรองมาตรฐานความปลอดภัย ระดับ 5 ดาว ซึ่งเป็นคะแนนสูงสุด ในการประเมินความปลอดภัยของ ASEAN NCAP  ขณะที่รถซิตี้คาร์ Fadil ได้คะแนนดีมากระดับ 4 ดาว

ระหว่างการทดสอบการชน Lux SA2.0 ได้รับคะแนน 46.45 จาก 50 คะแนนด้าน การปกป้องผู้โดยสาร ที่เป็นผู้ใหญ่ และ 22.73 จาก 25 คะแนนสำหรับ การปกป้อง ผู้โดยสารเด็ก ขณะที่ Lux A2.0 ได้คะแนน 46.89 จาก 50 คะแนนสำหรับ การคุ้มครอง ผู้โดยสารผู้ใหญ่ และ 21.81 จาก 25 คะแนนสำหรับการคุ้มครอง ผู้โดยสารเด็ก

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : PG SLOT , PG SLOT