All new Nissan Sylphy 2019 ลุคใหม่ หรูหราล้ำเกินเพื่อน

All-new Nissan Sylphy 2019 เปิดตัวเป็นทางการครั้งแรกในโลกที่งาน Auto Shanghai 2019 ประเทศจีน สวยเฉียบขึ้นเยอะ All-new Nissan Sylphy 2019 ต้องโฟกัส ที่ภายในห้องโดยสาร หรูหราล้ำเกินเพื่อน

 

ย้อนไปช่วงมกราคม 2019 มีภาพหลุดแบบชัด ๆ ของ All-new Nissan Sylphy2019 ที่เห็นความสปอร์ตมากขึ้น โดยถอดแบบมาจาก All-new Nissan Teana 2019 (หรือ Altima ในสหรัฐฯ) จากนั้น 3 เดือน ก็พร้อมแล้ว กับการเปิดตัวแบบ World Premiere ที่งาน Auto Shanghai 2019 ประเทศจีน 

 

 

 

 

เผยดีไซน์แบบชัด ๆ ที่ตัวถัง All-new Nissan Sylphy2019  ดูแบน กว้าง และเตี้ยลงกว่าเจเนอเรชั่นที่แล้ว สะท้อนบุคลิกสปอร์ต ทางนิสสันเองก็เคลมว่า รถมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน 0.26 เทียบเท่ากับ Nissan GT-R บาคาร่า สูตรบาคาร่า

 
All-new Nissan Sylphy2019 มิติตัวถังเทียบกับเจเนอเรชั่นที่แล้ว

กว้าง 1,815 (+55) มม.

ยาว 4,641 (+10) มม. 

สูง 1,450 (-53) มม.

ฐานล้อ 2,712 มม. (+12) มม.

 

สิ่งที่ทำให้ว้าวสุด คือภายในห้องโดยสาร 3D Multi-layer Ergonomic กว้างและยาวขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า ตัวเบาะโดยสาร มีเดินตะเข็บ เป็นลวดลายเพชร ชวนนึกถึงเบาะ ของรถหรู จากเยอรมัน ให้หน้าจออินโฟเทนเมนต์ ขนาด 8 นิ้ว มาตรวัดอนาล็อกพร้อมจอ TFT ขนาด 7 นิ้ว พวงมาลัย 3 ก้านทรงท้ายตัด D-Shape และช่องแอร์ทรงไอพ่น

สำหรับ การตกแต่งภายใน มีให้เลือก 3 สี คือ สีดำสปอร์ต สีเทาอ่อน และสีแทน (tan) อย่างในรุ่นที่เปิดตัว ที่ดูหรูหราเกิน Segment มากทีเดียว

 

ขุมพลัง มีเพียงข้อมูลว่า มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน HR16DE Gen3 พร้อมระบบส่งกำลังใหม่ Xtronic ทำให้เครื่องยนต์นิ่ง และประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น

ด้านความปลอดภัย ก็อัปเกรด ให้สมกับที่ใช้คำว่า Intelligent เช่น ระบบป้องกันการเหยียบคันเร่ง อย่างไม่ตั้งใจ Intelligent Forward Collision Warning, ระบบเตือนจุดบอด Blind Spot Warning, ระบบรักษาเลน Lane Departure Alert, ระบบเตือนจุดบอด ขณะถอย Cross Traffic Alert และ Intelligent Driving Alert ที่รวม ความปลอดภัยหลายอย่างไว้ด้วยกัน

ราคาจำหน่ายของ All-new Nissan Sylphy2019 จะแจ้งอีกที เมื่อทำการเปิดตัวแบบ Local โดยในเจเนอเรชั่นที่แล้ว ราคาเริ่ม 120,000 หยวน หรือราว ๆ 600,000 บาท ซึ่งคาดว่าปรับขึ้นจากเดิมไม่มากนัก

สำหรับประเทศไทย All-new Nissan Sylphy 2019 น่าจะเข้าทำตลาด แทนโฉมปัจุบัน แต่รอกันถึงปี 2020 ส่วนใครที่รอไม่ไหว ก็ลองไปชม All New Toyota Collora Altis 2019 พร้อมแพลตฟอร์มใหม่ TNGA ช่วงกลางปีนี้

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : kapook

ที่มา : pgslot , PG SLOT , PGSLOTGAME

Nissan 370Z 50th Anniversary Edition 2020 ฉลอง 50 ปี สปอร์ตก้องโลก

Nissan 370Z ปี 2020 (Z34) ยังไม่ไปไหน ขออยู่ฉลอง 50 ปี (เป็นครั้งที่ 2) ให้กับ Z Car รถสปอร์ตชื่อก้องโลกของ Nissan ด้วย Nissan 370Z รุ่นปี 2020 พร้อมแพ็กเกจ 50th Anniversary Edition package ราคา 2,600 ดอลลาร์ หรือราว 83,000 บาท

 

ฉลองวนไปและในที่สุด Nissan ก็เลือกใช้มุกฉลอง 50 ปี นี้อีกเป็นครั้งที่ 2 สำหรับ Nissan 370Z (Z34) รุ่นปี 2020 ซึ่งเมื่อปีก่อน Nissan เพิ่งได้ส่ง Nissan 370Z รุ่นปี 2019 รุ่นพิเศษ Heritage Edition ออกมาด้วยเนื้อเรื่องทำนองเดียวกันล่วงหน้า แต่ครั้งนี้เปลี่ยนเป็นแพ็กเกจสำหรับ Nissan 370Z ปี 2020 ให้เลือกตกแต่งในรุ่นย่อยกลาง บาคาร่า สูตรบาคาร่า

ทั้งนี้ในส่วนของ Nissan370Z รุ่นปี 2020 ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากไปกว่าการปรับปรุงการตกแต่งภายนอก-ภายในเล็กน้อยและเพิ่มอุปกรณ์ยิบย่อยบางรายการเข้ากับยุคสมัย แต่ที่ Nissan บอกว่าเล่นใหญ่ (ใช้คำว่า Big news เบอร์นั้นเลย) คือแพ็กเกจ 50th Anniversary Edition ฉลองต้นกำเนิด Datsun 240Z ปี 1970 ที่ตั้งใจส่งมาทะลวงตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะ

 

 

 

 

ซึ่งในอดีต ก่อนที่ Datsun 240Z (S30) จะเปิดตัว ผู้ผลิตรถยนต์อเมริกันก็ขำกลิ้งมาก ประมาณว่าเหมือนเห็นแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ เพราะมีรถคูเป้อเมริกันราคาประหยัดอย่าง Ford Mustang หรือ Chevrolet Camaro ที่ถือว่าสตรองอยู่ แต่สุดท้ายถึงกับหงายเงิบ Datsun 240Z นั้นกลับปังทันที ขายกันอร่อยไปเลย โดยยุคนั้นญี่ปุ่นถือว่าเป็นมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจ เฟื่องฟูและทรงอิทธิพลอย่างที่สุด

แต่สำหรับ Nissan370Z 50th Anniversary Edition ปี 2020 ในรัชศกใหม่ “เรวะ” จะพิเศษด้วยแพ็กเกจการตกแต่งที่สะดุดตาต่างจากปกติ ดังนี้

