Kawasaki W800 Retro Classic ความขลังสุดคลาสสิค

Kawasaki W800 ถือเป็นรถ Classic สายอนุรักษ์นิยมจากฝั่งญี่ปุ่นอย่างแท้จริง มันได้สืบทอดตำนานจาก W1 ต้นสายของตระกูลกว่า 50 ปี จนมาถึงโมเดลปัจจุบันนี้ W800 (2011) ซึ่งในประเทศไทย Kawasaki Motors ประเทศไทย ได้นำเข้า W800 จากญี่ปุ่น ทำการเปิดตัว W800 ไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมาในงาน Motor Expo 2016

ในยุคที่โลกมีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะฝั่งของดิจิตอล ในวงการยานยนต์ก็พัฒนาตามไปด้วยเช่นกัน รถยนต์ และมอเตอร์ไซค์ ต่างก็ได้อานิสงค์ ปรับปรุงพัฒนาโดยนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทันสมัยมาบรรจุลงในรถด้วยเช่นเดียวกัน และการพัฒนานั้นจะย่อมไม่มีวันสิ้นสุด ในทางกลับกันเชื่อว่าก็ต้องมีกลุ่มนักบิดผู้ที่มีความอนุรักษ์นิยม หลงใหลในความขลังของคลาสสิคที่มีตำนานอันยาวนาน และคงความสวยสง่าแบบดั้งเดิมเอาไว้

w800
และถ้าหากพูดถึงรถ 2 ล้อ ที่ถือเป็นตำนานคลาสสิคของฝั่งญี่ปุ่นแล้วล่ะก็ W-Series ของ บาคาร่า สูตรบาคาร่า ายยักษ์เขียว ย่อมต้องเป็นที่รู้จักกันดีอย่างแน่นอน โดยมีโมเดลที่ทำตลาดในปัจจุบันชื่อ W800

Kawasaki-W800_22
ซึ่ง Kawasaki W800 มีจุดเด่นในเรื่องการเป็นรถนำเข้า CBU จากญี่ปุ่นทั้งคัน และการที่เป็นรถที่เรียกได้ว่าเป็นรถสำหรับสายคลาสสิคขนานแท้ (ไม่ใช่ Neo Retro) และในวันนี้เป็นโอกาสอันดีที่ MotoRival เราได้มาสัมผัส และขอมารีวิวให้เพื่อนๆ รับชมกับตำนานความขลังกว่า 50 ปี ของ Kawasaki W800 คันนี้กันครับ

รูปลักษณ์

Kawasaki-W800_02
W800 คงความเป็นเอกลักษณ์ในแบบคลาสสิคดั้งเดิมจาก ไฟหน้าทรงกลม ไฟเลี้ยวทรงกลม

Kawasaki-W800_04
ไฟท้ายทรงสามเหลี่ยมรี

Kawasaki-W800_13
ท่อไอเสียออกคู่ ทรง Pea Shooter มอบสไตล์ Vintage

Kawasaki-W800_17
บังโคลนล้อหน้า/หลัง โครเมียม
กระบอกโช้กหน้าหุ้มยาง

Kawasaki-W800_01
ถังน้ำมันสีน้ำเงินโครเมียม มีโลโก้ W บ่งบอกความขลัง ที่มีตำนานกว่า 50 ปี

Kawasaki-W800_24
นอกจากนี้ยังมาพร้อมขาตั้งคู่ และ ที่คล้องสำหรับล็อกหมวกกันน็อค

Kawasaki-W800_06
แผงมาตรวัดอนาล็อก 2 ถ้วย
แบบดั้งเดิม 2 ถ้วย วัดความเร็วและวัดรอบ มีจอ LCD แสดงผล Odo, Trip และนาฬิกา
ไม่มีเกจ์น้ำมัน มีเพียงไฟเตือนน้ำมันใกล้หมด

Kawasaki-W800_Switch
สวิทช์ทั้ง 2 ฝั่ง ไม่มีปุ่มพิเศษอะไรมีเพียงปุ่มสวิทช์ไฟพื้นฐาน และปุ่ม Run Off
ก้านเบรก และ คลัทช์ ปรับระดับได้

