นิสสัน ลีฟ ใหม่ รถไฟฟ้า กับบทพิสูจน์สมรรถนะเครื่องยนต์

นิสสัน ลีฟ ใหม่ กับบทพิสูจน์อีกครั้งกับการเดินทางพร้อมสมรรถนะในการพิชิตยอดดอยอินทนนท์ ภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย ภายใต้การชาร์จไฟฟ้าเพียงครั้งเดียว

หลายคนอาจสงสัยถึงการใช้งานรถไฟฟ้า ว่าจะเดินทางไปไหนได้บ้าง

กับการชาร์จในแต่ละครั้งและในการทดสอบครั้งนี้ทางนิสสัน ประเทศไทย ได้จัดให้สื่อมวลชน ร่วมทดสอบนิสสัน ลีฟ ใหม่ ในระยะทางท้าทายกว่า 200 กิโลเมตร

เริ่มต้นจากในตัวเมืองเชียงใหม่ ขับขึ้นสู่ยอดดอยอินทนนท์ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย โดยมีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 2,565 เมตร จากนั้นเดินทางกลับสู่ที่พัก ซึ่งการทดสอบขับนี้ ใช้พลังงานไฟฟ้าจากการชาร์จ เต็มเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

ก่อนการเดินทาง ทางทีมงานได้ระบุเส้นทางต่างๆในการเดินทาง พร้อมรายละเอียดต่างๆของตัวรถ โดยได้สัมผัสกับสมรรถนะของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและการฟื้นฟูพลังงานไฟฟ้าขณะเบรกและชะลอความเร็ว หรือที่เรียกว่า regenerative braking system ที่สามารถชาร์จไฟฟ้ากลับได้

ซึ่งมีพื้นฐานการออกแบบของการพัฒนาเพื่อให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่เริ่มแรกการขับขึ้นสู่ยอดดอยอินทนนท์บนถนนที่มีช่องจราจรเดียวเป็นการทดสอบที่สามารถพิสูจน์สมรรถนะในแต่ละด้านของรถได้เป็นอย่างดี บาคาร่า สูตรบาคาร่า

และการขับลงในพื้นที่ลาดชัน ยังแสดงให้เห็นถึงระบบฟื้นฟูพลังงานที่เป็นไปอย่างเรียบง่ายของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งช่วยเพิ่มระยะทางในการขับขี่ รวมถึงเทคโนโลยี e-Pedal ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในลีฟ โดยรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบอย่างลีฟ ได้ให้ประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมในการพิชิตภูเขาที่สูงที่สุดของประเทศไทยได้

ระบบฟื้นฟูพลังงาน ช่วยเพิ่มระยะทางในการขับขี่เมื่อใช้ชะลอความเร็ว มอเตอร์ไฟฟ้าเปลี่ยนพลังงานที่สูญเสียจากการเบรกกลับมาเป็นพลังงานไฟฟ้า เช่นระหว่างทางลดจากยอดดอยอินทนนท์ นิสสัน ลีฟ ใหม่สามารถสร้างพลังงานไฟฟ้ากลับมาได้สูงสุดถึงกว่า 20% ทั้งนี้ความสามารถดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการขับขี่และความลาดชันของเส้นทาง โดยการขับใน โหมด ‘B’ ของลีฟ จะช่วยให้ผู้ขับขี่ได้การฟื้นฟูพลังงานที่มากยิ่งขึ้นในขณะที่ชะลอความเร็ว

นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสทดลองใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ของนิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี (Nissan Intelligent Mobility) ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ของลีฟ ในระหว่างการขับขี่รวมถึง e-Pedal เทคโนโลยีคันเร่งอัจฉริยะที่ช่วยให้ผู้ขับขี่เร่งความเร็ว ชะลอความเร็ว และหยุดนิ่งด้วยการใช้แป้นคันเร่งเพียงอย่างเดียว ทำให้ได้รับประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายมากขึ้นทั้งในเมืองและนอกเมืองได้อย่างเป็นอย่างดี

นิสสัน ลีฟเป็นไอคอนของแนวคิดการเคลื่อนที่ในอนาคตของนิสสัน

หรือ นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย อาทิ เทคโนโลยีช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนด้านหน้าขณะขับขี่ (Forward Collision Warning – FCW)

เทคโนโลยีช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Forward Emergency Braking – FEB) และเทคโนโลยีกล้องอัจริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor – IAVM) ซึ่งให้มุมมองได้แบบ 360 องศา

เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยเพิ่มระดับความปลอดภัยและเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่บนภูเขาที่ท้าทาย

สำหรับเส้นทางทดสอบนี้ เป็นเส้นทางที่มีโค้งและสภาพสูงต่ำต่างกัน มีความแตกต่างด้านภูมิประเทศ ทำให้รถที่ขึ้นทางชันนั้นต้องการแรงบิดที่มาก ซึ่งนิสสัน ลีฟ ที่มีแรงบิดสูงสุดถึง 320 นิวตันเมตร สามารถให้อัตราเร่งอย่างน่าทึ่ง ทำให้การขับขี่ในทางขึ้นเขาเป็นไปอย่างง่ายดาย ท่าเปรียบเทียบพละกำลังของ ลีฟ ให้กำลังเทียบเท่า เครื่องยนต์ ดีเซล 2.5 turbo กันเลยทีเดียว หายห่วงเรื่องขึ้นเขา แต่สิ่งที่ดีงามที่สุดคือ รถไฟฟ้านั้นจะไม่ปล่อยมลพิษเลย เสียงรบกวนไม่มีมีแต่เพียงเสียงลมผ่านตัวรถและบดถนนเท่านั้น เป็นสิ่งที่ดีต่อการขึ้นเขาเป็นอย่างมาก รักษาโลก ถึงยอดดอย เปอร์เซ็นแบตเตอรี่ที่เหลือ 26% ด้วยการขึ้นเขาที่ต้องใช้พลังงานมากทำให้อัตราการใช้ไฟมากเป็นปกติ 

ขากลับ ลงจากยอดเขา จะลอดไหมการเดินทางส่วนใหญ่เป็นขาลงดังนั้นเราแทบจะไม่ได้กดคันเร่งเลย และด้วยระบบ e-Pedal เทคโนโลยีอัจฉริยะที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ ชะลอความเร็ว ในการขับขี่ยิ่งเป็นทางลงด้วยแล้ว ทำให้การลงเขาเป็นไปอย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น เมื่อเรายกเท้าออกจากคันเร่งทุกครั้งรถก็จะชะลอความเร็วลง พร้อมทั้งมีการชาร์จไฟกลับเขาแบตเตอรี่ ขับง่ายกว่ารถปกติที่ต้องเชนเกียร์ในการลงเขาหรือเบรกตลอดเวลา ลดการลึกหรอของเบรกไปด้วยอีกทาง ถึงโรงแรม แบตเตอรี่เหลือพลังงานอยู่ 11% ลอดจากการลงเขามาได้อย่างสบายๆ

บททดสอบนี้ แสดงให้เห็น การทำงาน ของ นิสสัน ลีฟ ว่าสามารถใช้งานได้จริง ในทุกการเดินทาง แต่อาจจะต้อง วางแผน ในการเดินทางหน่อย ถ้าออกนอกเมือง แต่ถ้าใช้ในเมืองรถติด เรียกว่าสบายมาก จะบอกว่า เป็นรถอนาคตก็ว่าได้ เพราะถ้าการขึ้นเขาแบบไร้มลพิษนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว

การทดลองขับนี้ พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่า ขณะนี้ เป็นเวลา ที่เหมาะสม สำหรับการใช้ รถยนต์ไฟฟ้าอย่าง นิสสัน ลีฟ ใหม่ โดย ลูกค้าที่จอง ลีฟ ใหม่ จะได้รับ การประกันคุณภาพรถยนต์ เป็นเวลา 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมการรับประกัน ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า เป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร และการรับประกัน การเสื่อมสภาพ ของแบตเตอรี่ เป็นเวลา 8 ปีหรือ 160,000 กิโลเมตร อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : autospinn

ที่มา : PG SLOT , PG SLOT

All-new ISUZU D-Max เครื่องเดิมเพิ่มเติมคือความแรง

ชัดเจน อีซูซุยังคงมั่นใจใช้เครื่อง​ 1.9​ กับ​ 3.0​ แต่ทำการปรับแต่งความแรงให้กับเครื่อง 3.0 ลิตร นิดหน่อยเพิ่มแรงม้าและแรงบิดเพิ่มมากขึ้นด้วย หลังจากที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการไม่กี่วัน กระแสตอบรับ All-new ISUZU D-Max ใหม่ บอกได้เลยว่าร้อนแรงสุดนะตอนนี้ ตลาดกระบะครั้งปีหลังคงจะสนุกขึ้นหน้าดู

ภายนอกสำหรับ  All-new ISUZU D-Max อาจจะปรับไม่มากนัก แต่ถ้าดูในรายละเอียดจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่หลายๆจุดแต่ที่สำคัญคือภายใน อันนี้บอกได้เลยเลยว่าใหม่หมด ออฟชั่นจัดเต็ม ตามกระแสตลาดรถกระบะ ความปลอดภัยก็ให้มาอย่างครบครัน ส่วนด้านเครื่องยนต์ ที่จำหน่ายอยู่ในรุ่นเดิมถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีอยู่แล้วในตลาด ดังนั้นทาง อีซูซุ ก็คงยังรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ดีกว่า จึงได้ปรับปรุงเพียงรุ่น 3,000 cc เท่านั้น และยังคงมีรุ่น 1,900 cc เช่นเดิม บาคาร่า สูตรบาคาร่า

ดีเซล 1.9 VGS Turbo

เครื่องยนต์ดีเซล รหัส RZ4E-TC ขนาด 1.9 ลิตร 1,898 ซีซี. 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว DOHC Commonrail Direct Injection พร้อมเทอร์โบแปรผันแบบครีบ VGS และ Intercooler กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,800 – 2,600 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ / เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

ดีเซล 3.0 VGS Turbo

เครื่องยนต์ดีเซล รหัส 4JJ3-TCX ขนาด 3.0 ลิตร 2,999 ซีซี. 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว DOHC Commonrail Direct Injection พร้อม Turbocharger VGS แบบครีบแปรผัน และ Intercooler กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร ที่ 1,600 – 2,600 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ / เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

(รุ่นเดิม อัตราส่วนกำลังอัด 17.3 : 1 กำลังสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 380 นิวตันเมตร ที่ 1,800-2,800 รอบ/นาที)

การเปลี่ยนแปลงหลักๆของรุ่น 3.0 ลิตร

1 ห้องเผาไหม้ใหม่

แบบ optimum combustion shape ออกแบบพิเศษ ช่วยให้น้ำมันผสมกับอากาศได้ดียิ่งขึ้น

2 ระบบหัวฉีดใหม่

แบบ high pressure แรงดันสูงถึง 250 MPa ทำให้ละอองน้ำมันละเอียดขึ้น

3 เทอร์โบใหม่

ขนาดใหญ่ Electronic VGS Turbo ช่วยให้เครื่องยนต์ตอบสนองได้ดีขึ้น

4 กล่อง ECU ใหม่

ประมวลผลแบบ Multi-core ประมวลผลได้แม่นยำขึ้น ให้การตอบสนองที่ดีขึ้น

5 สลักลูกสูบ

เคลือบสารพิเศษ Diamond Like Carbon ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้ลื่นขึ้น