  • ล้ออัลลอยตัดขอบวงด้วยสีแดง
  • ลายกราฟิกด้านข้างตัวรถ
  • สกิมสีตัวถังขาว-แดง/ เงิน-ดำ
  • ภายในตกแต่งสกิมสีดำ-แดง เบาะปั้มสัญลักษณ์ 50 ปี
  • กระจกมองข้างสีดำ
  • ป้าย  50th Anniversary Edition ท้ายรถและบังโคลนหน้า

นอกจากนี้ ความแปลกที่น่าสนใจของ Nissan370Z 50th Anniversary Edition ปี 2020 คือการเลือกถอดสเกิร์ตหน้า-หลัง อุปกรณ์มาตรฐานออกไป ซึ่งการถอดเครื่ององค์นี้เองทำให้ Nissan370Z 50th Anniversary Edition ปี 2020 ดูเรียล พิสุทธิ์ แบบคลาสสิก เด่นด้วยรูปทรงลอยเหนือพื้นแบบในอดีต ต่างจากปัจจุบันที่รถมักถูกดีไซน์ให้มีแนวเส้นแนบขนานพื้นด้วยสเกิร์ต

 

ทางด้านขุมพลัง Nissan370Z ปี 2020 คงเดิมคือ เครื่องยนต์เบนซิน V6 สูบ ขนาดความจุ 3.7 ลิตร DOHC 24 วาล์ว VVEL ให้กำลังสูงสุด 332 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 366 นิวตันเมตร มีทั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และมีเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ซึ่งถ้าขับในเมืองแบบเคลื่อนตัวแล้วหยุดก็ไม่ค่อยจะชิลนัก เพราะ Output หนักและคอยแต่จะพุ่ง ตามประสาเครื่องลิตรเยอะที่มากด้วยเทคโนโลยีรีดสมรรถนะ

Nissan370Z ปี 2020 ในสหรัฐฯ จะมีทั้งหมด 4 เกรด ได้แก่
  • 370Z Coupe                                      ราคา 30,090-31,490 ดอลลาร์ (9.6 แสนบาท-1 ล้านบาท)
  • 370Z Coupe Sport                             ราคา 33,820-35,070 ดอลลาร์ (1.08-1.12 ล้านบาท)
  • 370Z Coupe Sport Touring               ราคา 39,490 ดอลลาร์ (1.26 ล้านบาท)
  • 370Z Coupe NISMO                         ราคา 45,790-47,190 ดอลลาร์ (1.46-1.5 ล้านบาท)

 

 

 

 

ส่วนแพ็กเกจ 50th Anniversary Edition จะมีให้เลือกแบบ Exclusive เฉพาะ Nissan370Z เกรด Coupe Sport เท่านั้น ราคาแพ็กเกจตั้งไว้ 2,600 ดอลลาร์ หรือต้องจ่ายเพิ่มอีกราว 83,000 บาท จากราคาตัวรถ ถ้าต้องการร่วมฉลอง 50 ปี Z Car ซึ่งจะตรงกับ Nissan370Z (Z34) โฉมนี้ ที่อยู่มายาวนาน หรือถ้าจะพูดให้ฟังดูมีอะไรหน่อย อาจเคลมได้ว่าอยู่ข้ามรัชศก “เฮเซ” กับ “เรวะ” กันเลยทีเดียว

ที่มา : pgslot , PG SLOT , PGSLOTGAME

Toyota JPN Taxi รถยนต์แท็กซี่ญี่ปุ่น พร้อมบริการที่สุดยอด

Toyota JPN Taxi รถแท็กซี่ญี่ปุ่นยุคใหม่จาก Toyota แทนที่ Toyota Crown สะท้อนความสุดยอดด้านบริการ สะดวกสบายสไตล์ลอนดอนแท็กซี่ หรือ London Black Cab ด้วยราคาขายพอ ๆ กับ Toyota Alphard

Toyota กับภาพลักษณ์การเป็นรถสาธารณะอย่างแท็กซี่นั้นดูจะแยกออกจากกันไม่ขาดจริง ๆ ซึ่งอาจไม่ใช่แค่เฉพาะเมืองไทย ที่ Toyota Corolla Altis มักถูกมองว่าเป็นรถแท็กซี่ด้วยทัศนคติในเชิงลบสำหรับคนบางส่วน แม้ความเป็นจริงในหลายประเทศคือไอคอน (เหมือนที่รถตุ๊กตุ๊กเป็น) ทั้งเยอรมนี อังกฤษ อเมริกา ที่บ้างก็เป็นรถชั้นดี ทนทานหรือมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง หรือเป็นได้ทั้งหมดอย่างรถแท็กซี่ในญี่ปุ่น บาคาร่า สูตรบาคาร่า

แน่นอนว่าสำหรับรถแท็กซี่ญี่ปุ่นแล้ว นอกเหนือจากบริการอันสุดจะดีงาม (จริง ๆ เรื่องบริการนี้จะเรียกว่าเป็นวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นเลยน่าจะได้) มีทุกสิ่งที่ไม่ธรรมดาและไม่แพ้ชาติใดในโลก เป็นต้นว่า ความสะอาด สะดวกสบาย การบำรุงรักษาอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ที่ดูแปลกตาอย่าง Toyota JPNTaxi

 

Toyota JPNTaxi รถแท็กซี่ญี่ปุ่นรุ่นใหม่ล่าสุดจาก Toyota  เริ่มวางจำหน่ายครั้งแรกมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2017 เพื่อทดแทน Toyota Crown Comfort (S130) ซึ่งมาพร้อมกับสไตลิ่งใหม่เลียนแบบ London Black Cab แต่ Toyota JPNTaxi สร้างสรรค์ให้มีฟังก์ชันที่บ่งบอกถึงความเอาใจใส่แบบญี่ปุ่นอย่างแท้ทรู เช่น

 

 

 

 
  • การแบ่งแยกสีบริเวณโดยสารและโชเฟอร์ให้แตกต่างกันชัดเจน ซึ่งส่วนของผู้โดยสารจะตกแต่งโทนสีน้ำตาลอบอุ่น
  • พื้นที่โดยสารถูกออกแบบให้มีพื้นที่กว้างมาก หลังคาสูง เข้า-ออกสะดวก พร้อมประตูสไลด์ไฟฟ้าด้านซ้าย ส่วนด้านขวาเป็นบานสวิง (ประตูเปิด-ปิดเองโดยคนขับนี้มีในแท็กซี่ญี่ปุ่นทุกคันนานแล้ว)
  • รองรับวีลแชร์ เบาะหน้าฝั่งผู้โดยสารตลบพับตั้งไปด้านหน้าได้ เบาะรองนั่งผู้โดยสารยกขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่สำหรับรถเข็น พร้อม Ramp ถอดได้ ติดตั้งไว้ท้ายรถสำหรับประกอบพาดกับตัวรถ ทั้งหมดใช้เวลาเพียง 3 นาที ซึ่งเอื้อต่อผู้ที่ต้องใช้รถเข็นให้สามารถเดินทางได้สะดวกในทุก ๆ จุด
  • รองรับกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่หลายใบ
  • ที่เสียบชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้โดยสาร
  • ระบบกรองอากาศ Nano E
  • กระจก Privacy Glass ตัดรังสี UV ได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