Kawasaki-W800_29
ด้านมิติรถ
W800 มีความสูงเบาะ 790 มม.
น้ำหนัก 217 กก.
ความจุถังน้ำมัน 14 ลิตร

Kawasaki-W800_23
ท่านั่ง
สำหรับท่านั่งของเจ้า W800 พูดได้เต็มปากว่าเป็นรถที่มีท่านั่งสบายมาก จากตัวเบาะ และ ไม่สูงจนเกินไป ตำแหน่งแฮนด์บาร์ 22.2 ม. องศากำลังพอดี นั่งได้ผ่อนคลายไม่ต้องโน้มตัว นั่งหลังได้ตรง ตำแหน่งวางเท้าก็วางได้อย่างสบาย ตัวเบาะนั่งยาวตอนเดียวนุ่มนั่งสบายทั้งผู้ขี่ และคนซ้อน

Kawasaki-W800_26
มีจุดหนึ่งที่แอบรู้สึกไม่ชอบ คือ ยางแปะถังน้ำมันซึ่งมีความหนา และผิวสัมผัสค่อนข้างแข็งทำให้รู้สึกอึดอัดเมื่อต้องหนีบถัง และดูจะไม่กระชับต้นขาเท่าที่ควร

Kawasaki-W800_27
สำหรับความคล่องตัว การใช้งานในที่รถติดหนาแน่น W800 เป็นรถที่มีความยาว 2,190 mm และ กว้าง 790mm ถ้าเทียบกับรถ Naked ในค่ายอย่าง Z650 ยาว 2,115 mm กว้าง 775 mm ซึ่งช่วงรถกว้างและยาวกว่าพอสมควร จึงต้องใช้ทักษะบ้างในการมุดรถติดสำหรับมือใหม่

Kawasaki-W800_16
เครื่องยนต์ระบายความร้อนด้วยอากาศ ความจุ 773cc แบบ Parallel-twin SOHC 8 วาล์ว ระบบหัวฉีดไฟฟ้า ให้กำลัง 48 hp@6,500rpm และ แรงบิด 60 Nm@2,500rpm จับคู่เกียร์ 5 Speed

แม้จะเป็นรถคลาสสิคขนานแท้ แต่ไม่ต้องใช้การติดเครื่องยนต์แบบคันสตาร์ทแล้ว กดปุ่มที่สวิทช์ขวามือติดเครื่องยนต์ได้ทันที

Kawasaki-W800_15
อัตราเร่งช่วงออกตัว พบว่ามาได้ไว จากทอร์คที่มาหนักตั้งแต่รอบต่ำ จังหวะเปิดคันเร่งที่รอบต่ำ ก็มีอาการสั่นอยู่บ้าง ที่จริงแล้วก็ตามสไตล์เครื่อง 2 สูบ ความจุใหญ่ล่ะ แต่ด้วยการติดตั้ง Balancer Shaft ก็ไม่ถือว่าสั่นสะเทือนจนน่ารำคาญแต่อย่างใด ยังสามารถกระแทกคันเร่งออกได้ เมื่อแรงบิดมาในช่วงรอบกลางๆ เริ่มลื่นสมูทดีขึ้น ถือได้ว่าขี่ง่าย พอตัว คันเร่งไม่ดีดดิ้นยังควบคุมได้อย่างไม่ยากเย็น

Kawasaki-W800_Pon
สำหรับช่วงความเร็วปลายไม่ได้หวือหวา รถจะค่อยๆ ขึ้นแบบเนิบๆ ช่วงความเร็ว 160+ ความเร็วสูงสุดได้มากถึง 185 km/hr

ด้านการระบายความร้อนของรุ่นนี้ระบายความร้อนด้วยอากาศ ช่วงตอนขี่ไม่ค่อยรู้สึกถึงความร้อนจะมีมารู้สึกตอนจอด หรือ ขี่ช่วงรถติด แต่ก็ถือว่าร้อนจนเป็นปัญหาแต่อย่างใด

Kawasaki-W800_17
ระบบกันสะเทือน
ด้านหน้าเป็นแบบ Telescopic Forks 39 มม. มาพร้อมยางหุ้มกระบอกโช้ก เน้นความคลาสสิค

Kawasaki-W800_11
ด้านหลัง Twin shocks สามารถปรับ Preload ได้ 5 ระดับ

Kawasaki-W800_20
จากการทดสอบ พบว่าช่วงล่างเน้นนุ่มนวล นั่งสบาย ทั้งเบาะ และโช้กหลัง ไม่มีอาการปวดเมื่อยก้นให้เห็น ทั้งผู้ขี่ผู้ซ้อน
เรียกได้ว่าชิลๆ ค่อยเป็นค่อยไปตามสไตล์รถคลาสสิคนี้ ถือว่าฟิน!