6 เสื้อสูบแบบ Melt-in Liner

ชุบแข็งแบบเหนี่ยวนำด้วยคลื่นความถี่สูง ที่ผู้ใช้ทั่วโลกยอมรับ

7 Electronic Thermostat

ระบบควบคุมการเปิด-ปิดวาล์วน้ำ ด้วยระบบไฟฟ้า ช่วยทำให้อุณหภูมิภายในเครื่องยนต์เหมาะสมในช่วงการทำงาน

8 Timing Gear

แบบ Double Scissors Gear ช่วยลดระยะห่างของฟันเฟืองทำให้เครื่องยนต์เดินเรียบขึ้น

9 ปรับจังหวะการฉีดน้ำมัน

ทำให้ประสิทธิภาพในการเผาไหม้ดียิ่งขึ้น

โดยรวมแล้วเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร ที่ได้รับการต่อยอดให้ดียิ่งขึ้นนั้น น่าจะเป็นจุดแข็งขึ้นมาในการแข่งขันในตลาดรถกระบะซึ่งในปัจจุบัน รถในแต่ละค่ายถือว่ามีกำลังแรงม้าที่สูงขึ้น และคงปฎิเสธไม่ได้ว่าสายแรงแฟน อีซูซุ ก็น่าจะถูกใจกับเครื่องยนต์ที่ได้รับการปรับแต่งให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นพร้อมที่จะนำไปต่อยอดได้อีกยาว

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : autospinn

ที่มา : PG SLOT , PG SLOT

Honda ประเทศจีนเปิดตัว Honda BREEZE SUV

Guangqi Honda เปิดตัวรถรุ่น Honda BREEZE ภายใต้ Concept “Open the Shining World” ที่เมืองซานย่าในประเทศจีน และเริ่มเปิดให้ Pre-Sale ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน ที่ผ่านมา

งานเปิดตัว HondaBREEZE สร้างความแตกต่างด้วยการตั้งใจจัดงานช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังขึ้น เพราะต้องการให้แสงตอนพระอาทิตย์ขึ้นตกกระทบกับตัวรถ เพื่อให้ได้ภาพรถอยู่ภายใต้แสงของพระอาทิตย์ในช่วงเวลาที่สวยที่สุด ตรงกับ Concept ที่การออกแบบ BREEZE ได้แรงบัลดาลใจมาจาก แสงและเงา โดยใช้เสน่ห์ของความคมของเส้นสายบนรถออกแบบให้ได้รูปทรงที่หรูหรา
 

BREEZEจะมาพร้อมเครื่องยนต์ Sport Turbo เวอร์ชั่นล้ำสมัยที่สุดที่ Honda มี เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร DOHC direct-injection turbocharged engine ด้วยกำลังเครื่องยนต์ 142 Kw แรงบิด 243 นิวตันเมตร บาคาร่า สูตรบาคาร่า

รุ่น Sport Hybrid เจเนอเรชั่นที่ 3 ใช้ระบบ i-MMD dual-motor hybrid ทำงานควบคู่กับ เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร DOHC i-VTEC Atkinson cycle engine, dual motor and e-CVT ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดขับขี่แบบ EV หรือแบบน้ำมันได้ แรงบิด 315นิวตันเมตร ทำให้เครื่องยนต์มีกำลังมากที่สุดถึง 158 Kw

เทคโนโลยีครบครันตั้งแต่ Honda Connect ระบบที่สามารถเชื่อมต่อตัวรถเข้ากับสมาร์ทโฟน แสดงสถานะปริมาณน้ำมันคงเหลือในถัง, พฤติกรรมการขับขี่ และ บันทึกการเดินทาง  Honda Sensing Safety Sensor ระบบเตือนการชนรถ และคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรก ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ 

ภายนอกสวยงามด้วยไฟหน้าแบบ Dazzing LED stremer และล้ออะลูมิเนียมขนาด 19 นิ้ว 

ฟังก์ชั่นที่ขาดไม่ได้สำหรับรถ SUV ปัจจุบันอย่างการ เปิดปิดฝากระโปรงท้ายโดยไม่ต้องใช้มือสัมผัส คือใช้เท้าเตะบริเวณท้ายรถผ่าน sensor แทน ส่วนภายในรถยังไม่มีรูปภาพออกมาจาก Honda แต่ได้รับการยืนยันว่าจะมี wireless charging ในรถแน่นอน

ดีไซน์ภายนอกที่ทางทีม Guangqi Honda ค่อนข้างมั่นใจ โดยให้เหตุผลว่าในตลาดตอนนี้มีรถ SUVs ออกมามากมายที่หน้าตามีความคล้ายกัน ส่วนใหญ่ชูเรื่องพละกำลังและความเเข็งแกร่ง แต่ถ้าผู้บริโภคต้องการรถ SUV ที่จะช่วยโชว์ตัวตนของตัวเองออกมา Honda รุ่น BREEZE สามารถตอบโจทย์ได้ ที่มาของชื่อรุ่น BREEZE ถ้าเขียนด้วยตัวหนังสือภาษาจีนจะแปลความหมายว่า แสงพระอาทิตย์ขึ้นส่องสว่างจากสวรรค์มายังโลก BREEZE ยังหมายความถึงสายลมที่จะนำพาไปสู่ทิศทางใหม่ สนับสนุนแนวคิด ที่ว่าเป็นการออกแบบรถแนวใหม่ที่สวยและแตกต่างนำสู่เทรนใหม่ในตลาด SUV 
 

และยังมี BREEZE อีกเวอร์ชั่นคือ Shadow Black Edition หมายถึง ความลึกลับน่าค้นหาที่ตรงกันข้ามกับแสงสว่าง รุ่นสีดำจะจับตลาดที่ High-end มากขึ้นไปอีก มาพร้อมกับล้อ 19 นิ้วรมสีดำ ตกแต่งด้วยโครเมี่ยมด้านหน้ารถสีดำ และ เทคโนโลยีในรถจะมีมากว่ารุ่นธรรมดา

BREEZE ต่อยอดการออกแบบของรถตระกูล Honda ด้วยการใช้เส้นแนวยาวบนรถเยอะ และเพิ่มความคมสันบริเวณขอบที่ชัดเจนตามมุมต่างๆของตัวรถ ส่วนหน้ารถที่เป็นเอกลักษณ์ถูกออกแบบให้สว่างด้วยแถบขอบกระจังหน้าโครเมี่ยมพาดยาวอยู่บนไฟหน้าทั้งสองดวงและกระจังหน้ารถ

ส่วนท้ายรถถูกออกแบบให้มีรูปทรงซ้ำกับหน้ารถ ไฟท้ายแบบที่เราไม่เคยในรถ Honda รุ่นไหนมาก่อนด้วยรูปทรงเป็นตัว L แบบแบน 

สีรถในงานเปิดตัวคือสี Offt Black และ Roman Violet โดย Honda BREEZEมีความยาวตัวถังรถอยู่ที่ 4,643 มิลลิเมตร ความกว้าง 1855 มิลลิเมตร ความสูง 1,689 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,661มิลลิเมตร (เทียบกับ CR-V รุ่นปัจจุบันเจนเนอเรชั่นที่ 5 ความยาวตัวถัง 4,571 มิลลิเมตร กว้าง 1,855 มิลลิเมตร ความสูง 1,667 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,660 มิลลิเมตร )

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : autospinn

ที่มา : PG SLOT , PG SLOT

“SERENA” กับขุมพลัง E-POWER รถไฟฟ้าไม่ต้องเสียบปลั๊กชาร์จไฟ

การแข่งขันในตลาดโลกปัจจุบันนี้ ทุกคนให้ความสนใจในรถ ไฟฟ้ามากขึ้นใกล้ตัวเรามากขึ้นด้วย ปัญหาสิ่งแวดล้อม ดังนั้นค่ายรถต่างพากันผลิตรถยนต์ทางเลือกมาอย่างหลากหลาย และก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกคือ รถ Serena e-POWER (เซเรน่า อี-พาวเวอร์) มันคือรถไฟฟ้าที่ไม่ต้องเสียบปลั๊กชาร์จไฟ ไม่ต้องกังวลใจ ว่าไฟจะพอในการเดินทางหรือไม่

 “อีตั้น กรุ๊ป” (ETON) ผู้นำเข้ารถยนต์สำหรับครอบครัวและผู้บริหาร พร้อมศูนย์บริการมาตรฐาน ที่เปิดดำเนินงานถึง 25 ปี ซึ่งถือว่าเป็นผู้นำในกลุ่มรถนำเข้าแบบครอบครัวอย่างแท้จริง โดยครั้งนี้ได้เปิดโอกาสได้ทดสอบรถนำเข้าครอบครัว Nissan Serena e-POWER (นิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์) รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มียอดขายสูงสุดในญี่ปุ่นมาจำหน่ายในประเทศไทย เพื่อกลุ่มลูกค้าที่ต้องการรถพลังงานไฟฟ้าแต่กลัวการชาร์จไฟ บาคาร่า สูตรบาคาร่า

เริ่มต้นด้วย เทคโนโลยี e-POWER คืออะไร??

อธิบายแบบชาวบ้าน เข้าใจง่ายๆคือ เป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า

แต่มีเครื่องยนต์เป็นโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าให้มอเตอร์ในการขับเคลื่อนและบางส่วนก็จะถูกเก็บไว้ในแบตเตอรี่กำลังสูง

โดยที่เจ้าเครื่องยนต์ขนาดเล็กมีหน้าที่เพียงสร้างกระแสไฟฟ้ามาเก็บไว้ในแบตเตอรี่ (ทำหน้าที่เป็นเครื่องปั่นไฟ) เพื่อชดเชยกระแสไฟฟ้าที่กำลังถูกใช้งาน

เครื่องยนต์ไม่มีการเชื่อมต่อเข้ากับชุดเกียร์โดยตรง แต่จะทำงานร่วมกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าและชาร์จเข้ามาเก็บไว้ในแบตเตอรี่ ดังนั้น เรายังคงต้องเติมน้ำมันให้กับรถเพื่อให้เครื่องทำการผลิตกระแสไฟนั้นเอง

ความแต่งต่างของระบบ e-POWER และ Hybrid (ไฮบริด) เพราะมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็ก

ของไฮบริด ยังคงเชื่อมต่อเข้ากับเครื่องยนต์เพื่อขับเคลื่อนผ่านระบบส่งกำลัง

เพราะระบบไฮบริดที่ใช้กันอยู่ มอเตอร์ไฟฟ้าจะไม่ทำงานเมื่อแบตเตอรี่มีกำลังไฟฟ้าต่ำหรืออยู่ในช่วงความเร็วสูง

แต่ในขณะที่ระบบ  e-POWER มีความแตกต่างโดยหลักการคือ เครื่องยนต์จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการขับเคลื่อนของตัวรถเลย แต่จะให้กำลังแก่แบตเตอรี่เมื่อมีพลังงานอ่อนลง

สำหรับ Nissan Serena e-POWER 2019 ถือเป็นรถครอบครัวขนาดกลางที่ได้รับความนิยมมากในประเทศญี่ปุ่น ด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่เกินไปและก็ไม่เล็ก ให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีมากในเมือง ทำให้ผู้บริโภคจริงให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ดูจากภายนอก