รวมถึงฟีเจอร์ยิบย่อยอื่น ๆ อีกมากมาย ที่เก็บทุกรายละเอียดจากแนวคิดที่มีความเป็น Hospitality สูงแบบคนญี่ปุ่น อย่างไฟ LED หัวเข็มขัดนิรภัย เพื่อสะดวกต่อการมองเห็นยามเสียบหรือปลดออก ที่จับสำหรับเด็กขณะขึ้น-ลงรถ ล้วนถูกออกแบบมาอย่างตั้งอกตั้งใจ

 

หรือแม้กระทั่งส่วนของโชเฟอร์ก็ถูกออกแบบมาให้พร้อมสำหรับการบริการและเก็บของส่วนตัว เพื่อความเป็นระเบียบ การจัดวางง่ายต่อการทำงาน เครื่องรูดบัตรเครดิตก็ถูกดีไซน์แบบบิวต์อินมาให้เรียบร้อย ละเอียดได้มากขนาดนี้ต้องยกให้รถแท็กซี่ญี่ปุ่น

ส่วนระบบความปลอดภัยก็ไม่แพ้รถยนต์นั่งส่วนบุคคล มีทั้งระบบหลีกเลี่ยงการชนด้านหน้า, ระบบเตือนรักษาช่องทางจราจร, ระบบลดไฟสูงอัตโนมัติ และระบบเตือนออกรถ เป็นต้น

 

ทางด้านขุมพลังรถแท็กซี่ญี่ปุ่นรุ่นใหม่อย่าง Toyota JPN Taxi ได้รับการพัฒนาจากเดิมที่ใช้ LPG มาตั้งแต่ต้นยุค 60 (รถแท็กซี่ไทยในอดีตที่ใช้ LPG ก็มาจากการเอาอย่างญี่ปุ่น) เป็น Hybrid ไฟฟ้าผสม LPG ประกอบด้วยเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ใช้เชื้อเพลิง LPG และมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อเสริมแรงบิด เพราะเครื่องยนต์เล็กลงกว่ารุ่นเก่า

สำหรับราคาของ Toyota JPNTaxi นับว่าไม่ถูก พอ ๆ กับ Toyota Alphard และ All-new Toyota Camry 2019 ซึ่งในญี่ปุ่น มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย

  • รุ่นมาตรฐาน ราคา 3,277,800 เยน (9.36 แสนบาท)
  • รุ่นท็อป ราคา 3,499,200 เยน (9.99 แสนบาท)

อย่างไรก็ตามรถแท็กซี่ญี่ปุ่นรุ่นใหม่ ก็ไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะ Toyota JPNTaxi เพราะมีให้เลือกมากมายหลายรูปแบบทั้งรุ่นเดิม Toyota Crown (S130) และ Nissan Cedric (Y31) ที่ยังวิ่งให้บริการเป็นส่วนใหญ่แล้ว ยังมีรุ่นอื่น ๆ เช่น Toyota Sienta, Honda Stream All-new Toyota Camry 2019 หรือ Toyota Alphard ก็มีให้เห็น เพียงแต่ไม่เยอะมาก แม้ Toyota JPN Taxi ปัจจุบันก็ยังถือว่าน้อยกว่ารุ่นคลาสสิกแบบ Toyota Crown ซึ่งยังนั่งสบายและนุ่มเงียบมาก

Nissan Cedric

 

Nissan Cedric

แต่สิ่งที่สำคัญของรถแท็กซี่ญี่ปุ่นคือตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนถึงความสุดยอดด้านบริการที่ทำให้แตกต่างจากชาติอื่น ๆ ไม่ใช่แค่ตัวรถที่ถูกออกแบบมาอย่างใส่ใจเท่านั้น การให้บริการก็ไม่ต่างกัน ทั้งหมดคือความน่าประทับใจแบบญี่ปุ่นโดยที่คุณจะไม่รู้สึกอึดอัดกับการที่ Toyota หรือรถรุ่นอื่น ๆ กลายเป็นรถ Taxi เลยแม้แต่น้อย

ที่มา : pgslot , PG SLOT , PGSLOTGAME

Honda Shuttle 2019 ใหม่ ต่อยอด Honda Jazz

Honda Shuttle 2019 ขั้นกว่าของ Honda Jazz ปรับโฉมใหม่ เตรียมเปิดตัวในญี่ปุ่น Honda Shuttle 2019 รถเล็กที่เล่นใหญ่ ด้วยภายใน อรรถประโยชน์สไตล์แวกอน

 

Honda Shuttle รถอเนกประสงค์ ขนาดซับคอมแพกต์ ที่ใช้พื้นฐานร่วมกับ Honda Jazz แต่มาในรูปแบบ ตัวถังแวกอน เตรียมเปิดตัว Honda Shuttle 2019 รุ่นปรับโฉมใหม่ในญี่ปุ่น แม้สไตล์ตัวถังลักษณะนี้ ไม่เป็นที่นิยมมากพอ สำหรับทำตลาดไทย แต่ในเรื่องของประโยชน์ใช้สอย Honda Shuttle นั้นจัดว่าเป็นรถที่น่าใช้มากมายเลยทีเดียว บาคาร่า สูตรบาคาร่า

สำหรับนักขับอายุน้อย รถทรงสปอร์ตหุ่นสวย แรง เร็ว อาจเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป รถบางประเภท ที่ให้ทั้งความสะดวก ความสบาย ขับง่ายไปเรื่อย ๆ และมากประโยชน์ใช้สอย แต่ไม่เร้าใจอย่าง Honda Shuttle2019 อาจกลายเป็นสิ่งที่ดีกว่าก็ได้

โดยการเปลี่ยนแปลงของ Honda Shuttle2019 ใหม่ ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นปี 2018 นัก แค่ปรับการออกแบบ กันชนหน้าใหม่ คาดเส้นโครเมียม พร้อมไฟตัดหมอก LED แนวนอน เรียบง่าย ล้ออัลลอยลายใหม่ซี่ถี่ ไฟท้ายดีไซน์ใหม่ แต่ภาพรวมหรูหราขึ้น

 

ส่วนภายใน Honda Shuttle2019 ใหม่ เปลี่ยนการตกแต่งเล็กน้อย  อย่างลาย และสีผ้าหุ้มเบาะ และมีเบาะหนังแท้ ให้เลือกเป็นออปชั่น (รุ่นปี 2018 มีเฉพาะเบาะผ้าทั้งตัว และเบาะผ้าสลับหนัง ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย) นอกเหนือจากนี้ยังคงเดิม

โดยเฉพาะ พื้นที่เก็บสัมภาระ ขนาดความจุมากถึง 570 ลิตร ซึ่งเมื่อพับเบาะหลังลง จะได้เนื้อที่สำหรับสิ่งของ และอุปกรณ์ต่าง ๆ เพิ่มขึ้นเป็น 1,114 ลิตร ขอบฝาท้ายด้านล่าง เว้าต่ำมาก สูงจากพื้นเพียง 54 ซม. ช่วยให้การยกของขึ้น ทำได้ง่าย แถมพื้นรถยังราบเรียบ เสมอกัน พร้อมหลุมเก็บของท้ายรถ ซ่อนไว้ด้านล่าง

ทางด้านขุมพลัง Honda Shuttle2019 ใหม่ ยังคงมีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร 132 แรงม้า และแรงบิด 155 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT สำหรับรุ่นย่อย G Honda SENSING พร้อมระบบขับเคลื่อนให้เลือกทั้งแบบ 2 และ 4 ล้อ

 