แต่ถ้าแอบซิ่ง ขี่เร็วๆ อาจมีอาการย้วยไปสักนิด รวมถึงถ้าหากขี่ 2 คน ก็ต้องขันสปริงให้แข็งขึ้นหน่อย

Kawasaki-W800_25
นอกจากนี้ด้วยการใช้ล้อซี่ลวด หน้าขนาด 19” และล้อหลัง 18” สวมยางหน้าแคบกึ่งลุย อาจไม่ได้เอื้อต่อสายเทโค้งบนทางเรียบนัก

Kawasaki-W800_09
ระบบเบรก
ด้านหน้าจานดิสก์เดี่ยวขนาด 300 มม. ปั๊มเบรกหน้า Tokico ลูกสูบคู่ ทำงานคู่กับคาลิปเปอร์ 2 ลูกสูบ
ด้านหลังดรัมเบรกขนาด 160 มม.

Kawasaki-W800_30
สำหรับการใช้งานโดยรวมนั้นก็ถือว่า พอชะลอความเร็วกับการขี่แบบทั่วๆไป ได้
แน่นอนว่าไม่มี ABS เข้ามาช่วยเหลือในแบบรถใหม่ๆ แต่ผู้เขียนก็รู้สึกชอบกับฟีลลิ่งเบรกที่ดูหนักแน่นกว่า ระบบ ABS ไม่มาคอยต้านสั่นสะเทือนนิ้วมือให้กวนใจแต่อย่างใด

แต่ด้วยสไตล์ ดรัมเบรกหลัง นั้นซึ่งผู้เขียนไม่ได้ขี่เบรกหลังดรัมเสียนาน พบว่าต้องปรับการลงน้ำหนักเบรกเท้าต้องละเอียดเสียหน่อย ด้วยน้ำหนักที่ดูทื่อๆ และแรงกดหนัก ต้องระวังล้อล็อก และยิ่งการขี่ในหน้าฝนเช่นนี้ อาจต้องย้ำเบรกหลังเพิ่มกันหน่อย

Kawasaki-W800_18
สรุป Kawasaki W800 ถือเป็นรถสไตล์วินเทจ จุดเด่นอยู่ที่การเป็นรถ CBU (Import จากญี่ปุ่นเข้ามาทั้งคัน) และมันยังเป็นรถที่เหมาะกับมีความอนุรักษ์นิยม ในสายคลาสสิคแดนอาทิตย์อุทัย อย่างแท้จริง (Classic แท้ๆ ไม่ใช่ Modern Classic)

Kawasaki-W800_03
W800 ยังถือได้ว่าเป็นรถคลาสสิคที่ขี่ง่าย น้ำหนักตัวปานกลาง มอบการเดินทางที่สบาย ทั้งผู้ขี่และผู้ซ้อน
มันเหมาะแก่การขี่เดินทางท่องเที่ยวแบบชิลๆ ไม่เน้นซิ่ง ขี่ตามสไตล์รถให้ดื่มด่ำกับความขลังในแบบคลาสสิคที่คงความงามของรูปลักษณ์ ดั่ง Logo W ที่ติดตั้งบอกตำนานอันเก่าแก่ของ Kawasaki W-Series