เป็นรถทรงที่ในประเทศญี่ปุ่นนิยมคือ ทรงกล่อง ประตูด้านข้างสไลด์ไฟฟ้า ไฟหน้าแยก2ชั้นด้านบนเป็นไปเลี้ยว กระจังหน้าตัดด้วยโครเมี่ยมพร้อมขลิบสีฟ้า ด้านข้างจะเห็นกว่าเป็นกล่องอย่างชัดเจนพร้อมโลโก้ Serena e-POWER ที่กาบประตูคู่หน้า ส่วนด้านท้ายประตูสามารถเปิดได้ 2 ระดับ คือ เปิดกระจกด้านบนได้เพื่อเก็บของเล็กๆส่วนบานใหญ่ก็สามารถเปิดได้เพื่อเก็บของชิ้นที่ใหญ่ขึ้น ล้อลาย Aero ขนาด 15 นิ้ว

ภายในโปร่งด้วยตัวรถที่เป็นทรงสูง มีเบาะนั่งแบบ 7 ที่นั่ง เบาะนั่งแถวสองมีรางเลื่อนขยับเพื่อเพิ่มพื้นที่ได้ เบาะแถวสามสามารถนั่งได้สบายและปรับพับตลบเก็บด้านข้าง ที่คอนโซลติดตั้งหน้าจอแสดงผลแบบ Advanced Drive Assist Display พร้อมการใช้เส้นสีฟ้าตกแต่งหัวเกียร์ และถาดเก็บของด้านหน้ารถ พวงมาลัยหุ้มด้วยหนังแท้แบบมัลติฟังก์ชั่นแบบ 3 ก้าน ปุ่มเลือกการขับขี่แบบอีโค มาตรวัดขนาดยาวถูกจัดวางให้ลึกอยู่ด้านบนแผงคอนโซลสีดำ มีสวิทต์การขับแบบ Eco Mode พร้อมไฟแจ้งสถานะ เย็นสบายด้วยระบบปรับอากาศแยกซ้าย-ขวา และยังติดตั้งระบบกรองอากาศที่ช่วยรักษาสุขภาพที่ดีให้กับผู้โดยสารอีกด้วย

ด้านเครื่องยนต์

 Nissan Serena e-POWER 2019 มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ HR12DE ขนาด 1,200 ซีซี พละกำลังสูงสุด 84 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 103 นิวตันเมตร ที่ 3,200-5,200 รอบต่อนาที ต้องบอกกันอีกครั้งว่าเครื่องยนต์ไม่ได้มีหน้าที่ให้กำลังในการขับเคลื่อนไปที่ล้อ แต่ทำหน้าที่ปั่นไฟฟ้าเก็บไว้ในแบตเตอรี่ เพื่อส่งพลังงานให้กับมอเตอร์ไฟฟ้า EM57 ที่ให้พละกำลังถึง 136 แรงม้า และแรงบิดที่มากถึง 320 นิวตันเมตร

มาถึงการทดสอบ เส้นทางในการทดสอบ กรุงเทพฯ-ชลบุรี ระยะทางรวมประมาณ 170 กิโลเมตร

ออกเดินทางจากโชว์รูมอีตั้น ถ.ศรีนครินทร์ วิ่งทางยาว ได้ลองบนถนนโล่ง

สัมผัสแรกคือ รถให้การตอบสนองเหมือน รถไฟฟ้าทุกอย่าง (ก่อนหน้านี้ทีมงานได้ทดสอบ Nissan Leaf EV ) ทำให้เปรียบเทียบได้ถึงความรู้สึกในการขับขี่

การตอบสนองของอัตราเร่งทำได้ดีมาก และระบบการชาร์จไฟกลับต่างๆก็ไม่ได้แตกต่างจาก นิสสัน ลีฟ เลย  โดยเฉพาะการใช้คันเร่งที่ไม่จำเป็นต้องยกเท้าเปลี่ยนมาเหยียบเบรก

เหมือนกับระบบ e-Pedal ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกการออกตัว เร่งความเร็ว ลดความเร็ว หยุดนิ่งและควบคุมตัวรถให้อยู่กับที่ด้วยการใช้แป้นคันเร่งอย่างเดียว

เพียงยกเท้าออกจากคันเร่ง ตัวรถจะลดความเร็วจนหยุดนิ่งได้อย่างนุ่มนวล โดยไม่จำเป็นต้องแตะแป้นเบรก ช่วยลดการเหยียบแป้นเบรกขณะเดินทางในการจราจรที่ติดขัด เพียงแต่ในช่วงแรกๆ ผู้ขับต้องปรับตัวใช้งานคันเร่งให้สัมพันธ์กับระบบช่วยเบรกนี้สักพักเท่านั้นเอง

การเดินทางในครั้งนี้ นั่งทดสอบ4คน ด้วยตัวรถทรงกล่องอาจดูไม่มีแรงแต่

แรงบิดขนาด 320 นิวตันเมตร จากมอเตอร์ไฟฟ้าทำให้การออกตัวทำได้ทันใจ การเร่งแซงไม่ต้องรอรอบเครื่อง

กดคันเร่งเติมรถจะพุ่งทะยานอย่างรวดเร็วพร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ที่ดังขึ้น (จากการเพิ่มกำลังไฟฟ้าให้เพียงพอกับมอเตอร์)ในความเร็วสูงรถมีอาการโค้งไม่มาก

ถือว่าทำได้ดี เสียงลมที่เข้าดังไม่มากในความเร็วต่ำ กดคันเร่งเพลินๆความเร็วไปถึง 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสบายๆ ในช่วงเร่งแซงเพียงกดคันเร่งเบาๆรถก็จะทำความเร็วให้ตามที่ต้องการ แซงได้อย่างมั่นใจ

มาถึงในเมืองตามสภาพการจราจรที่หนาแน่น ในความเร็วต่ำ สังเกตได้ว่ารถจะวิ่งด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าในความเร็วจนถึง 50 กิโลเมตราต่อชั่วโมง และหากรถติดอยู่นิ่งๆ สามารถกดปุ่มชาร์จไฟ เพื่อให้เครื่องยนต์ปั่นไฟเข้าไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ได้อีกด้วย

ด้านระบบความปลอดภัย จัดมาให้เต็มที่ไม่ว่าจะเป็นทั้งระบบเบรกอัตโนมัติ Intelligent Emergency Braking, 

ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ ทำงานร่วมกับระบบช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ

โดยวิเคราะห์ระยะห่างและความเร็วด้วยกล้องด้านหน้า, ระบบแจ้งเตือนและช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องจราจร Lane-Departure Warning System, 

ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน ระบบจะส่งสัญญาณเตือนไฟกะพริบบนหน้าปัด พร้อมส่งเสียงเตือน เมื่อตรวจพบการเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ได้ ตั้งใจ,

 ระบบปรับระดับไฟสูงอัตโนมัติ High Beam Adjust  และระบบป้องกันการเหยียบแป้นผิดพลาด Emergency Assist for Missed Pedal Application และยังสามารถสั่ง (Option) ระบบ Pro PILOT ที่ช่วยระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติบนถนนช่องทางเดียวได้อีกด้วยหากต้องการ

สรุปสำหรับ Nissan Serena e-POWER ซึ่งถือเป็นการทดสอบครั้งแรกจริงๆ ตัวรถที่ให้ความสะดวกสบายในแบบรถครอบครัว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆไม่แปลกใจเลยว่าจะเป็นรถที่ขายดีในประเทศญี่ปุ่น ด้านอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงตามมาตรฐาน JC08 ทำได้ที่ 26.2 กิโลเมตรต่อลิตร แต่ในการทดสอบครั้งนี้ส่วนใหญ่มีการวิ่งในเส้นทางยาวทำความเร็วสูงเป็นส่วนใหญ่ ทำให้อัตราการสิ้นเปลืองออกมาที่ 12 กิโลเมตรต่อลิตร แต่หากใช้งานในชีวิตประจำวันในเมืองสภาพรถติดความเร็วต่ำ น่าจะเห็นตัวเลข 20 กิโลเมตรต่อลิตร แน่นอน

Serena e-POWER (เซเรน่า อี-พาวเวอร์) ถือเป็นรถครอบครัว อีกหนึ่งคัน ที่หน้าสนใจ กับเทคโนโลยีแบบรถไฟฟ้า ที่ไม่ต้องกลัวหรือกังวลว่าต้องชาร์จไฟที่ไหนรถจะถึงไม่ เพราะสามารถเติมน้ำมันได้แต่ประหยัดกว่าเยอะ พร้อมสัมผัสความรู้สึก และอารมณ์ ของรถไฟฟ้า ได้อย่าง 100%  หากใครสนใจรถครอบครัวที่รักสิ่งแวดล้อมแบบนี้ และเป็นรถยนต์นำเข้า (เมนูภาษาญี่ปุ่น) ในราคา 2,290,000 บาท ติดต่อได้ที่โชว์รูม อีตั้น ทั้ง 4 สาขา สำนักงานใหญ่ศรีนครินทร์, สาขารัชดา, สาขาเชียงใหม่  และสาขาขอนแก่น โทร. 02 –789-9998 หรือคลิ๊กไปที่  www.ETON-import.com

ที่มา : PG SLOT , PG SLOT

Nissan Juke Gen 2 เริ่มผลิตในอังกฤษ

Nissan Juke หลังจากเห็นภาพที่มีการปิดบังวิ่งทดสอบอยู่พักใหญ่ตอนนี้ได้เวลาเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่ง Juke ใหม่นี้ได้รับการปรับปรุงโฉมใหม่หมดอย่างละเอียดสำหรับรุ่นที่สองด้วยเส้นที่คมชัดกว่าและกระจังหน้าแบบใหม่ แต่ก็ยังคงยังรักษาคุณสมบัติการกำหนดรูปแบบดั้งเดิม ไฟหน้าทรงกลมขนาดใหญ่  บาคาร่า สูตรบาคาร่า

พร้อมการออกแบบตัวถังทูโทน ภายนอกที่ล้ำมากขึ้นด้วยกระจังหน้า V-Motion ไฟหน้าแบบ Full LED ไฟท้าย LED ไฟเดย์ไลท์ใหม่ สปอยเลอร์ท้ายสีดำยาวขึ้น กันชนหน้า – หลังใหม่ ด้านท้ายโดยรวมดูดีมาก ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 19 นิ้ว

Juke รุ่นใหม่นี้ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม CMF-B ของ Renault-Nissan-Mitsubishi Alliance ซึ่งใช้สำหรับ Renault Captur และ Clio ใหม่ ด้วยเหตุนี้ Juke ใหม่จึงมีความยาว 4210 มม. สูง 1595 มม. และกว้าง 1800 มม. ทำให้ยาวขึ้น 85 มม. และกว้างกว่า 170 มม. เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้ แต่ต่ำกว่า 30 มม. ระยะฐานล้อยาวเพิ่มขึ้น 105 มม. กว่ารุ่นเดิม

แม้จะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น แต่ด้วยการออกแบบใหม่ เหล็กตัวถังเป็นพิเศษในแพลตฟอร์มใหม่จึงช่วยให้เครื่องมีน้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อนหน้า 23 กก. นิสสันกล่าวว่าแพลตฟอร์มใหม่นี้มีความแข็งแกร่งมากกว่าและ “มอบความเสถียรประสิทธิภาพและความสามารถในการเข้าโค้งที่ดีขึ้น”

ภายในห้องโดยสารเน้นความสปอร์ตมากขึ้นแผงแดชบอร์ดแบบ floating central display แผงประตู – แดชบอร์ดบุด้วยหนัง Alcantara โด่ดเด่นด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วรองรับ apple carplay และ android auto ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ลำโพงคุณภาพจาก BOSE 8 ตำแหน่ง