ส่วนอีกแบบเป็นขุมพลัง Hybrid (Sport Hybrid i-DCD) ประกอบด้วยเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 110 แรงม้า และแรงบิด 134 นิวตันเมตร ทำงานประสานกับมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ให้กำลัง 22 แรงม้า และแรงบิด 160 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด มีระบบขับเคลื่อนให้เลือกใช้งานทั้ง 2 แบบ เช่นกันทั้ง 3 รุ่นย่อย Hybrid Honda SENSING, Hybrid X Honda SENSING และ Hybrid Z Honda SENSING

ทั้งนี้ Honda Shuttle2019 ใหม่ มีกำหนดเปิดตัวและวางจำหน่ายในญี่ปุ่นเดือนพฤษภาคม 2562 ส่วนราคาคงไม่ปรับไปจากเดิมนัก โดยปัจจุบันรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน (G Honda SENSING) เริ่มต้นที่ 1.77 ล้านเยน หรือประมาณ 5.06 แสนบาท ขณะที่รุ่นแพงสุดของเวอร์ชั่น Hybrid (Hybrid Z Honda SENSING) ขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคาจะอยู่ที่ 2.63 ล้านเยน หรือราว 7.53 แสนบาท

Toyota Mark X 2019 Final Edition ปิดตำนาน ซีดานขนาดกลาง

Toyota Mark X 2019 Final Edition ซีดานขนาดกลาง เตรียมอำลาสายการผลิตปลายปี 2562 ในยุคที่รถขับเคลื่อนล้อหลังเกินความจำเป็น โดย Toyota MarkX 2019 Final Edition ในญี่ปุ่นจะได้รับการตกแต่งพิเศษราคาปรับเพิ่มกว่าปกติเล็กน้อย

เตรียมปิดฉากซีดานขนาดกลางขับหลังของ Toyota ไปอีกรุ่น สำหรับ Toyota MarkX ซึ่งเกิดมาสนองความต้องการของผู้ขับขี่ที่อยากได้รถขนาดเดียวกับ Toyota Camry แต่ไม่ชอบฟีลลิ่งของการขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หน้า และตอนนี้ดูเหมือนทุกอย่างจะสิ้นสุดลงแล้ว ด้วยรุ่นพิเศษ Toyota Mark X 2019 Final Edition ก่อนอำลาสายการผลิตปลายปี 2562 บาคาร่า สูตรบาคาร่า

Toyota MarkX 2019 Final Edition รุ่นฟินาเล่ของตระกูล Mark X (ซึ่งสืบเชื้อสายมายาวนานจาก Toyota Corona Mark II ในปี 1968 และไทยเองก็มีจำหน่ายด้วยเช่นกัน) โดยเป็นการนำเอา Toyota MarkX 2019 รุ่นย่อย 250S/ 250S Four ที่มีจำหน่ายในญี่ปุ่น ด้วยราคาเริ่มต้น 3,207,600 เยน (9.19 แสนบาท) มาตกแต่งให้พิเศษส่งท้าย ทั้งภายใน-ภายนอก ดังนี้

  • ล้ออะลูมิเนียม ขนาด 18 นิ้ว ฉาบด้วยโลหะ (รุ่น 250S Four ขับเคลื่อน 4 ล้อ จะเป็นขนาด 16 นิ้ว)
  • คิ้วกรอบช่องดักอากาศโครเมียม (ปกติเป็นสีดำ)
  • พวงมาลัยหุ้มหนังแท้เย็บตะเข็บด้วยด้ายสีแดง
  • หัวเกียร์หุ้มหนังแท้ คันเกียร์หุ้มหนังเทียมเย็บด้ายสีแดง
  • แผงข้างประตูบุหนังสีแดง มือจับประตูทำจากวัสดุ Aquawish (ซึ่งน่าจะฆ่าเชื้อโรคได้ด้วย)
  • ที่เท้าแขนหุ้มหนังเทียมเย็บด้ายสีแดง
  • เบาะนั่งหุ้มอัลคันทาราสีดำและหนังเทียมสีแดง
  • โซนาร์กะระยะหน้า-หลัง รวม 6 จุด (ปกติเป็นออปชั่น)

ส่วนสีตัวถังของ Toyota MarkX 2019 Final Edition จะมีให้เลือก 3 เฉดสี ได้แก่

  • สีขาว White Pearl Crystal Shine (จ่ายเพิ่ม 37,800 เยน หรือประมาณ 11,000 บาท)
  • สีดำ Black Pearl (จ่ายเพิ่ม 54,000 เยน หรือประมาณ 15,500 บาท)
  • สีเงิน Silver Metallic

โดย Toyota MarkX 2019 Final Edition จะมีให้เลือก 2 รุ่นย่อย คือ 250S (ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง) และ 250S Four (ขับเคลื่อน 4 ล้อ) ทั้ง 2 รุ่น ใช้เครื่องยนต์เบนซิน แบบ วี 6 สูบ ขนาด 2.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 203 แรงม้า และแรงบิด 243 นิวตันเมตร

สำหรับราคาจำหน่ายของ Toyota MarkX 2019 Final Edition รุ่น 250S จะอยู่ที่ 3,331,800 เยน หรือราว 9.54 แสนบาท ขณะที่รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคาจะอยู่ที่ 3,489,480 เยน หรือ 9.99 แสนบาท ถือเป็นการเตรียมปิดตำนานรถซีดานขับหลังของ Toyota ไปอีกรุ่น และก็น่าห่วงว่า Lexus GS ที่ใช้พื้นฐานร่วมกันนั้นจะรอดหรือไม่

Honda BR-V 2019 โฉมใหม่ หรูหรา น่าขับมากขึ้น

Honda BR-V 2019 ใหม่ เปิดตัวอินโดนีเซีย ปรับโฉมยกระดับให้ดูหรูหรา พร้อมเพิ่มฟีเจอร์อำนวยความสะดวกสบาย โดย Honda BR-V 2019 ใหม่ มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย ราคาเริ่ม 5.33 แสนบาท

Honda BR-V 2018

Honda อินโดนีเซีย เปิดตัวรถครอสโอเวอร์ เอสยูวี ขนาดเล็ก Honda BR-V2019 รุ่นปรับโฉมใหม่ พยายามนำเสนอความหรูหราทั้งภายนอก-ภายในที่มากขึ้นด้วยการตกแต่ง รวมถึงเพิ่มพีเจอร์อำนวยความสะดวกและความสบาย เพื่อยังคงให้ Honda BR-V2019 ดูน่าสนใจท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือดของรถ 7 ที่นั่ง โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับ Mitsubishi Xpander 2019 บาคาร่า สูตรบาคาร่า

สำหรับภายนอกของ Honda BR-V2019 ใหม่ เน้นการปรับเปลี่ยนในรายละเอียด อย่างไฟวิ่งกลางวัน LED กันชนหน้า-หลังดีไซน์ใหม่ กระจังหน้าเก็บดำ สปอยเลอร์ใต้กันชน ล้ออัลลอยลายใหม่ กระจกกรองแสง เสาอากาศแบบ Shark Fin และมีสีตัวถังให้เลือก 6 สี ได้แก่

  • สีเหลือง Premium Amber Metallic
  • สีแดง Coffee Cherry Red Metallic
  • สีดำ Crystal Black Pearl
  • สีเทา Modern Steel Metallic
  • สีเงิน Lunar Silver Metallic
  • สีขาว Taffeta White