Kawasaki W800 มากับ 2 สี 2 ราคาให้เลือก

w800-blue
สี Blue 376,000 บาท

kawasaki-w800-black-se
สี Black (Special Edition) 395,000 บาท

Kawasaki-W800_12

ที่มา : pgslot , PG SLOT , PGSLOTGAME

Kawasaki Versys-X 300 ทัวร์ริ่งตัวเล็ก

ในปัจจุบันนี้มีผู้ที่สนใจหันมาขี่รถมอเตอร์ไซค์ท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก หลายคนอาจจะเพิ่งมาหัดเที่ยวด้วยรถ 2 ล้อ อาจจะไม่ได้มีรถ Bigbike ด้วยซ้ำไป แต่ก็มีจิตใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักในการขี่ท่องเที่ยวสไตล์ Touring นักเดินทาง และถ้าพวกเขาเริ่มต้นอยากจะมีรถ 2 ล้อสักคันเพื่อใช้เดินทางได้จริง แต่ต้องขี่ง่ายควบคุมง่าย ในราคาที่จับต้องได้ด้วย! เราขอพาทุกท่านมาชมรถ Kawasaki Versys-X 300 ตะลุยทริปวังเวียง เพื่อพิสูจน์ให้เห็นกันว่า รถ 300cc ก็เดินทางข้ามประเทศได้จริง!

เมื่อวันที่ 23-25 มิถุนายน ที่ผ่านมาทาง Kawasaki Motors Thailand ได้จัดทริปขับขี่ข้ามประเทศจากจังหวัด อุดรธานี-วังเวียง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งแอดมินได้รับเกียรติไปร่วมทดสอบสมรรถนะของเจ้า Versys-X 300 รถ Touring Adventure ในครั้งนี้ด้วยทางเราจะขอมารีวิวให้เพื่อนๆ ผู้สนใจรับชมกันครับ บาคาร่า สูตรบาคาร่า

Versys-300-Laos_10
รูปลักษณ์

Versys-300-Laos_11
– ไฟหน้า Versys-X 300 เป็นแบบหลอด รูปทรงทางด้านหน้า ให้ความรู้สึกว่าดีไซน์แอบย้อนยุค คล้ายจะนำ Ninja 250SL มาปรับความแหลมคมของไฟหน้าให้ดูโค้งมนมากขึ้น

Kawasaki-Versys-X-300-MotoRival_14
– ไฟท้ายแบบหลอด แต่ดีไซน์ได้แปลกตา เมื่อไฟติดดูมีมิติสวยงามและมองเห็นได้ชัดเจน

Versys-300-Laos_24
– ล้อใช้แบบซี่ลวดด้านหน้าขนาด 19” สวมยางไซส์ 100/90/R19 จาก IRC Trail Winner
ด้านหลัง 17” สวมยางไซส์ 130/80/R17 ซึ่งด้วยความเป็นซี่ลวดนี้ทำให้มีความยืดหยุ่นนุ่มนวลสามารถเดินทางได้ทุกสภาพถนน

Versys-300-Laos_27
– Versys-X 300 มาพร้อมแร็คหลัง เหมาะแก่สายเดินทางที่ต้องการรัดบรรทุกสัมภาระในการเดินทางไม่ว่าใกล้หรือไกล

Kawasaki-Versys-X-300-MotoRival_15
– มาตรวัด Digital ปนอนาล็อก วัดรอบแบบเข็ม บอกความเร็วเป็นตัวเลข พร้อมไฟบอกเกียร์,นาฬิกา และ Set Trip ได้อย่างเช่นเคยเพื่อความสะดวกสบายในการใช้งาน

Kawasaki-Versys-X-300-MotoRival_08
– สวิตช์ไฟซ้าย มาพร้อมไฟฉุกเฉิน ตามแบบฉบับรถขนาด 650cc.

Versys-300-Laos_28
สำหรับ Kawasaki Versys-X 300 Tourer Version จะมาพร้อมออปชั่นมากมาย ได้แก่

Kawasaki-Versys-X-300-MotoRival_13
– กระเป๋าข้างแบบแข็งจุข้างละ 17 ลิตร รับน้ำหนักสูงสุดถึง 3 กก.กระเป๋าข้างเป็นแบบติดตั้งโดยใช้โบลท์และเปิดจากฝาปิดด้านบน มาพร้อมคุณสมบัติกันน้ำ ด้วยความที่กระเป๋าข้างถูกออกแบบมาได้เหมาะพอดีกับช่วงความยาวของแฮนด์ทำให้ระหว่างการขับขี่ไม่รู้สึกกังวลกับกระเป๋าข้างเท่าไหร่ถึงแม้จะอยู่ในที่แคบรถติดก็ตาม