นิสสันกล่าวว่าเบาะด้านหลัง เพิ่มพื้นที่ 58 มม. จึงทำให้สามารถเขาไม่ชนเบาะด้านหน้าเกินไป พื้นที่เก็บของด้านท้ายเพิ่มความจุเป็น  422 ลิตรเพิ่มขึ้นอย่างมากจากรุ่นก่อนหน้า 354 ลิตร ทำให้พื้นที่เก็บสัมภาระของ Nissan Juke มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ ขนาด 1 ลิตร 999 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 117 แรงม้าที่ 5250 รอบต่อนาที แรงบิตสูงสุด 200 นิวตัน-เมตรที่ 1750 – 3750 รอบต่อนาที เกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัติโนมัติ dual-clutch 7 สปีด พร้อม paddle shift ระบบขับเคลื่อน 2 WD

สำหรับประเทศไทยจะมีมาขายเมื่อไหร่นั้นทางทีมงานจะติดตามขายสารมาให้อย่างต่อเนื่องครับ

NissanJuke เจนเนอเรชั่นที่ 2 เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ ขนาด 1 ลิตร 999 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 117 แรงม้า เริ่มผลิตในอังกฤษแล้ว

NissanJuke ที่อออกมาสำหรับตลาดรถยนต์ขนาดใหญ่ในประเทศอังกฤษ เป็นเรื่องใหญ่ที่ทาง Nissan ต้องตั้งรับ แต่ Nissan ผ่านบทดสอบแรกไปได้ดี ด้วยดีไซน์ที่โมเดิร์น และ ใช้ประโยชน์เรื่องจุดยืนของตัวรถที่ทำตลาดเป็นครอสโอเวอร์รุ่นแรกๆที่เปิดตัว


เป็นข่าวดีสำหรับชาวอังกฤษที่เป็นแฟน Juke เพราะโรงงานที่ผลิต Juke เจนเนอเรชั่นที่ 2 นี้อยู่ไม่ไกลจากชายฝั่งเลย จะต้องได้เห็น Juke โฉมใหม่วิ่งไปวิ่งมาในเมือง Sunderland อยู่ทั่วหัวมุมถนนแน่นอน
 
35 ปีที่แล้ว Nissan ได้ตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไว้ในประเทศอังกฤษเพื่อตอบสนองตลาดผู้ใช้รถในยุโรป และได้ผลิตรถยนต์ส่งขายไปแล้วกว่า 10 ล้านคัน
โรงงานผลิตรถยนต์ในเมือง Sunderland คือโรงงานผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศอังกฤษแล้ว


 Nissan ลงทุนเพิ่มอีกกว่า 3,000 ล้านบาท เพื่อให้โรงงานมีความสามารถผลิต Juke เจนเนอเรชั่นที่ 2 ขึ้นมาได้ 
มีโครงการ Traning พนักงานอีก 5,000 ชั่วโมงเกี่ยวกับวิธีการสร้างและประกอบชิ้นส่วนต่างๆ
 
หากผ่านช่วงอึกทึกครึกโครมของโรงงาน Nissan ในอังกฤษไปอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ คนอังกฤษและคนยุโรปก็จะได้เป็นเจ้าของรถครอสโอเวอร์โฉมใหม่จาก Nissan และมาลุ้นกันอีกที่ว่ามันยังคงชื่อเสียงเรื่องสไตล์ที่โดดเด่นของตัวรถไว้ได้อย่างเหนียวแน่นหรือไม่ (ที่มา Topgear)

ที่มา : PG SLOT , PG SLOT

เทคโนโลยีช่วยลดเสียงบ่นจากคนนั่ง จาก FORD

เทคโนโลยีช่วยลดเสียงบ่นจากคนนั่ง ฟอร์ด โคไพล็อต360™ สามารถช่วยลดเสียงบ่นจากคนขับจากเบาะหลัง และช่วยให้ผู้ขับขี่ขับรถได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

 “ขับคร่อมเลนแล้ว” “ระวังรถบรรทุก!” “จี้ใกล้ไปแล้ว ขับช้าๆหน่อย!” ในฐานะคนขับ คุณคงได้ยินคำเหล่านี้จากเบาะหลังอยู่บ่อยๆ  ซึ่ง FORD มี เทคโนโลยีช่วยลดเสียงบ่นจากคนนั่ง อย่าง ฟอร์ด โคไพล็อต360™ อาจช่วยลดพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์จากผู้โดยสารลง เพราะผลวิจัยล่าสุดของฟอร์ดและนักสังคมวิทยา เจสส์ คาร์บิโน พบว่า ผู้ขับขี่รถยนต์ 68% เชื่อว่า เทคโนโลยีช่วยขับขี่จะช่วยลดพฤติกรรมจอมติของ “คนขับจากเบาะหลัง” ที่ทำให้ผู้ขับขี่เสียสมาธิได้ บาคาร่า สูตรบาคาร่า

นอกจาก เทคโนโลยีดังกล่าว จะช่วยให้ผู้โดยสา วิจารณ์คนขับน้อยลงแล้ว ยังทำให้ผู้ขับ ขับขี่ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น เมื่ออยู่บนท้องถนน เทคโนโลยี เพื่อความปลอดภัยต่างๆ ที่อยู่ใน ฟอร์ด โคไพล็อต360™ อย่าง ระบบตรวจจับรถ ในจุดบอด (BLIS – Blind Spot Information System) ที่มาพร้อมระบบตรวจจับรถ ขณะออกจากซองจอด (Cross Traffic Alert) และ ระบบเตือนการชน ด้านหน้า รวมถึงระบบ ช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ Autonomous Emergency Braking (AEB) ช่วยลดความเสี่ยงในการชน และช่วยให้ผู้ขับขี่ สามารถควบคุมทุกสถานการณ์ ในทุกสภาพถนน ได้อย่างเต็มที่ และปลอดภัย

การศึกษา ที่ฟอร์ด ได้ร่วมวิจัยกับ ดร.เจสส์ คาร์บิโน นักสังคมวิทยา ผู้มีผลงานโดดเด่น ยืนยันว่า ผู้โดยสาร จอมวิจารณ์ จากเบาะหลัง เป็นหนึ่งในสาเหตุหลัก ที่ทำให้ผู้ขับขี่ เสียสมาธิ จนอาจเกิดอุบัติเหตุได้

“สำหรับผู้ขับขี่ การที่ต้องทนฟัง คำสั่ง หรือคำวิพากษ์วิจารณ์ จากผู้โดยสาร ตลอดทาง ไม่เพียงแต่ ก่อให้เกิดความรำคาญ แต่ยังสร้างบรรยากาศ การเดินทาง ที่ตึงเครียด” ดร. คาร์บิโน กล่าว “ฟอร์ด โคไพล็อต360™ เป็นเทคโนโลยีสำคัญ ที่เพิ่มความมั่นใจ ในการขับขี่ ให้กับผู้ขับขี่ยิ่งขึ้น ทำให้คนนั่งรู้สึกวางใจ ส่งผล ให้เกิดบรรยากาศ ที่ผ่อนคลาย ช่วยให้ผู้ขับขี่ สัญจร ได้อย่างง่ายดาย และปลอดภัยกว่าเดิม”

แม้ว่าผลการวิจัยดังกล่า วจะขัดกับความเชื่อ ที่ว่า เทคโนโลยี ทำให้ปฏิสัมพันธ์ ระหว่างมนุษย์ลดลง ในทางกลับกัน ข้อมูลที่ได้ จากการวิจัยนี้ เผยให้เห็นว่า พฤติกรรม เจ้ากี้เจ้าการ ของผู้โดยสาร เป็นสาเหตุให้ความสัมพันธ์ ระหว่างคนในรถแย่ลง แต่เทคโนโลยี ช่วยขับขี่ จะเป็นตัวช่วย ที่ลดการถกเถียงกัน โดยไม่จำเป็น เนื่องจากฟีเจอร์นี้ ช่วยมอบ ความปลอดภัยสูงสุด ในทุกการเดินทาง ส่งผลให้ ทั้งคนขับและคนนั่งร่วมทางกัน ได้อย่างปลอดภัย และสบายใจ สามารถพูดคุยกัน ได้อย่างมีความสุข ทำให้การเดินทางสนุกสนานยิ่งขึ้น

ข้อมูลจากการวิจัยยังแสดงให้เห็นว่า เมื่อกลุ่มตัวอย่างมีความมั่นใจในเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยที่มาพร้อมกับรถยนต์ ก็จะยิ่งส่งผลให้ผู้โดยสารมั่นใจในการขับขี่ของพวกเขามากขึ้นไปด้วย

“แน่นอนว่า จุดเริ่มขึ้น ที่เราออกแบบ ฟอร์ด โคไพล็อต360™ ขึ้นมา ไม่ได้เป็นเพราะ จะลดเสียงบ่นจากคนนั่งโดยตรง” คริส บิลแมน ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรม ฟอร์ด โคไพล็อต360™ กล่าวอย่างติดตลก “แต่หากสิ่งที่เราสร้างขึ้น ช่วยแก้ปัญหาเรื่องนั้นได้ ก็เยี่ยมเลย!”

ฟอร์ด โคไพล็อต 360 นวัตกรรมสุดล้ำสมัยที่เสมือนสร้างสรรค์มาสำหรับพ่อบ้านขี้เกรงใจ ด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยลดเสียงบ่นจากคนโดยสาร ช่วยให้การขับขี่สบายใจมากขึ้นกว่าเดิม

ในทุกการเดินเชื่อว่าทุกคนต้องการความสบายใจในการขับรถและการโดยสาร แต่บางครั้งก็เลี่ยงไม่ได้เมื่อต้องเดินทางร่วมกันกับบุคคลที่มีนิสัยและวุฒิภาวะทางอารมณ์ไม่เท่ากันในแต่ละครั้ง ซึ่งสิ่งที่อาจจะสร้างความรำคาญใจให้แก่ผู้ขับขี่มากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นสำหรับการวิจารณ์หรือเสียงบ่นถึงเรื่องต่าง ๆ

ในทุกการเดินทาง ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารต่างต้องการความสบายใจ

โดยเฉพาะการตำหนิติเตียนในการขับรถของเรา บ้างก็บ่นว่า “ทำไมไม่ไปเลนนี้”, “ทำไมขับไม่ระวัง” ,“ดูข้างหลังบ้างสิ” ซึ่งการขับรถเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องใช้สมาธิและความอดทนอยู่แล้ว หากมาเจอถ้อยคำกวนใจเหล่านี้ คงจะสร้างความหงุดหงิดใจไม่น้อยเลยทีเดียวซึ่งปัญหานี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขจากปลายทาง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะไม่มีผู้ผลิตคนใดหันมาใส่ใจหรือให้ความสำคัญกับกรณีนี้ เพราะพวกเขาต่างมองว่าไปให้ความสำคัญถึงการขับขี่อัจฉริยะรูปแบบอื่น ๆ น่าจะสร้างจุดขายแก่รถยนต์ของพวกเขาได้มากกว่า

ฟอร์ด โคไพล็อต 360™ นวัตกรรมลดเสียงบ่นในรถ

แต่ ฟอร์ด ค่ายยักษ์ใหญ่จากประเทศมหาอำนาจ กลับเอาส่วนที่หลาย ๆ ค่ายมองข้ามจุดนี้ มาสร้างจุดขายอันแปลกใหม่ให้แก่ค่ายของตน กับการพัฒนาเทคโนโลยี ฟอร์ด โคไพล็อต360™ นวัตกรรมที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่รับมือปัญหาอันน่ารำคาญใจด้วยการลดเสียงคนนั่งจากเบาะหลัง โดยทางฟอร์ดออกมาจากให้เหตุว่า เข้าใจถึงปัญหาที่ต้องรับฟังกับเสียงบ่น ที่ก่อให้เกิดความรำคาญใจและสร้างบรรยากาศการเดินทางที่ตึงเครียด การคิดค้นเทคโนโลยีล่าสุดนี้ขึ้นมา จะมาช่วยรับมือและแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างจริงจัง