ส่วนภายใน Honda BR-V2019 ในอินโดนีเซียนั้นพรีเซนต์ความพรีเมียมมากขึ้น เบาะนั่งหุ้มด้วยหนังสีดำคาดแดง โดยฝั่งคนขับสามารถปรับระดับความสูงได้ ขณะที่เบาะผู้โดยสารแถว 2 และที่เท้าแขนเพิ่มความหนาเพื่อให้นั่งได้สบายมากขึ้น พวงมาลัย หัวเกียร์ ที่เท้าแขนแผงประตูถูกหุ้มด้วยหนัง ให้สัมผัสที่สบายกว่ารุ่นเดิม แต่ทั้งนี้อุปกรณ์ที่กล่าวมาอาจไม่ได้มีให้ครบในทุกรุ่นย่อย (แน่นอนว่าผู้ผลิตรถยนต์ต้องอวดรายการอุปกรณ์ในรุ่นสูงสุดเป็นส่วนใหญ่)

ทางด้านขุมพลังของ Honda BR-V 2019 ก็ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนหรือปรับปรุงอะไร ยังคงเป็นเครื่องยนต์บล็อกเดิม ขนาด 1.5 ลิตร i-VTEC ให้กำลังสูงสุด 120 แรงม้า และแรงบิด 145 นิวตันเมตร มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อยที่มีทั้งหมด 3 เกรด ดังนี้

  • S เกียร์ธรรมดา ราคา 238,000,000 รูเปียห์ (5.33 แสนบาท)
  • E เกียร์ธรรมดา ราคา 252,500,000 รูเปียห์ (5.66 แสนบาท)
  • E เกียร์อัตโนมัติ ราคา 262,500,000 รูเปียห์ (5.88 แสนบาท)
  • Prestige เกียร์อัตโนมัติ ราคา 279,500,000 รูเปียห์ (6.26 แสนบาท)

อย่างไรก็ตามสำหรับเมืองไทย Honda BR-V 2019 น่าจะปรับโฉมเหมือนอินโดนีเซียด้วยเช่นกัน ซึ่งในรายละเอียดนั้นจะต่างกันแค่ไหนคงต้องลุ้นกัน แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรให้กังวล จะหันไปเลือก Mitsubishi Xpander 2019 หรือ Suzuki Ertiga 2019 ที่ถูกกว่าเลยก็ได้อีกนั่นแหละ

เริ่มจากภายนอกกันก่อนเลยครับ ด้านหน้าถ้าเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้ ผมว่าดูลงตัวมากกว่าเดิมครับ กันชนหน้าดีไซน์ใหม่ พร้อมชายกันชนล่าง และกระจังแบบใหม่ มองแล้วดูหรูหราและโฉบเฉี่ยวกว่าในโฉมก่อน และในรุ่นไมเนอร์เชนจ์นี้ เค้าได้เพิ่มไฟ Daytime Running Light มาให้ด้วยนะครับ ส่วนไฟตัดหมอก ก็ได้เปลี่ยนเป็นดีไซน์แบบใหม่

ล้ออัลลอยสีทูโทนขนาด 16 นิ้ว ที่เป็นลายแบบใหม่ ต่างจากของเดิมที่เป็นคล้ายๆลายใบพัด ซึ่งบางคนก็บอกว่าล้อตัวเก่าสวยกว่า แต่ผมมองว่าล้อของรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ดูสวยกว่านะครับ ลายของล้อดูเรียบง่ายไม่หวือหวามากจนเกินไป

กาบชายล่างด้านข้าง ดูมีมิติมากกว่าในโฉมก่อน พร้อมเพิ่มแถบโครเมี่ยมมาให้ด้วย ส่วนเสาอากาศ เค้าได้เปลี่ยนจากเดิมที่เป็นแบบแท่ง มาเป็นแบบครีบฉลามที่ดูทันสมัย

ด้านท้ายมาพร้อมกันชนหลัง และชายกันชนล่างดีไซน์ใหม่ การดีไซน์ของภายนอกในโฉมไมเนอร์เชนจ์นี้ โดยรวมแล้วจะเห็นได้ว่าทางฮอนด้าได้เพิ่มชิ้นส่วนที่เป็นสีโครเมี่ยมเข้ามาเป็นส่วนประกอบมากขึ้น ช่วยเพิ่มความหรูหราให้กับตัวรถ

Honda BR-V 2019 ได้เพิ่มสีตัวถังภายนอกใหม่ 2 สี คือ สีแดงมุก Passion Red Pearl และ สีขาวมุก Platinum White Pearl

ภายในห้องโดยสาร ได้เปลี่ยนใหม่เป็นสีทูโทน ดำ – แดง ออกแนวสปอร์ตดุดัน และที่เบาะนั่งคนขับปรับแบบ 6 ทิศทาง

เอาใจสายบรรเทิง ด้วยเครื่องเสียง ระบบสัมผัส Touchscreen ขนาด 7 นิ้ว ที่รองรับระบบปฏิบัติการ iOS และ Android พร้อมเพิ่มลำโพงเป็น 6 ตำแหน่ง โดยรวมของภายใน ก็เน้นไปที่ความสะดวกสบายและสีสันที่ดูสวยงามลงตัวยิ่งขึ้นครับ

เครื่องยนต์ ยังคงใช้เครื่องยนต์และเกียร์ ตัวเดิม นั่นก็คือ เครื่องยนต์ SOHC i-VTEC ขนาด 1.5 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว 117 แรงม้า และระบบเกียร์ CVT ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม รองรับพลังงานทางเลือก E20 และ E85

ในส่วนฟีลลิ่งการขับขี่ ก็ไม่มีอะไรที่แตกต่างไปจากโฉมก่อนหน้านี้ครับ เป็นรถครอบครัวที่เหมาะกับการใช้งานในเมืองและนอกเมือง กำลังเครื่องไม่อืด แต่ก็ไม่ได้แรงจนหวือหวา ระยะลอยตัวเมื่อวิ่งทางไกลอยู่ที่ประมาณ 120 กม./ชม. ช่วงล่างอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ส่วนในเรื่องของการเก็บเสียง จะเริ่มได้ยินเสียงลมเข้ามาในตัวรถที่ช่วงความเร็วประมาณ 110 กม./ชม. โดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถครอบครัวครับ มีให้เลือก 2 รุ่นครับ

รุ่น V (เบาะ 2แถว 5ที่นั่ง) ราคา 7.65 แสนบาท

รุ่น SV (เบาะ 3แถว 7ที่นั่ง) ราคา 8.35 แสนบาท

มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีแดงแพสชั่น (มุก) ใหม่ สีขาวแพลทินัม (มุก) ใหม่ สีเงินลูนาร์  (เมทัลลิก) สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) สีดำคริสตัล (มุก) และสีขาวทาฟเฟต้า

และขอขอบคุณ Bullsone ที่ได้เอื้อเฟื้อผลิตภัณฑ์ Waterless 2 in 1 Cleaner ทำความสะอาดรถโดยไม่ต้องใช้น้ำ ให้ทีมงานได้ใช้ในการทำความสะอาดรถในครั้งนี้ครับ