Kawasaki-Versys-X-300-MotoRival_12
–  ไฟตัดหมอก LED จาก PIAA เลนส์ขนาด ø84 มม. มีปุ่มเปิด-ปิด ทางด้านขวาของแผงหน้าปัดช่วยส่องสว่างในการเดินทางยามค่ำคืนได้ดีอย่างมากทำให้รู้สึกมีความมั่นใจในทุกการขับขี่

Kawasaki-Versys-X-300-DC-Fog
–  ช่องจ่ายไฟ DC ทางด้านซ้ายของแผงหน้าปัดช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางไกลที่ต้องชาร์จโทรศัพท์ หรือ เครื่องช่วยนำทางไปในระหว่างการเดินทางไปในตัว, ช่องด้านขวาเป็นปุ่มเปิด-ปิดไฟตัดหมอก

Versys-300-Laos_26
– การ์ดแฮนด์ และ การ์ดกันล้มที่แฟริ่งด้านข้าง แบบท่อเหล็ก ซึ่งใช้เป็นตำแหน่งยึดไฟตัดหมอกด้วย

Versys-300-Laos_22
– ขาตั้งคู่

Versys-300-Laos_31
มิติตัวรถ Kawasaki Versys-X 300 
น้ำหนักตัวที่ 175 กก. และ 184 กก. ในรุ่น Tourer ถือได้ว่าเป็นรถ ADV Tourer ที่เบามากที่สุดคันหนึ่ง
ความสูงเบาะนั่ง 815 มม. กำลังดีไม่สูง ไม่เตี้ยเกินไป
ถังน้ำมันจุ 17 ลิตร เพียงพอต่อการเดินทางออกทริปไกลๆ วิ่งได้มากกว่า 400 กม. สบายๆ

Versys-300-Laos_06
Versys-X 300 เป็นรถสไตล์ Touring Adventure เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ ขับขี่ท่องเที่ยว ในวันหยุดสุดสัปดาห์  ท่านั่งในการขับขี่สบาย  ตั้งแต่องศาแฮนด์บาร์ที่กางตรง ระดับความสูงกำลังดีส่งผลให้ การควบคุมรถเป็นไปได้อย่างง่ายดายด้วยน้ำหนักรถที่เบาคุมง่าย ท่านั่งหลังตรงไม่ต้องก้มตัวลง สอดคล้องกับตำแหน่งการวางเท้าที่ค่อนข้างต่ำ นั่งสบายไม่ต้องงอขามากนัก ให้ Erogonomic ที่ดีเยี่ยม ถังน้ำมันขนาดกำลังดีไม่ใหญ่ไป และแบนเรียบหนีบได้กระชับช่วงเข่า อีกทั้งวินชิลด์หน้า ที่ช่วยบังลมได้ดี ทำให้รู้สึกถึงลมปะทะที่ช่วงลำตัวไม่มากจนเกินไป จากการทดสอบในทริปนี้สามารถขี่ได้อย่างต่อเนื่องในระยะทางที่ไกลโดยไม่รู้สึกเมื่อยล้านัก

Versys-300-Laos_34
ด้านตำแหน่งผู้ขี่ ตัวผู้เขียนสูง 166 ซม. เมื่อคร่อมรถสามารถเหยียบเท้าลงพื้นได้ประมานครึ่งฝ้าเท้า ด้วยน้ำหนักรถค่อนข้างเบา จึงไม่ส่งผลต่อการยืนทรงตัว มั่นใจเต็มเปี่ยมทุกครั้งที่ต้องจอด หรือ นั่งคร่อมรถ

สำหรับตำแหน่งเบาะผู้ซ้อนนั้น ก็นุ่มนั่งได้สบายจริงเบาะใหญ่นุ่มหนา และ แต่ด้วยตำแหน่งเบาะนั่งแม้จะเป็นชิ้นเดียวแต่ เป็นเบาะแบบต่างระดับจึงทำให้ผู้ซ้อนนั้นอยู่สูงกว่าตำแหน่งผู้ขี่พอสมควร ซึ่งถ้าผู้ซ้อนสูงจะค่อนข้างสูงโด่งคล้ายรถสปอร์ตเล็กน้อย