ทำความรู้จักกับ ฟอร์ด โคไพล็อต 360™ 

ฟอร์ด โคไพล็อต 360™ เป็นเทคโนโลยีที่ทางค่าฟอร์ดมีการพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยแบ่งเบาและภาระในการขับขี่และเสริมความมั่นใจว่าพาหนะจะพร้อมรับสถานการณ์ตึงเครียดบนท้องถนนได้ เป็นชุดความปลอดภัยชุดพิเศษของทางค่ายที่ใส่ใจทุกการขับขี่ อย่างเช่นระบบตรวจจับรถในจุดบอด, ระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน หรือระบบเตือนการชนด้านหน้าเป็นต้น

ความรำคาญจากเสียงบ่นอาจสร้างภาวะตึงเครียดให้แก่ผู้ขับขี่ได้

แม้กระทั่งเทคโนโลยีที่จะช่วยลดเสียงรบกวนจากผู้สารรายการนี้ก็จัดอยู่ในชุดนวัตกรรม ฟอร์ด โคไพล็อต 360™ นี้ด้วยเช่นกัน โดยทางฟอร์ดเล็งเห็นปัญหาและวิเคราะห์ว่าการตำหนิติเตียนเป็นอีกหนึ่งสภาวะที่สร้างแรงกดดันและเพิ่มความตึงเครียดได้เป็นอย่างดี อย่างร้ายแรงที่สุดก็ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ฟอร์ด โคไพล็อต 360™ กับฟังก์ชั่นที่ช่วยลดเสียงบ่น จึงเป็นเทคโนโลยีล่าสุดที่ทางฟอร์ดได้คิดค้นขึ้นมา

เทคโนโลยี ไม่ได้ทำให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเราลดลงเสมอไป

ซึ่งไม่ได้เป็นการพูดล้อเล่นขำ ๆ เรียกกระแส เพราะ ฟอร์ด โคไพล็อต 360™ ได้ทำการวิจัยมาแล้วและพบว่าสามารถลดปัญหาดังกล่าวมากจริงมากถึง 68 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ซึ่งถือเป็นการสร้างข้อขัดแย้งกับงานวิจัยที่เคยกล่าวเอาไว้ว่าเทคโนโลยีจะทำให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ลดลง

เมื่อลดปัญหาเสียงบ่นนี้ได้ ผู้ขับขี่จะมีความผ่อนคลายและความมั่นใจในการขับรถมากขึ้น

เพราะงานวิจัยล่าสุดจากฟอร์ดกลับเผยให้เห็นว่า พฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์จากพฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการของผู้โดยสารสามารถแก้ไขปัญหาและสร้างการกระชับความสัมพันธ์ได้ด้วยเทคโนโลยี เป็นการเติมช่องว่างระหว่างกัน ทำให้ทุกการเดินทางปลอดภัย ผ่อนคลาย สบายใจ และเต็มไปด้วยความสุข

ฟอร์ด โคไพล็อต 360™ ชุดเทคโนโลยีความปลอดภัยจากฟอร์ด

สำหรับจุดเริ่มต้นของ ฟอร์ด โคไพล็อต 360™ ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหานี้โดยตรงตั้งแต่แรก แต่ท้ายที่สุดก็มีการพัฒนาให้สามารถรองรับและแก้ไขปัญหาที่ดูเหมือนเล็กน้อยนี้ได้ นั่นแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และระบบความคิดอันสร้างสรรค์ที่ไม่สิ้นสุด ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีกับทุกวงการอุตสาหกรรมในอนาคต

ที่มา : PG SLOT , PG SLOT

Mercedes-AMG GT C Roadster และ Mercedes-AMG GT 63 S รถยนต์สุดแรง

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด รุกสร้างสีสันตลาดรถยนต์สมรรถนะสูง  อย่างต่อเนื่องเปิดตัวรถยนต์สายพันธุ์แรงโฉมใหม่พร้อมกันสองรุ่นอย่าง Mercedes-AMG GT C Roadster ยนตรกรรมสปอร์ตโรดสเตอร์ที่มีสมรรถนะดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของ  เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี นำเสนอในราคา 17,190,000 บาท และ Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4-Door Coupé ที่เป็นส่วนผสมที่ลงตัวของความสะดวกสบาย ความเร้าใจ และสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมเพื่อการขับขี่ในทุกสถานการณ์ นำเสนอในราคา 14,990,000 บาท ผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมพร้อมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-AMG อย่างเป็นทางการทั้ง 14 แห่งทั่วประเทศ บาคาร่า สูตรบาคาร่า

หลังจากการเปิดตัว Mercedes-AMG GT C Roadster โฉมใหม่ และ Mercedes-AMG GT  63 S 4MATIC+ 4-Door Coupé โฉมใหม่ในครั้งนี้ ส่งผลให้ปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์  ประเทศไทย นำเสนอรถยนต์ภายใต้แบรนด์ Mercedes-AMG แก่ลูกค้าชาวไทยรวมจำนวนทั้งหมด 19 รุ่นย่อย ครอบคลุมรถยนต์ทุกเซ็กเมนต์ตั้งแต่รถยนต์คอมแพค รถยนต์สปอร์ต  รถยนต์ซาลูน รถยนต์เอสยูวี รถยนต์สไตล์คูเป้ และรถยนต์สไตล์โรดสเตอร์

Mercedes-AMG GT C Roadster โฉมใหม่

ดีไซน์ภายนอก มีการเสริมสปอยเลอร์หลังที่ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับการขับขี่ในสนามแข่งรถยนต์ ที่มีช่องทางวิ่งกว้าง, ล้อหลังถูกปรับให้ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับนวัตกรรมต่างๆ ที่เพลาหลัง และ เพิ่มประสิทธิภาพขณะเข้าโค้งและเสริมการยึดเกาะ, กระจังหน้าแบบ AMG-specific radiator trim เอเอ็มจี มีวัสดุบังคับลมชุบโครเมี่ยม 15 ซี่เช่นเดียวกับรถแข่งรุ่น Mercedes-AMG GT 3,  ฝากระโปรงหน้ายาวและทรงพลัง ทำให้รถดูกว้างขวาง อีกทั้งยังมีช่องรับอากาศที่กว้าง ช่วยให้อากาศไหลผ่านเข้าสู่ระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งช่องรับอากาศนี้สามารถเปิดหรือปิดตัวเองได้อัตโนมัติ  ตามความเร็วของรถยนต์ที่ผู้ขับขี่กำหนดเอง นอกจากนั้นยังมีหลังคาผ้าใบ 3 ชั้นที่มีผิวสัมผัสนุ่ม  มีโครงสร้างเป็นโลหะผสมแมกนีเซียมและอะลูมิเนียมที่มีน้ำหนักเบา โดยสามารถกางเปิดหรือเลื่อนปิดได้อัตโนมัติภายในเวลา 11 วินาที และใช้งานได้แม้ขณะรถวิ่ง ที่ความเร็วสูงสุดที่ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ดีไซน์ภายใน มาพร้อมกับเบาะหนัง Nappa ที่อยู่ต่ำเพื่อช่วยโอบล้อมผู้ขับขี่ให้รู้สึกราวกับอยู่            ในรถแข่ง, พวงมาลัยเอเอ็มจีเพอร์ฟอร์มานซ์หุ้มหนัง Nappa และ เส้นใย DINAMICA Microfibreพร้อมหน้าจอแสดงผลบนพวงมาลัยจำนวน 2 หน้าจอแบบ AMG steering wheel buttons ลงตัวด้วยหน้าจอเรือนไมล์แบบ all-digital instrument display ขนาด 12.3 นิ้ว  หรือสามารถสร้างความโดดเด่นให้มากยิ่งขึ้นด้วยชุดเบาะเสริมแบบเอเอ็มจีเพอร์ฟอร์มานซ์  ที่สามารถปกป้องร่างกายของผู้ขับขี่และผู้โดยสารทั้งด้านหน้าและด้านหลังได้มากขึ้นด้วย พนักพิงหลังที่มีความโค้งและเสริมด้วยวัสดุเพื่อความนุ่มสบายที่ด้านข้างมากกว่าเบาะที่นั่ง  แบบมาตรฐาน, แผงหน้าปัดกว้างดีไซน์ใหม่ด้วยอัตราส่วนแบบ 16:9 ขนาด 10.15 นิ้ว ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการแบบ COMAND Online แผงควบคุมตรงกลางมีหน้าจอแสดงผลมากถึง  8 จอบริเวณคอนโซลกลางแบบ AMG DRIVE UNIT ที่ออกแบบตามลักษณะเครื่องยนต์แบบ  V8  ทำให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารรู้สึกราวกับถูกโอบล้อมด้วยปีกนก และห้องโดยสารที่สามารถเปลี่ยนสีได้หลากหลายเพื่อเพิ่มสุนทรียะในการขับขี่

นวัตกรรมและเทคโนโลยี ฝากระโปรงหน้าผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์และวัสดุ SMC (Sheet Moulding Compound) ที่ถูกพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษโดยทีมงานของ Mercedes-Benz TEC (เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทีอีซี) และผู้เชี่ยวชาญของเอเอ็มจี ทำให้ฝากระโปรงรถมีน้ำหนักเบา แต่ยังคงไว้ซึ่งความทนทานและแข็งแรง, (AMG RIDE CONTROL Sports Suspension) ของทั้ง 4 ล้อมีทั้งปีกนก แกนบังคับเลี้ยว  และโครงฐานคุมล้อ (hub carrier) ที่หล่อจากอะลูมิเนียมเพื่อลดน้ำหนักที่ไม่จำเป็นโดยล้อทั้ง 4 จะถูกควบคุมโดยกลไกปีกนกแบบ 2 ชั้น เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการหมุนของล้อ และการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง

Mercedes-AMGGT CRoadster โฉมใหม่ มาพร้อมกับระบบ AMG DYNAMIC SELECT   ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดของเกียร์หลักได้ 5 แบบ คือ “C” (Comfort)สำหรับการขับขี่ ในชีวิตประจำวัน ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลายและสะดวกสบาย, “S” (Sport) และ“S+” (Sport Plus) เน้นความเร้าใจในการขับขี่ให้มากยิ่งขึ้น และ “I” (Individual) ที่สามารถช่วย จดจำรูปแบบการขับขี่ของผู้ขับได้ อีกทั้งยังมีโหมด “RACE” ที่เป็นโหมดเสริมสำหรับผู้ขับขี่ ที่ต้องการความแรงและเกียร์ที่เปลี่ยนได้รวดเร็วเหมือนอยู่ในสนามแข่งรถ ซึ่งจะมาพร้อมกับ เสียงเครื่องยนต์ที่เร้าอารมณ์ ทั้งนี้ผู้ขับขี่สามารถสร้างข้อกำหนดทั้งหมดในแต่ละโหมดการขับขี่เองได้ด้วยการกดปุ่ม “M” (Manual)ที่อยู่ตรงกลางแผงควบคุม, ระบบเพลาหลังแบบแอคทีฟ (active rear axle steering) ที่จะหมุนเพลาล้อคู่หลังไปในทิศทางตรงกันข้ามกับเพลาล้อคู่หน้าเมื่อใช้ความเร็วสูงสุด 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อช่วยให้เข้าโค้งได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น และประหยัดแรงในการหมุนพวงมาลัย แต่หากความเร็วสูงสุดเกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป ทั้งล้อคู่หน้าและหลังจะหมุนไปในทิศทางเดียวกันเพื่อเสริมสมดุลให้กับตัวรถ ทำให้ท้ายรถไม่ปัดเมื่อหักเลี้ยว