ที่มา : pgslot , PG SLOT , PGSLOTGAME

Toyota Hilux Revo 2019 ปล่อยเวอร์ชั่นพิเศษ ที่ไม่ธรรมดา

Toyota Hilux Revo 2019 ยุโรป เตรียมปล่อยรุ่นพิเศษ Special Edition รองรับยอดขายรถกระบะที่ขยายตัวสูงขึ้น โดย Toyota Hilux Revo2019 จะมาพร้อมบุคลิกสปอร์ต และติดตั้ง Toyota Safety Sense เป็นอุปกรณ์มาตรฐานทุกรุ่นย่อย

Toyota Hilux Revo Special Edition2019

Toyota ยุโรป ส่ง Toyota Hilux Revo Special Edition2019 รุ่นตกแต่งพิเศษสำหรับเป็นไฮไลต์ในงาน Commercial Vehicle Show 2019 ที่เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 เมษายน ถึง 2 พฤษภาคม 2562 ด้วยบุคลิกที่สปอร์ตกว่ารุ่นปกติ กำหนดเริ่มวางขายเดือนสิงหาคม แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ Toyota HiluxRevo รุ่นปี 2019 ทุกรุ่นย่อย จะได้ Toyota Safety Sense เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน บาคาร่า สูตรบาคาร่า

 

Toyota Hilux รุ่นย่อย Invincible

ทั้งนี้ถ้าพูดถึงการตกแต่งภายนอกและภายใน Toyota HiluxRevo Special Edition 2019 ของยุโรป (อันที่จริงใช้ชื่อสั้น ๆ แค่ว่า Toyota Hilux) ก็ไม่ได้แซ่บเกินหน้า Toyota Hilux Revo ของไทยนัก และปกติมีแค่รุ่นย่อยสูงสุดอย่าง Invincible X ตัวถัง 4 ประตู ดับเบิ้ลแค็บ รุ่นเดียวเท่านั้นที่ได้กระจังหน้าใหม่หกเหลี่ยม

 

 

 

 

 

 

 

 

ส่วน Toyota Hilux Revo Special Edition2019 จะมีให้เลือกสำหรับรุ่นย่อยตัวถัง 4 ประตู ดับเบิ้ลแค็บ รุ่นกลางไปจนถึงรุ่นสูงสุด และตัวถัง 2 ประตู เอ็กซ์ตร้าแค็บ (ส่วนนี้ ทางยุโรประบุให้แค็บเปิดได้ นับรวมเป็นประตู 4 บาน เหมือนกัน) เฉพาะรุ่นกลาง ภายนอกเก็บดำด้วยกรอบพลาสติกเงา ทั้งรอบกระจังหน้า กระจกมองข้าง มือจับประตู-ฝาท้าย รวมถึงล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว สีดำ ปัดเงาผิวหน้า ให้กลายเป็นทู-โทน

 

ขณะที่ภายใน Toyota Hilux Revo Special Edition2019 ใช้ธีมแบบ All in black คือทุกอย่างดำหมด ตั้งแต่เสาหลังคา แผงบุหลังคา เบาะ และ Trim ตกแต่งรอบห้องโดยสารเน้นสีดำ เปียโน แบล็ก เงาจัด ซึ่งภาพรวมก็ดูเท่ ขรึมกว่ารุ่นปกติที่ไม่ดำล้วน รวมถึง Trim เป็นสีเงินอาจไม่ค่อยจะสปอร์ตนัก

 

Toyota Hilux รุ่นย่อย Invicible X ติดตั้งล้อ+หลังคากระบะหลัง เป็นอุปกรณ์เสริม

 

แต่ที่น่าสนใจสุด ๆ และเป็นไปได้ว่าอนาคตเผื่อ Toyota Hilux Revo2019 ไทย จะติดตั้งมาให้บ้างคือระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense โดยรุ่นปี 2019 ในยุโรป นับตั้งแต่รุ่นที่วางจำหน่ายเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป จะติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานให้กับทุกรุ่นย่อย (ปัจจุบันเป็นออปชั่น) อันประกอบด้วย

  • ระบบป้องกันการชนด้านหน้า (ตรวจจับคนเดินถนนได้)
  • ระบบเตือนและรักษาช่องทางจราจร
  • ระบบลดไฟสูงอัตโนมัติ
  • ระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผัน
  • ระบบแจ้งเตือนป้ายสัญญาณจราจร
 

สำหรับขุมพลังของ Toyota Hilux Revo2019 เวอร์ชันยุโรป ถ้าเอารสนิยมคนไทยส่วนใหญ่เป็นตัวตั้ง ที่แรงม้าต้องแน่น ๆ อวดได้ ทางฝั่งยุโรปจะธรรมดามาก และมีแบบเดียวคือ เครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร  ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร แบบเดียวกับ Toyota Hilux Revo2019 รุ่น 2.4 ของไทย ที่มาในรหัส 2GD-FTV เท่านั้น

ซึ่งความจริงเครื่องดีเซล 2.4 ลิตร ก็เพียงพอต่อการใช้งาน เพราะแรงบิดที่ได้ไม่น้อยกว่าเครื่องดีเซล 2.8 ลิตร มากนัก ส่วนแรงม้าจะมีผลต่อความเร็วสูงสุดนั้นเหลือเฝือสำหรับรถกระบะยกสูงที่ไม่ใช่ “รถสปอร์ต”

 

อย่างไรก็ตาม Toyota ยังไม่มีการประกาศราคา Toyota HiluxRevo Special Edition 2019 ว่าจะแพงกว่าปกติแค่ไหน แต่ถ้า ToyotaHilux ตัวถัง 4 ประตู ดับเบิ้ลแค็บ รุ่นย่อย Invincible X อันเป็นรุ่นสูงสุดตอนนี้ที่จำหน่ายในอังกฤษ ราคาจะอยู่ที่ 37,205 ปอนด์ หรือประมาณ 1.5 ล้านบาท เรียกว่าแพงสะใจใช้ได้เลยทีเดียว

ที่มา : pgslot , PG SLOT , PGSLOTGAME

Mitsubishi Pajero Final Edition 2019 ปิดฉากเจ้าแห่งทะเลทราย

Mitsubishi Pajero Final Edition 2019 ปล่อยรุ่นพิเศษ ล็อตสุดท้าย จำกัด 700 คัน ก่อนหยุดผลิตจำหน่ายในญี่ปุ่น เดือนสิงหาคม 2562 ซึ่ง Mitsubishi Pajero Final Edition 2019 ตั้งราคาไว้ 4.53 ล้านเยน แต่สำหรับตลาดต่างประเทศ Mitsubishi Pajero นั้นยังอยู่

 

ความยิ่งใหญ่ บางครั้งก็เป็นภัยได้เช่นกัน และไม่มีข้อยกเว้นสำหรับ Mitsubishi Pajero รถ SUV ที่เคยโด่งดังไปทั่วโลก แม้แต่บนถนนในไทย หรือยันการแข่งขันสุดโหดอย่าง Dakar Rally ซึ่งไม่ว่า Mitsubishi Pajero จะเคยข้ามผ่านทะเลทรายอย่างทรหดเพื่อสร้างชื่อเสียงมามากน้อยแค่ไหน ก็หนีไม่พ้นความจริงที่ว่า เมื่อถึงวันที่ความนิยมอิ่มตัว ไม่สามารถสร้างยอดขายได้ สุดท้ายต้องโบกมือลา บาคาร่า สูตรบาคาร่า