Kawasaki-Versys-X-300-MotoRival_23
ขุมพลังเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ความจุ 296cc ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีกำลัง 39 hp@11,000rpm และแรงบิด 27 Nm@10,000rpm ซึ่งเป็นเครื่องบล็อกเดียวกับ Ninja300/Z300 ยังมาพร้อมระบบ Assist & Slipper Clutch ที่ช่วยให้คลัทช์นิ่มเบามือ นอกจากนี้ยังเคลมอัตราสิ้นเปลืองว่าถังหนึ่งวิ่งได้ถึง 444 กม. ด้วยกัน

Versys-300-Laos_29
ดังนั้นในด้านของสมรรถนะ อัตราเร่ง และความแรงนั้น แม้จะเป็นเครื่องยนต์บล็อกเดียวกัน แต่การปรับเซ็ท Airbox, ระบบไอเสีย ใหม่ ซึ่งดูเน้นการส่งกำลังย่านกลางได้ดีขึ้นให้ความนุ่มนวล เพื่อให้เหมาะกับรถสายเดินทางอย่างตระกูล Versys

Versys-300-Laos_33
การใช้งานออกทริปจริงวิ่งไกลข้ามประเทศ ยังทำได้ดี เดินทางไกลได้สบายๆ พละกำลัง และความราบรื่นของเครื่องยนต์ 2 สูบ นั้นทำได้ดีกว่าเครื่องยนต์สูบเดี่ยวอย่างเห็นได้ชัด Versys-X 300 คันนี้ โดยรวมถือว่าขี่ง่ายนุ่มนวล เน้นไหลลื่น ความเร็วเดินทางยังมีให้ไปได้เรื่อยๆ ซึ่งในทริปนี้เราเน้นขี่รูปแบบขบวน ดังนั้นจะยืนพื้นที่ระดับ 130 กม./ชม. ซึ่งก็ถือได้ว่าไปได้สบายๆ กับความจุระดับ 300cc แม้จะต้องแบกสัมภาระ นอกจากนี้ไม่พบอาการสั่นสะท้านของเครื่องยนต์มาให้ตึงเครียดแต่อย่างใด

Versys-300-Laos_25
ขณะที่ช่วงขึ้นเขา ก็ขี่ไปได้ปกติ เพียงแต่หากเจอทางโค้งขึ้นเขาที่ชันมากๆ อาจลดเกียร์ลงช่วยหน่อยอีกสักเกียร์ เพื่อใช้รีดกำลังช่วงต้น ซึ่งแรงบิดอาจจะไม่ได้จัดจ้านเท่าใดกับความเป็น Touring ที่เน้นกำลังดีในช่วงรอบกลางและปลายมากกว่า ซึ่งในทริปนี้ผู้เขียนสามารถทำความเร็วได้ถึงระดับ 160 กม./ชม. + ในวันท้ายๆ ซึ่งเริ่มคุ้นชินกับตัวรถมากขึ้น

Versys-300-Laos_03
เรียกได้ว่าการต้องเดินทางข้ามประเทศกับรถในพิกัดรุ่นพี่ระดับ Mid Sized นี่ ไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด เพราะเรายังสามารถพา Versys-X 300 เกาะกลุ่มหน้าๆ ขบวนได้ ถ้าใจไปถึงรถก็ไปถึง 

Versys-300-Laos_20
การควบคุมผ่านระบบกันสะเทือน
จากการทดสอบในทริปนี้บนถนนทางราบช่วงล่างยังซับแรงสะเทือนได้เป็นอย่างดี ขี่เดินทางไกลนิ่มนั่งสบาย ทั้งช่วงล่างและเบาะ การเข้าโค้งนั้น ก็ทำได้ง่ายดาย ด้วยตัวรถที่ เบา แม้จะในโค้งแคบๆ บนเขาก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด

Versys-300-Laos_16
เมื่อต้องขี่ลุยผ่านถนนลูกรัง หรือผ่านหลุมขรุขระ ก็ผ่านได้อย่างสบายๆ แม้จะเป็นโช้กหน้าแบบหัวตั้งไม่ใช่โช้ก UpSideDown ด้วยตำแหน่งแฮนด์บาร์ทรงสูงโค้งงอพอประมาณกับข้อศอก ทำให้ควบคุมรถได้ไม่ยากเย็น นอกจากนี้ตำแหน่งแฮนด์ไม่ยาวเกินไป ก็ช่วยให้สามารถขับขี่ฝ่าการจราจร รถติดได้ไม่เหนื่อย

Kawasaki-Versys-X-300-MotoRival_17
ระบบเบรก ABS 
ด้านหน้าจานดิสก์เดี่ยวขนาด 290 มม. ปั๊มเบรก 2 ลูกสูบจาก Tokico
ด้านหลังจานดิสก์เดี่ยวขนาด 220 มม. ปั๊มเบรก 2 ลูกสูบจาก Tokico

Versys-300-Laos_05
การทำงานของเบรกทำงานได้ดี การปรับใช้ปั๊มเบรกหน้า (แบบเดียวกับตัว 650) ให้ความหนักแน่นที่ดีขึ้น และการทำงานของ ABS ดูเนียนยิ่งขึ้น นอกจากนี้การที่รถมี Slipper Clutch ช่วยให้การเบรกหนักๆ หรือ ลดเกียร์ลงอย่างรวดเร็วไม่มีอาการรถกระชากท้ายล็อกปัดออกมาให้เห็น ผู้เขียนสามารถควบคุมรถก่อนพับเข้าโค้งบนเขาที่ลาดชัน ได้อย่างมั่นคงในทุกการควบคุม

Versys-300-Laos_30
สรุป Kawasaki Versys-X 300 เป็นรถที่เข้ามาทำตลาด Entry Adventure มุ่งสายรักการเดินทางอย่างจริงจัง มองหารถที่ขี่ควบคุมง่าย น้ำหนักเบา คล่องตัว ไม่เน้นแรง แต่ยังคงความสะดวกสบายไม่แพ้รถ Adventure Touring ขนาดมิดไซส์

Versys-300-Laos_19

จุดเด่น

  • น้ำหนักเบา คล่องตัว ควบคุมง่าย เหมาะสำหรับผู้รักการเดินทางแบบไร้ขีดจำกัด
  • ฟีลลิ่งการขับขี่ ที่นุ่มนวล นั่งสบายในทุกการเดินทาง
  • Assist & Slipper Clutch ที่ช่วยให้คลัทช์นิ่มเบามือ
  • ในรุ่น Versys-X Tourer Version มาพร้อมออปชั่นครบครัน สำหรับนักเดินทางซึ่งไม่ต้องไปตกแต่งอะไรเพิ่มเติมกันอีกต่อไป

ที่มา : pgslot , PG SLOT , PGSLOTGAME

Harley Davidson Street Rod 750 มอเตอร์ไซค์สูบ V

หากเพื่อนๆ ที่เป็นแฟน Captain America ได้ชมภาค Civil War เมื่อปีที่แล้วกันไปแล้ว คงยังจำฉาก Winter Soldier บิด Harley-Davidson หนีการไล่ล่าจาก Black Panther กันได้ ซึ่งนั่นเป็นการปรากฎกลายครั้งแรกของ Harley Davidson Street Rod 750 ซึ่งถือได้ว่าเป็นโฉม Prototype ก่อนที่จะเปิดตัว Production เป็นครั้งแรกในโลกช่วงเดือน มี.ค. ปีนี้

Harley_BIMS2017_0016_resize
หลังจากนั้นครึ่งเดือน ในงาน Motor Show 2017 ที่ผ่านมา ทาง Harley-Davidson ประเทศไทย ได้เปิดตัวรถมิดไซส์น้องใหม่ล่าสุดในกลุ่ม Street นั่นคือ Harley-Davidson Street Rod 750 ซึ่งมีการผสมผสานในสไตล์ที่หลากหลายเข้าไว้ด้วยกัน นั่นจึงทำให้มันมีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษ บาคาร่า สูตรบาคาร่า ณ์ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งนับได้ว่าเป็นรถที่เหมาะแก่ผู้ที่อยากจะเริ่มต้นเข้ามาเล่นรถอเมริกันแบรนด์นี้