Mercedes-AMGGT CRoadster โฉมใหม่ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ความจุกระบอกสูบ 4 ลิตร ระบบไดเรค อินเจคชั่น และระบบเกียร์แบบคลัทช์คู่ 7 สปีด (seven-speed dual clutch transmission) ที่ช่วยทำให้รถมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น และการตอบสนองของระบบเกียร์จะดีขึ้นตามจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ของผู้ขับขี่

  • Mercedes-AMG GT C Roadster ราคาเริ่มต้นที่ 17,190,000 บาท

Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4-Door Coupé โฉมใหม่

ดีไซน์ภายนอก ของ Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4-Door Coupé เป็นรถสปอร์ต  4 ประตูที่มีรากฐานมาจากทั้งรถยนต์ตระกูล SLS และ AMG GT, กระจังหน้าแบบ AMG-Specific radiator grille พร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์, aerofoil ที่สามารถ ยืดและหดได้ด้วยระบบไฟฟ้า, หลังคาซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า อีกทั้งยังมีดิสก์เบรก AMG high-performance ท่อไอเสียคู่แบบ Two round twin tailpipe เฉพาะของ AMG และล้ออัลลอย AMG น้ำหนักเบาขนาด 20 นิ้ว 5 ก้านคู่ และระบบไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ที่มีหลอดไฟ LED 84 หลอดต่อข้างเทคโนโลยีขั้นสูงที่ช่วยให้ทัศนวิสัยการขับขี่ยามค่ำคืนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด

ดีไซน์ภายใน เหมาะสมกับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ หน้าจอแบบ Widescreen cockpit  ขนาด 12.3 นิ้ว จำนวน 2 หน้าจอ ที่มาพร้อมกับระบบ COMAND Online ที่มีฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ Apple CarPlay™ และ Android Auto, พวงมาลัยแบบ  AMG Performance สปอร์ตท้ายตัดหุ้มหนัง nappa และ Touchpad แบบใหม่ที่สะดวกสบาย ยิ่งกว่าเดิม และระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester surround sound system โดย  Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4-Door Coupé มาพร้อมเบาะที่นั่งด้านหน้าแบบ AMG Performance seats ที่สามารถปรับให้กระชับกับสรีระ เพิ่มความสบายแต่แฝงด้วย ความสปอร์ตอย่างลงตัว เบาะด้านหลังตกแต่งด้วยหนังสุดหรูระดับไฮ-คลาส พร้อมที่นั่งเดี่ยว  ที่ให้ความรู้สึกสบายและผ่อนคลาย เสมือนนั่งอยู่บนเครื่องบินชั้นธุรกิจ

นวัตกรรมและเทคโนโลยี ของ Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4-Door Coupé ใช้เครื่องยนต์เบนซินแบบ V8 BITURBO ที่ให้พละกำลังสูงสุดถึง 639 แรงม้ายังมาพร้อมกับระบบควบคุมการเลี้ยวด้วยล้อหลัง (AMG Rear Axle Steering) AMG DYNAMIC PLUS package ที่ช่วยเสริมพลศาสตร์ยานยนต์และลักษณะรถยนต์แบบสปอร์ต นอกจากยางรอง   แท่นเครื่องยนต์และที่ยึดเกียร์แบบไดนามิกแล้ว แพ็กเกจดังกล่าวยังมีระบบกันสะเทือน แบบสปอร์ตที่ปรับให้แน่นขึ้น สามารถปรับได้ 3 ระดับตามสไตล์การขับขี่และสภาพถนน,  ระบบ AMG DYNAMIC SELECT ที่สามารถปรับได้ 3 โหมด คือ Sport, Sport+ และ Individual, ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist Plus), ระบบ Active Braking Assist ที่ช่วยหลีกเลี่ยงการชนกับรถยนต์คันอื่น หรือคนเดินถนนในบริเวณทางแยก, ระบบกุญแจรถยนต์แบบ KEYLESS-GO และระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ(Active Parking Assist) ที่มาพร้อมกับกล้อง 360 องศา

Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4Door Coupé โฉมใหม่ ใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติ AMG SPEEDSHIFT TCT 9-speed ที่มีชุดคำสั่งเฉพาะที่ช่วยให้ระยะทดกำลังเมื่อเปลี่ยนเกียร์สั้นที่สุด ซึ่งทำให้ความเร็วของรถเพิ่มขึ้นได้เร็วกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อขับขี่ในโหมด Sport+  และโหมดกำหนดเอง

ราคา 14,990,000 บาท

ที่มา : PG SLOT , PG SLOT

“KINTO” ธุรกิจออนไลน์รูปแบบใหม่ สำหรับลูกค้าบุคคลเช่ารถระยะยาว

โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ร่วมมือกับ โตโยต้า ลีสซิ่ง ประเทศไทย แนะนำ “KINTO” ธุรกิจออนไลน์รูปแบบใหม่ สำหรับลูกค้าบุคคล เช่ารถระยะยาวครั้งแรก ในประเทศไทย เพื่อตอบรับ กับไลฟ์สไตล์การใช้รถ ของคนรุ่นใหม่ ที่มองหา ความสะดวกสบาย ความอิสระ ในการใช้งาน ได้อย่างเต็มที่ พร้อมยกระดับ สู่การเป็น “องค์กรแห่งการขับเคลื่อน” (Mobility Company) อย่างเต็มรูปแบบ ถือเป็นการพลิกโฉม วงการธุรกิจรถยนต์ รูปแบบใหม่ครั้งแรก ในประเทศไทย

ในปัจจุบัน ที่โลก มีการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยี ถูกพัฒนา ไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิต ของลูกค้าเปลี่ยนไป นอกจากความต้องการ ในการเป็นเจ้าของรถยนต์แล้ว ยังมีลูกค้าอีกกลุ่ม ที่กำลังมองหา ทางเลือก ในการใช้รถ ที่มีความอิสระ ยืดหยุ่น ไม่ต้องกังวล กับค่าใช้จ่าย ที่จะตามมาในอนาคต โดยโตโยต้า มองเห็น ถึงความต้องการดังกล่าว จึงก่อเกิด เป็นความคิด ริเริ่ม ที่จะนำเสนอบริการ ที่มีความคล่องตัว ทันสมัย และเหมาะ กับรูปแบบ ในการใช้ชีวิต ของคนรุ่นใหม่ กลุ่มนี้ บริการ KINTOจึงได้ถูกแนะนำขึ้น เป็นครั้งแรก ในประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2562 บาคาร่า สูตรบาคาร่า

สำหรับในประเทศไทย ถือเป็นกลุ่มประเทศแรก ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่แนะนำบริการ “KINTO” โดยโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย และผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า ได้ร่วมมือกับโตโยต้า ลีสซิ่ง แนะนำธุรกิจออนไลน์ รูปแบบใหม่ สำหรับลูกค้า บุคคลเช่ารถระยะยาว ครั้งแรก “KINTO” ซึ่งมีความแตกต่าง จากระบบ การเช่าซื้อ ในปัจจุบัน ด้วยการบริการออนไลน์ อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ต้องมีเงินดาวน์ สะดวกสบาย ด้วยบริการ การบำรุงรักษา ดูแลรถยนต์ จากศูนย์บริการโตโยต้า ตลอดอายุการใช้งาน จ่ายค่าบริการ ในราคาเดียว ตลอดอายุสัญญา โดยไม่ต้องกังวล เรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ จากการใช้รถ รวมไปถึงราคาขายต่อ ของรถยนต์ ในอนาคต ทั้งหมดนี้ ถือเป็นบริการ ที่จะสร้างประสบการณ์ รูปแบบใหม่ แก่ผู้ใช้รถยนต์ ในประเทศไทย พร้อมตอบรับ กับไลฟ์สไตล์ ของคนรุ่นใหม่ จากความต้องการ เป็นเจ้าของรถ สู่การใช้งานรถยนต์ ที่มีอิสระ ในการใช้งาน อย่างเต็มที่ 

KINTOธุรกิจออนไลน์รูปแบบใหม่สำหรับลูกค้าบุคคลเช่ารถระยะยาว ภายใต้แนวคิดการให้บริการแบบครบวงจรทั้ง 3 ด้าน คือ

1. Full Service ตอบโจทย์ ความสะดวกสบาย ในทุกการขับขี่ ที่พร้อมจะดูแลด้านการบำรุงรักษารถยนต์ด้วยคุณภาพมาตรฐานและอะไหล่แท้ โดยเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า* นอกจากนั้นยังคุ้มครองด้วยประกันภัยชั้น 1 Toyota Care พร้อมด้วยบริการพิเศษช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชม. และอีกทั้งยังรวมไปถึงการดูแลเรื่องภาษีรถยนต์ประจำปี และการให้บริการรถทดแทนระหว่างซ่อม ตลอดอายุสัญญาเช่ารถ KINTO**

2. One Price ตอบโจทย์ความคุ้มค่าในการใช้รถ ด้วยแพ็กเกจในการขับขี่ รุ่นรถ ระยะเวลา และระยะทางในการใช้งานที่มีให้เลือกหลากหลาย ตอบโจทย์ทุกรูปแบบการใช้ชีวิตได้อย่างลงตัว ช่วยให้ลูกค้าใช้รถได้อย่างคุ้มค่ากับค่าบริการราคาเดียวตลอดอายุสัญญา โดยไม่ต้องมีเงินดาวน์ และลูกค้ายังไม่ต้องกังวลกับราคาขายต่อ โดยอัตราค่าบริการรายเดือนของKINTO นั้นจะใกล้เคียงกับการเช่าซื้อรถยนต์ปกติ ที่รวมค่าใช้จ่ายในการใช้รถเรียบร้อยแล้ว

3. Online Service ตอบโจทย์อิสระใหม่ในการใช้บริการ ด้วยบริการทางออนไลน์ที่ให้ความสะดวกสบายและรวดเร็วตั้งแต่ต้นจนจบ ผ่านการสมัครใช้บริการทางเว็บไซต์ www.kinto-th.com หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ตลอดระยะเวลาของการใช้บริการ และให้อิสระมากขึ้นด้วยบริการผ่านโมบายแอปพลิเคชันKINTO

*ด้านการบำรุงรักษารถยนต์สามารถเข้ารับบริการได้ที่ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ ด้านการรับมอบรถยนต์สามารถรับรถยนต์ได้เฉพาะผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าที่เข้าร่วมโครงการในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
**เฉพาะลูกค้าที่ซื้อตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2563
โตโยต้ามุ่งมั่นที่จะก้าวไปสู่การเป็น “องค์กรแห่งการขับเคลื่อน” (Mobility Company)  เพื่อการสร้างสรรค์การขับเคลื่อนอย่างมีอิสระเสรีสำหรับทุกคน ด้วยความเชื่อว่าการขับเคลื่อนไม่ได้หมายถึงเพียงแค่รถยนต์ หากแต่ยังเป็นสื่อกลางที่สำคัญในการขับเคลื่อนให้ทุกคนสามารถบรรลุถึงเป้าหมายได้ 

KINTOธุรกิจออนไลน์รูปแบบใหม่สำหรับลูกค้าบุคคลเช่ารถระยะยาว จากโตโยต้าที่มาพร้อมกับความสะดวกสบาย ความคุ้มค่าในการบริการ และอิสระในการใช้งาน เริ่มให้บริการแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป 

ติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาข้อมูลบริการเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า 02-386-3888 หรือ https://www.kinto-th.com และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า ที่เข้าร่วมโครงการในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : autospinn

ที่มา : PG SLOT , PG SLOT

ฟอร์ด เรนเจอร์ กระบะพันธุ์แกร่ง พาลุยสวนเกษตร

ฟอร์ด ประเทศไทย นำคณะสื่อมวลชนและกลุ่มเกษตรกรร่วมกิจกรรม “ฟอร์ด เรนเจอร์ แกร่ง…ทุกงานเกษตร” กับเดินทางพิสูจน์สมรรถนะรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ เยี่ยมชมสวนเกษตรและพูดคุยกับเกษตรกร ในเส้นทาง กรุงเทพฯ-นครนายก-ปราจีนบุรี-นครราชสีมา 

คณะสื่อมวลชนออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่ จ. นครนายก

โดยมีจุดหมายแรก คือ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านทุ่งกระโปรง อ.บ้านนา ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ระดับอำเภอ

ชุมชนบ้านทุ่งกระโปรงมีความโดดเด่นจากการเป็นชุมชนที่ริเริ่มปรับเปลี่ยนจากการเกษตรเชิงเดี่ยวเป็นเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานและเกษตรทฤษฎีใหม่ บาคาร่า สูตรบาคาร่า

โดยได้เรียนรู้และบริหารจัดการทรัพยากรและปัจจัยทางการเกษตร คือ ดิน น้ำ และพืช โดยมุ่งเน้นให้คนในชุมชนพึ่งตนเองได้ มีความรู้ และแบ่งปันสู่ชุมชนเพื่อความผาสุขอย่างยั่งยืน

บ้านทุ่งกระโปรงเน้นการปลูกพืชคลุมดิน เช่น ผักกูดที่มากด้วยประโยชน์ ปลูกง่าย ขยายพันธุ์ง่าย ขายคล่อง เพียบพร้อมด้วยสรรพคุณ เหมาะกับวิถีพอเพียง 

ปัจจุบัน ชุมชนบ้านทุ่งกระโปรงเป็นชุมชนที่พึ่งพาตนเองได้ในวิถีชีวิตและวิถีทำกินด้านการเกษตร เป็นต้นแบบของบุคคลและชุมชนอื่นได้ โดยระหว่างการเดินทาง สื่อมวลชนได้รับประทานอาหารกลางวันที่ปรุงโดยพืชผัก และผลผลิตทางการเกษตรที่สดใหม่ปลอดสารพิษของชุมชนบ้านทุ่งกระโปรงด้วย

หลังจากนั้น สื่อมวลชนมุ่งหน้าเยี่ยมชมสวนโกโก้ ของคุณฐาณุพงษ์ ชินธนะชัยรัตน์

 เกษตรกรยุคใหม่ ณ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี โกโก้เป็นพืชยืนต้นที่ดูแลไม่ยุ่งยากเหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย โรคพืชและแมลงศัตรูรบกวนน้อย ใช้น้ำไม่มาก ออกลูกดกทั้งปี

โดยสวนโกโก้แห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ เริ่มปลูกโกโก้จำนวน 600 ต้น เป็นสวนโกโก้แบบอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ นอกเหนือจากการปลูกโกโก้แล้ว

ยังมีการปลูกไม้ผลอื่นๆ เช่น อ้อย หรือกล้วย ซึ่งสามารถนำซากของผลไม้มาย่อยสลายทำเป็นปุ๋ยให้กับโกโก้ได้  โดยสวนโกโก้แห่งนี้ ได้เข้าร่วมกับโครงการส่งเสริมการปลูกโกโก้ออแกนิคของบริษัท เอทีเอ โปรดักส์ จำกัด เพื่อทำการส่งออกและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์โกโก้ระดับพรีเมี่ยมต่อไป 

ต่อมา คณะสื่อมวลชนได้ไปเยี่ยมชมบ้านหมากม่วง (The Mango House Farm) ฟาร์มมะม่วงที่ดำเนินงานโดยเกษตรไทยยุค 4.0

ที่ต่อยอดธุรกิจการปลูกมะม่วงของครอบครัวมานานกว่า 20 ปี ให้กลายเป็นธุรกิจแบบครบวงจร  ในช่วงเริ่มต้น บ้านหมากม่วงปลูกมะม่วงหลายสายพันธุ์

โดยเฉพาะมะม่วงน้ำดอกไม้เพื่อการจำหน่ายในประเทศ ต่อมาได้พัฒนาสายพันธุ์และเพิ่มผลผลิตจนได้คุณภาพที่ส่งออกได้ ในแต่ละปีมีผลผลิตประมาณ 180-200 ตัน

โดยคุณวราภรณ์ มงคลแพทย์ บัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์การอาหาร และเกษตรไทยรุ่นลูก ซึ่งเป็นผู้ต่อยอดธุรกิจของครอบครัว เล็งเห็นโอกาสและการเพิ่มมูลค่าผลผลิต

ด้วยการแปรรูปมะม่วงเป็นสินค้าต่างๆ เช่น ไอศกรีมมะม่วงพุดดิ้ง มะม่วงลอยแก้ว แยมมะม่วง น้ำมะม่วง มะม่วงกวนกล้วยอบน้ำสมุนไพร รวมถึงข้าวเหนียวมะม่วงสูตรเฉพาะของฟาร์ม และกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะม่วงอีกหลายที่ชวนให้เราต้องติดตาม  

หลังจากนั้น คณะสื่อมวลชนเดินทางไปเยี่ยมชมสวนอะโวคาโดคุณแดง ณ อ.ปากช่อง จ. นครราชสีมา อะโวคาโดเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ ที่เจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพพื้นที่ ให้ผลผลิตดกและเร็ว รวมถึงเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีปริมาณความต้องการสูงทั้งตลาดภายในและต่างประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี   สวนอะโวคาโด ของคุณสำเริง กลั่นกลิ่น ได้รับพันธุ์อะโวคาโดจากสถานีวิจัยพืชสวนปากช่องและพันธุ์จากโครงการหลวงทางภาคเหนือมาทดลองปลูกอย่างต่อเนื่องจนมีต้นอะโวคาโดมากกว่า 500 ต้น โดยจะปลูกแซมในสวนน้อยหน่าเพชรปากช่อง ต้นหนึ่งให้ผลผลิตประมาณ 300-500 กิโลกรัม โดยจะให้ผลผลิตประปรายตลอดทั้งปี และจะมากที่สุดในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน นอกจากนี้ สวนแห่งนี้ยังมีต้นอะโวคาโดพันธุ์พิเศษ “พันธุ์บรูนี่”  มีลักษณะผลใหญ่ คุณภาพดี รสชาติอร่อย ซึ่งมีปลูก ณ สวนแห่งนี้เพียงที่เดียวเท่านั้น   

จากนั้นคณะเดินทางก็มุ่งหน้าต่อไปยังศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อเข้าเยี่ยมชมพื้นที่การปลูกข้าวโพดและข้าวฟ่าง โดยรถกระบะ ฟอร์ดเรนเจอร์ ในสวนซึ่งมีพื้นที่กว่าสองพันไร่ บนพื้นที่ลาดเชิงเขาหินปูน ทำให้สื่อมวลชนได้สัมผัสถึงสมรรถนะอันดีเยี่ยมด้วยระบบช่วงล่างของฟอร์ดเรนเจอร์ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อลดการโคลงตัว มอบการควบคุมและการทรงตัวที่ยอดเยี่ยม พร้อมด้วยเหล็กแชสซีส์แข็งแกร่งพิเศษเสริมระบบกันสะเทือนมอบการควบคุมและความสะดวกสบายเหนือชั้น อีกทั้งยังขับขี่ง่าย ปลอดภัย ด้วยระบบพวงมาลัยผ่อนแรงแบบไฟฟ้า (EPAS) และระบบเบรกป้องกันล้อล็อค (ABS)  ก่อนกลับ สื่อมวลชนได้มีโอกาสซื้อผลผลิตจากสถาบันวิจัยฯ รวมถึงผลิตภัณฑ์ข้าวโพดแปรรูปต่างๆ เป็นของฝากก่อนจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

“ฟอร์ด ประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย เรามั่นใจว่า ฟอร์ดเรนเจอร์ ยังคงรักษานิยาม ‘เกิดมาแกร่ง’ ได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น สมรรถนะการขับขี่ที่พร้อมลุยในพื้นที่สมบุกสมบัน โดยเฉพาะในพื้นที่การเกษตร ฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบสนองต่อความต้องการของพี่น้องเกษตรกร ทั้งการบรรทุก ลากจูง รวมถึงเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยที่ถูกติดตั้งมาเพื่อผู้ขับขี่ ที่สำคัญ ฟอร์ดเรนเจอร์ มีให้เลือกหลากหลายรุ่นตามความต้องการใช้งาน ในราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้อย่างง่ายๆ  เราเชื่อมั่นว่า ฟอร์ดเรนเจอร์ พร้อมเป็นพาหนะคู่ใจที่ร่วมฝ่าฟันทุกอุปสรรคร่วมกับเกษตรกรไทยไปด้วยกัน” นางสาวกมลชนก ประเสริฐสม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย และตลาดอาเซียนกล่าว

ฟอร์ดเรนเจอร์ มีกระบะพันธุ์แกร่ง รุ่นย่อย XL ให้เกษตรกรเลือก ทั้ง แบบกระบะตอนเดียว และกระบะแบบมีแค็บ ตอบโจทย์ทุกการใช้งานของเกษตรกร ทั้ง การทำงานบรรทุกหนักสมบุกสมบัน และมอบความสะดวกสบาย เพื่อการใช้งานชีวิตประจำวัน ในราคาที่จับต้องได้ 
•    ฟอร์ดเรนเจอร์ สแตนดาร์ดแค็บ 2.2L XL เกียร์ธรรมดา 6 สปีด ในราคาเพียง 559,000 บาท 
•    ฟอร์ดเรนเจอร์ สแตนดาร์ดแค็บ 2.2L XL 4×4 เกียร์ธรรมดา 6 สปีด ในราคา 649,000 บาท
•    ฟอร์ด เรนเจอร์ โอเพ่นแค็บ XL 2.2L 4×2 เกียร์ธรรมดา 6 สปีด ในราคา 599,000 บาท
•    ฟอร์ด เรนเจอร์ ดับเบิ้ลแค็บ XL 2.2L 4×2 เกียร์ธรรมดา 6 สปีด ในราคาสุดคุ้มเพียง 689,000 บาท

ที่มา : PG SLOT , PG SLOT

เปิดจองรถยนต์ BMW X3 M ใหม่ และ BMW X4 M ใหม่ ผ่านออนไลน์

บีเอ็มดับเบิลยู เปิดโอกาสให้จองรถยนต์ตระกูล M ผ่านช่องทางออนไลน์ที่ shop.bmw.co.th เท่านั้น มีทั้ง BMW X3 M ใหม่ และ BMW X4 M ใหม่ เริ่มจองตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 พร้อมข้อเสนอพิเศษสุดกับบีเอ็มดับเบิลยู i3s และ M5 จำนวนจำกัดสำหรับช่องทางออนไลน์เท่านั้น