และ Mitsubishi Pajero FinalEdition 2019 อาจเป็นการจบตำนาน Mitsubishi Pajero ในบ้านเกิดแบบสวย ๆ อย่างสมเกียรติ สมศักดิ์ศรีมากที่สุด เพื่อซ่อนความตกต่ำของกระแสความนิยมในรถ SUV ขนาดใหญ่ สิ้นเปลือง ไม่ใช่เรื่องน่าภาคภูมิใจอีก จึงต้องทิ้งไว้เพียงรุ่นพิเศษ 700 คันสุดท้าย ก่อนยุติสายการผลิตในเดือนสิงหาคม

 
 

สำหรับ Mitsubishi Pajero FinalEdition 2019 จะเป็นการนำเอา Mitsubishi Pajero รุ่นย่อย Exceed เครื่องยนต์ดีเซล ราคา 4.28 ล้านเยน (1.23 ล้านบาท) และดึงอุปกรณ์จากรายการออปชั่นมาติดตั้งให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เช่น เบาะหนังแท้ ที่มีให้เลือก 2 เฉด คือดำกับเบจ ราวหลังคา มูนรูฟขนาดใหญ่ รวมถึงดิฟล็อกที่ล้อหลัง และม่านถุงลมนิรภัย คือรุ่นพิเศษ Mitsubishi Pajero FinalEdition 2019 จะได้ทั้งหมด ในราคา 4.53 ล้านเยน (1.3 ล้านบาท) มีสีตัวถังให้เลือก 4 สี ได้แก่

 

 

 

 
  • สีขาว Warm White Pearl
  • สีเงิน Sterling Silver Metallic
  • สีดำ Black Mica
  • สีทู-โทน เงิน Sterling Silver Metallic-เทา Eiger Gray Metallic
 

ส่วนขุมพลัง Mitsubishi Pajero FinalEdition 2019 เลือกมาเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล แบบ 4 สูบ ขนาด 3.2 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 441 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ INVEC-II 5 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super select 4WD II

 

ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อตลาดรถ SUV ขนาดใหญ่หดตัว คู่แข่งเท่าเดิม ดังนั้นใครอ่อนแอก็ต้องแพ้ไป เหลือทิ้งไว้แค่ความยิ่งใหญ่ในอดีต ซึ่ง Mitsubishi Pajero เคยโด่งดังมากในเจเนอเรชั่นแรก ที่เปิดตัวในปี 1982 ก่อนจะมีการเปลี่ยนโฉมในปี 1991 สำหรับเจเนอเรชั่นที่ 2 และ 3 ในปี 1999 ซึ่งไทยก็ยังพอมีวิ่งให้เห็น

ส่วนเจเนอเรชั่นปัจจุบัน นับเป็นรุ่นที่ 4 ของ Mitsubishi Pajero สไตลิ่งไม่ต่างจาก เจเนอเรชั่นที่ 3 นัก และส่อแววมาตั้งแต่แรก แต่อย่างไรก็ตาม Mitsubishi Pajero FinalEdition 2019 เป็นรุ่นส่งท้าย ก่อนหยุดสายการผลิตและเลิกทำตลาดเฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้นในตอนนี้ ส่วนภูมิภาคอื่นยังคงมีจำหน่ายต่อตามปกติ แต่ไม่รู้ว่าจะปกติต่อไปได้อีกยาวนานแค่ไหน

ที่มา : pgslot , PG SLOT , PGSLOTGAME

Toyota 86 Hakone Edition รถยนต์สีเขียวแมลงทับ

Toyota 86 Hakone Edition 2020 รุ่นพิเศษเตรียมขายสหรัฐฯ สำหรับนักขับที่หลงใหลสไตล์ JDM ตั้งชื่อตามหนึ่งในเส้นทางนักซิ่งของอนิเมชั่น Initial D แต่ญี่ปุ่นเองกลับใช้ Toyota 86 British Green Limited เสียอย่างนั้น…ถึงจะต่างชื่อ เอาเป็นว่าขับแล้วบันเทิงเหมือนกัน

Toyota 86 Hakone Edition2020

 

งงกับ Toyota สำหรับรุ่นพิเศษของ Toyota 86 ปี 2020 ซึ่งตอนแรกก็ดูปกติเหมือนผู้ผลิตรถยนต์รายอื่น ๆ ที่มักออกเวอร์ชั่นฉลองนู่น นี่ นั่น หรือทำให้มันแตกต่างกว่าเดิมด้วย Toyota 86 GT British Green Limited ในบ้านเกิด ทั้งที่มันก็แปลกหน่อย ๆ แล้ว สำหรับรถสปอร์ตญี่ปุ่นแต่ใช้สีพิเศษชื่อ British Green แต่มันยิ่งกลับตาลปัตรกว่าตรงที่ในอเมริกาใช้ชื่อ Toyota 86 Hakone Edition2020 

คืออันที่จริงต้องบอกว่า British Green เป็นชื่อที่ดูไม่น่าจะมีอะไรเชื่อมโยงกับ Toyota 86 ได้เลย เพราะสีเขียว British Racing Green มาจากสีประจำชาติของรถแข่งอังกฤษ (ในยุคหนึ่งแต่ละประเทศจะใช้สีเฉพาะ เพื่อบ่งบอกว่าเป็นรถแข่งจากประเทศไหน และอังกฤษเป็นสีเขียว อิตาลี-สีแดง เยอรมนี-สีขาว ฝรั่งเศส-สีน้ำเงิน เป็นต้น) ซึ่งมันจะไม่แปลกนัก ถ้าไม่ใช่รุ่นพิเศษขายในญี่ปุ่น แต่ Toyota ให้เหตุผลว่า สีรถแข่งอังกฤษคือสัญลักษณ์แห่งชัยชนะในสนาม เลยถ่ายทอดมาสู่ Toyota 86 (แบบนี้ก็ได้เหรอ) บาคาร่า สูตรบาคาร่า

 

ล่าสุด Toyota สหรัฐฯ ก็เตรียมวางจำหน่าย Toyota 86 รุ่นพิเศษแบบเดียวกัน โดยใช้ชื่อใหม่ ต่างออกไปว่า Toyota 86 Hakone Edition2020 เป็นการเชิดชูเส้นทาง Hakone Turnpike ทางด่วนขวัญใจนักขับในญี่ปุ่นและปรากฏในอนิเมชั่น Initial D ตอนที่ 9-11 ถนนเส้นนี้นอกจากจะสวยแล้วยังดังขนาดที่ว่ามีโปรแกรมเช่ารถสปอร์ตให้ขับเล่น (เหมือนในการ์ตูน) กลายเป็นจุดขายหนึ่งของการท่องเที่ยวไปเลยทีเดียว ซึ่งถนนเส้นนี้ก็อยู่ในญี่ปุ่น…ไม่ใช่อเมริกา

 

Toyota 86 GT British Green Limited2020

 

เอาเป็นว่าทั้ง Toyota 86 Hakone Edition2020 และ Toyota 86 GT British Green Limited 2020 เป็นรุ่นพิเศษที่มีเนื้อเรื่องเดียวกัน เป็นการนำเอา Toyota 86 รุ่นย่อย GT มาอัปเกรดใหม่ ด้วยตัวถังสีเขียวพิเศษ (เขียวแมลงทับ) ตัดกับล้อสีบรอนซ์ ขนาด 17 นิ้ว และสปอยเลอร์หลังสีดำ

 

 

 

 

 

ส่วนภายในของ Toyota 86  Hakone Edition2020 และ Toyota 86 GT British Green Limited 2020 ก็เหมือนกันทุกประการ ยกเว้นตำแหน่งพวงมาลัย เวอร์ชั่นญี่ปุ่นขวา อเมริกาซ้าย เบาะหุ้มอัลคันทารา ตัดกับหนังสีแทนในส่วนของปีกเบาะ แผงประตู แผงหน้าปัด ตกแต่งด้วยอัลคันทารา พร้อมโลโก้ 86 เป็นต้น

 

สำหรับขุมพลัง Toyota 86 Hakone Edition2020 และ Toyota 86 GT British Green Limited 2020 ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจาก Toyota 86 รุ่นย่อย GT ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน Boxer 4 สูบนอน ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 205 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 212 นิวตันเมตร (รุ่นเกียร์ธรรมดา) และลดลงเหลือ 200 แรงม้า กับแรงบิด 205 นิวตันเมตร หากเป็นเกียร์อัตโนมัติ

ซึ่งความแตกต่างเพียงไม่กี่อย่างระหว่าง Toyota 86 Hakone Edition 2020 กับ Toyota 86 GT British Green Limited 2020 ตามข้อมูลที่ปรากฏตอนนี้คือ ของญี่ปุ่นจะมีเบรก Brembo หน้า-หลัง, โช้คอัพ SACHS และแผ่นปิดใต้ท้องรถเพื่อให้ลมไหลผ่านแบบไม่สะดุด เพิ่มความมั่นคงในการขับขี่ เป็นออปชั่นให้เลือกติดตั้งเพิ่ม

 

ทั้งนี้  Toyota 86 GT British Green Limited 2020 ตั้งราคาในญี่ปุ่นไว้ 3.25 ล้านเยน หรือประมาณ 9.3 แสนบาท ขณะที่ Toyota 86 Hakone Edition 2020 สำหรับตลาดสหรัฐฯ ยังไม่ประกาศราคา แต่จะวางขายช่วงเกือบ ๆ ปลายปี (Fall 2019) ก็นับว่าเป็นรุ่นพิเศษที่ดูสลับขั้ว ผิดที่ผิดทางกันดี แต่ทั้ง 2 ชื่อ น่าจะสื่อถึงความเป็นรถสปอร์ตเล็กขับสนุกได้ไม่มากก็น้อย

ที่มา : pgslot , PG SLOT , PGSLOTGAME

Suzuki Swift Sport Katana 2019 รุ่นพิเศษ เฉพาะเนเธอร์แลนด์

Suzuki Swift Sport Katana 2019 รุ่นพิเศษเพียง 30 คัน ที่ขับได้มันสะใจกว่า Suzuki Swift Sport ในราคาหลักล้าน และที่แย่ไปกว่านั้นคือ Suzuki Swift Sport Katana2019 มีเฉพาะเนเธอร์แลนด์ เอ…หรือดีแล้ว !!!

 

หลัง Suzuki ได้เผยโฉม All-new Suzuki Katana2019 ในยุโรป ซึ่งเป็นการปลุกชื่อเสียงและดีไซน์อันคลาสสิกของ Suzuki Katana บิ๊กไบค์จากยุค 80 ให้กลับมาโลดแล่นได้อีกครั้งเมื่อปลายปีก่อน โดยกำหนดเริ่มวางจำหน่ายปี 2019 ล่าสุด Suzuki เนเธอร์แลนด์ก็ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไปง่าย ๆ ส่ง Suzuki Swift Sport Katana2019 รุ่นพิเศษ สนับสนุนการขายกันแบบแพ็กคู่ไปเลย…ขายเก่งงง

 

 

 

 

ทั้งนี้ Suzuki Swift Sport Katana2019 จะมีจำกัดและวางขายเฉพาะเนเธอร์แลนด์เพียงแค่ 30 คัน เท่านั้น โดยเป็นการนำเอา Suzuki Swift Sport เวอร์ชั่นแรง ที่ปกติไทยก็ไม่มีขายอยู่แล้ว มาตกแต่งพิเศษในธีมเดียวกับ All-new Suzuki Katana2019 ด้วยตัวสีถังที่มีให้เลือกแค่ สีเทา และสีดำ คาดลายกราฟิก ทาปากแดง พร้อมสัญลักษณ์ Katana แต่ล้อ OZ สีดำ ลาย 9 ก้าน เป็นออปชั่น ถ้าไม่จ่ายเงินเพิ่ม ก็จะได้ล้อลายดอกไม้ปัดขอบ ขนาด 17 นิ้ว เหมือน Suzuki Swift Sport ปกติ บาคาร่า สูตรบาคาร่า

 

 

 

 

ส่วนภายในห้องโดยสารของ Suzuki Swift Sport Katana2019 จะได้เบาะแบบสปอร์ตเหมือน Suzuki Swift Sport แต่เปลี่ยนจากหุ้มด้วยผ้าสีดำเป็นหนังและวัสดุสังเคราะห์ Dinamica ปักตัวอักษร KATANA ที่สันปีกพนักพิงหลัง เดินตะเข็บด้วยด้ายสีแดง รวมถึงพวงมาลัย 3 ก้าน แบบปาดเรียบด้านล่าง ก็แปะ Plate อักษร KATANA ลงไปด้วย

 

และถึงแม้ขุมพลังของ Suzuki Swift Sport Katana2019 จะเป็นเครื่องยนต์เบนซิน K14C Boosterjet แบบ 4 สูบ ขนาด 1.4 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 141 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 230 นิวตันเมตร เหมือน Suzuki Swift Sport ที่ช่วยฉุด กระชาก ลากดึง ซิตี้คาร์รุ่นนี้ให้ข้ามกำแพงความเร็วที่ 200 กม./ชม. ไปได้ พร้อมอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 8.1 วินาที 

แต่ Suzuki Swift Sport Katana2019 มีการเพิ่มเติมอุปกรณ์ทางเทคนิคเข้าไปอีก ซึ่งที่แจ้งไว้มี 3 รายการ ได้แก่

 
  • โช้คอัพ HKS รุ่น Hipermax MAX IV GT Chassis
  • ชุดท่อไอเสีย Remus Cat-Back พร้อมปลายท่อ Black Chrome
  • สตรัตบาร์ Cusco Power Brace
 

ซึ่ง Suzuki Swift Sport Katana2019 จะวางขายในราคา 28,999 ยูโร หรือราว 1.03 ล้านบาท และแพงกว่าตัวท็อปอย่าง Suzuki Swift Sport อยู่ 4,000 ยูโร (ประมาณ 1.42 แสนบาท) และก็น่าจะถูกใจสำหรับคนที่ชอบความเร้าใจในการขับขี่ แต่งบไม่ถึงหรือไม่ทันครอบครอง Toyota Yaris GRMN ความโหดระดับ 200 แรงม้า ในราคา 38,950 ยูโร (ประมาณ 1.4 ล้านบาท)

ส่วนเมืองไทยคงไม่ได้แม้แต่ฝันถึง Suzuki Swift Sport ตราบเท่าที่คาดหวังว่าจะได้ของแรง แต่จ่ายในราคาอีโคคาร์ เพราะถ้าอยากสัมผัสประสบการณ์ในแบบที่ว่า สามารถสั่งนำเข้ามาเลยก็ได้ แค่ต้องยอมจ่ายแพงถือเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

ที่มา : pgslot , PG SLOT , PGSLOTGAME