กัลดริค ดอนเนอซาน ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย กล่าวว่า การขยายบริการไปสู่ช่องทางการขายออนไลน์สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่มุ่งตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ในยุคดิจิทัลของลูกค้าสมัยใหม่ มอบประสบการณ์การจองรถยนต์ที่สะดวกสบาย สามารถจองรถยนต์ที่มาพร้อมข้อเสนอที่น่าดึงดูดใจได้ง่ายๆ เพียงแค่ไม่กี่คลิก ก่อนจะรอรับการติดต่อกลับจากผู้จำหน่ายรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นการเน้นย้ำถึงความสะดวกรวดเร็วของช่องทางออนไลน์นี้ 

“เราพร้อมมอบข้อเสนอที่เอ็กซ์คลูซีฟยิ่งกว่า กับโอกาสให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของบีเอ็มดับเบิลยู X3 M ใหม่และบีเอ็มดับเบิลยู X4 M ใหม่เป็นกลุ่มแรก ก่อนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยข้อเสนอพิเศษสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู i3s และ M5 ที่ครบครันด้วยโปรแกรมบำรุงรักษา ประกันภัยชั้นหนึ่ง และอุปกรณ์ตู้ชาร์จสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู i3s ซึ่งจะเปิดจำหน่ายในประเทศไทยเป็นครั้งแรก”

 บีเอ็มดับเบิลยู X3 M ใหม่ ราคาจำหน่าย: 7,699,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard) ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู X4 M ใหม่ ราคาจำหน่าย: 7,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard) บาคาร่า สูตรบาคาร่า

ทั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกกับรถยนต์ในตระกูล BMW M ที่เปิดตลาดใหม่ จับกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์เอนกประสงค์ในเซ็กเมนต์ Mid-Size Sports Activity Vehicle (SAV) และ Sports Activity Coupe (SAC) ทรงสปอร์ตคูเป้ ควบด้วยความทรงพลังแบบบีเอ็มดับเบิลยู M เข้าไว้ด้วยกัน บีเอ็มดับเบิลยู X3 M ใหม่ และ X4 M ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังใหม่ เครื่องยนต์ M TwinPower Turbo แบบ 6 สูบเรียง ที่มอบพละกำลังสูงสุด 353 กิโลวัตต์ / 480 แรงม้า สามารถเร่งความเร็วจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 4.2 วินาที สู่ความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมผนวกสุดยอดเทคโนโลยีแชสซีในสไตล์รถแข่ง และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ M xDrive ที่ส่งพละกำลังอย่างเหนือชั้นและแม่นยำบนทุกสภาพท้องถนน

ภายนอกรถยนต์ทั้งสองรุ่นได้รับการปรับปรุงช่องดักลมด้านหน้าเพื่อประสิทธิภาพในการส่งลมเย็นเข้าไประบายความร้อนในเครื่องยนต์ ตามหลักอากาศพลศาสตร์ ส่วนภายในห้องโดยสารตกแต่งในสไตล์ M อันเป็นเอกลักษณ์ เบาะนั่งปรับไฟฟ้าสไตล์ M บุด้วยหนังแท้ Merino ทรงสปอร์ตพร้อมเข็มขัดนิรภัยสไตล์ M พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นและหัวเกียร์ในสไตล์ M เสริมความสปอร์ตและสง่างามในห้องโดยสาร

อุปกรณ์พื้นฐานอื่น ๆ ของบีเอ็มดับเบิลยู X3 M ใหม่และบีเอ็มดับเบิลยู X4 M ใหม่ สำหรับรุ่นที่เสนอในประเทศไทย ยังมีล้ออัลลอย M ขนาด 21 นิ้ว หลังคาแก้ว Paranomic Glass roof ไฟหน้าแบบ Adaptive LED ชุดระบบเครื่องเสียง Harman Kardon พร้อมด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่สุดทันสมัยทั้ง Driving Assistant, Parking Assistant Plus, และบริการดิจิทัลครบวงจรภายใต้บริการ BMW ConnectedDrive อีกมากมาย

บีเอ็มดับเบิลยู X3 M ใหม่และบีเอ็มดับเบิลยู X4 M ใหม่ เปิดให้รับจองออนไลน์ล่วงหน้าแล้วผ่านทาง shop.bmw.co.th ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน โดยจะพร้อมส่งมอบในช่วงงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 36 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคมที่จะถึงนี้ และมาพร้อมกับแพคเกจ BSI Standard ซึ่งประกอบด้วยการบริการบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กม. และการรับประกัน 3 ปีไม่จำกัดระยะทาง ทั้งนี้จะเปิดให้ลูกค้าสั่งจองรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X3 M และบีเอ็มดับเบิลยู X4 M ผ่านช่องทางออนไลน์ในจำนวนจำกัดเพียงรุ่นละ 3 คันเท่านั้น

บีเอ็มดับเบิลยู i3s ราคาจำหน่าย: 3,730,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard) รูปแบบของนวัตกรรมยานยนต์แห่งความยั่งยืน ที่มาพร้อมกับการเชื่อมต่อครบวงจรอันชาญฉลาด เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมือง บีเอ็มดับเบิลยู i3s จึงมีคาแร็กเตอร์ที่เด่นชัดและเป็นเอกลักษณ์ เมื่อเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้าขนาดกะทัดรัดระดับพรีเมียมในเซ็กเมนต์เดียวกัน

บีเอ็มดับเบิลยู i3s ได้ผสานหลากหลายองค์ประกอบของการออกแบบที่ชูรูปลักษณ์อันปราดเปรียวและคล่องแคล่ว ฝากระโปรงด้านหน้าและด้านหลังโดดเด่นด้วยสีดำทรงพลัง กันชนหน้ารูปตัว U และขอบมีการพ่นสีดำสนิท คิ้วชายล่างกันชนสีเทา Frozen Grey เพิ่มมิติและความหรูหราให้กับตัวรถ กรอบกระจังหน้าไตคู่ยังถูกพ่นด้วยสีดำเงา high-gloss เสริมความโดดเด่นและทำให้ตัวรถดูกว้างขึ้น ด้านท้ายก็สะท้อนคาแร็คเตอร์อันเป็นเอกลักษณ์ ส่วนเส้นสายหลังคาและเสา A-pillar นั้นมีสีดำเงา high-gloss เสริมความสปอร์ตได้เป็นอย่างดี

ชุดช่วงล่างแบบสปอร์ตของตัวรถ มีการลดความสูงลง 10 มิลลิเมตร และขยายฐานล้อให้กว้างขึ้นได้อีก 40 มิลลิเมตร เพิ่มความสปอร์ตให้กับตัวรถ บีเอ็มดับเบิลยู i3s  มาพร้อมกับล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ลาย Double-Spoke น้ำหนักเบา มีให้เลือก 2 ด้วยกันคือสีดำ Jet Black และสลับสองสี Bicolour

รถยนต์คันนี้คือนิยามใหม่ของรถที่มีลุคสปอร์ตควบคู่ไปกับการเป็นรถยนต์ไฟฟ้าไร้การปล่อยมลพิษ แม้เครื่องยนต์จะเงียบสนิทแต่มาพร้อมสมรรถนะที่เหนือชั้น ส่งพลังที่ 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า พร้อมแรงบิดมากถึง 270 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรภายใน 6.9 วินาที ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าที่ 14.3 กิโลวัตต์ / 100 กิโลเมตร โดยสามารถทำระยะทางได้สูงสุดถึง 280 กิโลเมตร ตามมาตรฐานการทดสอบ NEDC ของยุโรป

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จะเปิดให้ลูกค้าสั่งจองรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู i3s ผ่านช่องทางออนไลน์ในจำนวนจำกัดเพียง 7 คันเท่านั้น โดยแต่ละคันจะมาพร้อมกับข้อเสนอสุดพิเศษ ดังนี้

-ฟรี การยกระดับโปรแกรมบำรุงรักษาเป็น BSI Ultimate ที่ครอบคลุมระยะเวลาบำรุงรักษา 5 ปี / 100,000 กม. และโปรแกรมการรับประกัน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
-ฟรี ประกันภัยชั้น 1 เป็นเวลาหนึ่งปี
-ฟรี ตู้ชาร์จไฟฟ้าติดผนัง พร้อมติดตั้งฟรี
ข้อเสนอทางการเงินจากบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ที่ให้ผ่อน 0% นาน 48 เดือน โดยผ่อนเริ่มต้นที่ 29,999 บาทต่อเดือน

ขณะที่ บีเอ็มดับเบิลยู M5 ราคาจำหน่าย: 13,339,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard) รถยนต์ซีดานหรูสมรรถนะสูง บีเอ็มดับเบิลยู M5 มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ M xDrive ที่มอบสมรรถนะเร้าใจที่สุดในเซกเมนต์ของรถยนต์สมรรถนะสูง มอบประสิทธิภาพความคล่องตัวสูงสุดด้วยการเน้นส่งกำลังขับเคลื่อนจากล้อหลัง ควบคู่กับการเพิ่มกำลังส่งจากล้อหน้าในกรณีที่พละกำลังขับเคลื่อนจากล้อหลังไม่เพียงพอและต้องการแรงฉุดลากที่เพิ่มขึ้น แม้ในสภาวะการขับขี่ด้วยความเร็วสูง ระบบขับเคลื่อน M xDrive ก็ทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมขุมพลังบีเอ็มดับเบิลยู M5 นี้ ได้อย่างแม่นยำและง่ายดายยิ่งขึ้น สร้างความพึงพอใจในการขับขี่ตามแบบฉบับ M ได้อย่างเหนือระดับ

บีเอ็มดับเบิลยู M5 ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ M TwinPower Turbo แบบ V8 ความจุ 4.4 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 441 กิโลวัตต์ / 600 แรงม้า ที่ 5,600 – 6,700 รอบต่อวินาที แรงบิดสูงสุด 750 นิวตันเมตร ที่ 1,800 – 5,600 รอบต่อวินาที สามารถเร่งความเร็วจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.4 วินาที และ 0 – 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 11.1 วินาที โลดแล่นด้วยความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นอกจากนี้ ห้องโดยสารยังได้รับการออกแบบมาโดยคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นสำคัญ ด้วยแผงหน้าปัดที่มีตำแหน่งต่ำลง Control Display แบบลอยตัว และ Head-Up Display ทีมีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 70 เปอร์เซ็นต์

อุปกรณ์พื้นฐานอื่น ๆ ของบีเอ็มดับเบิลยู M5 คือล้ออัลลอย M ขนาด 20 นิ้ว ลาย Double-spoke เบาะนั่งปรับไฟฟ้าบุด้วยหนังแท้ Merino และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นในสไตล์ M รวมทั้งระบบการบันเทิงและสื่อสารล่าสุด ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชั่นสั่งงานระบบ iDrive ด้วยการเคลื่อนไหวมือ (BMW gesture control) และการเชื่อมต่อและชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย

ลูกค้าที่จองรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M5 ภายใต้ข้อเสนอสุดพิเศษผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งมีจำหน่ายเพียง 6 คันเท่านั้น จะได้รับสิทธิประโยชน์ดังนี้

-ฟรี การยกระดับโปรแกรมบำรุงรักษาเป็น BSI Ultimate ที่ครอบคลุมระยะเวลาบำรุงรักษา 5 ปี / 100,000 กม. และโปรแกรมการรับประกัน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
-ฟรี ประกันภัยชั้น 1 เป็นเวลาหนึ่งปี
ข้อเสนอทางการเงินจากบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ที่ให้ผ่อน 0% นาน 48 เดือน โดยผ่อนเริ่มต้นที่ 99,999 บาทต่อเดือน

ที่มา : PG SLOT , PG SLOT