Harley-Davidson-Street-Rod-750_04
เมื่อช่วงวันที่ 24 มิ.ย. ที่ผ่านมาทาง AAS Harley-Davidson of Bangkok ได้จัดกิจกรรม Test Ride ให้แก่ สื่อมวลชน และลูกค้า ซึ่งทาง MotoRival ของเราได้รับเกียรติให้เข้าร่วมการทดสอบในครั้งนี้ด้วย เราจึงจะขอมานำเสนอรีวิว รีวิว Harley-Davidson Street Rod 750 สัมผัสแรก เจ้ามิดไซส์สูบ V คันนี้กันครับ

Harley-Davidson-street-rod-750
รูปลักษณ์
Street Rod 750 เป็นรถในกลุ่ม Street เป็นรถที่ต่อยอดจาก Street 750 เหมือนจับเอามาแต่ง Custom ใหม่ ให้พอมีกลิ่นอาย Sport Bobber ผสมกับรถสไตล์ Hot Rod ซึ่งจะว่าไปมันเป็นรถที่มีตัวตนที่หลากหลาย สำหรับรายละเอียดที่ต่างจาก Street 750 ได้แก่

Harley_BIMS2017_0008_resize
เพิ่มแผ่นบังเรือนไมล์ด้านบน ตัวไฟหน้ายังเป็นทรงกลม หลอด Halogen
ใช้แฮนด์บาร์แบบกางตรง ติดตั้งกระจกปลายแฮนด์ทรงกลม

Harley-Davidson-Street-Rod-750_03
โช้กหุ้มยางสไตล์คลาสสิค ปรับมาใช้แบบหัวกลับ
จานเบรกหน้าเดี่ยว ใน Street 750 ถูกให้มาเป็นหน้าคู่ใน Street Rod

Harley_BIMS2017_0006_resize
ไฟท้ายเป็นแบบ LED ซึ่งวิ่งเป็นเส้นโค้งอยู่กรอบด้านบน
พร้อมไฟเลี้ยว LED ทรงกลม ที่กรอบนอกมีโลโก้ Harley-Davidson อยู่

Harley_BIMS2017_0013_resize
ท่อไอเสียออกข้างขวาต่ำ พ่นสีดำด้าน พร้อมยางสำหรับวางส้นเท้า

Harley_BIMS2017_0005_resize
ล้ออัลลอยขอบ 17” ที่มีจุดเด่นที่ยาง Michelin Scorcher 21 ซึ่งเป็นยางที่ทางมิชิลิน ได้จัดทำมาเป็นพิเศษ ซึ่งจะมีโลโก้ Harley-Davidson ประทับอยู่
ฝาถังน้ำมันทรงกลมสไตล์ Classic

Harley-Davidson-Street-Rod-750_02
มาตรวัดเป็นแบบถ้วยกลม โดยมีตัวเลขดิจิตอลขนาดเล็กอยู่ด้านล่าง
สวิทช์ไฟซ้าย-ขวา เป็นเหมือนปกติทั่วไป ไม่มีอะไรพิเศษ

Harley_BIMS2017_0014_resize
มิติรถ
น้ำหนักตัว Wet Weight 238 กก.
ความสูงเบาะ 765 มม.
ความจุถังน้ำมัน 13.1 ลิตร

Harley-Davidson-Street-Rod-750_13
ท่านั่ง
ทันทีที่ผู้เขียนนั่งคร่อม แอบรู้สึกว่าท่านั่งเจ้า Street Rod 750 นี้เป็นรถที่มีท่านั่งที่ดูแปลก
ตำแหน่งเบาะ ดูเป็นสไตล์ครุยเซอร์นั่งจม เบาะไม่สูงนัก แต่ตำแหน่งวางขาดูจะยกสูงเสียหน่อย ทำให้ต้องงอเข่าชันไปข้างหน้าพอควร จึงอาจจะเมื่อยก้นกันบ้าง

Harley-Davidson-Street-Rod-750_05
จะว่าไปแล้ว ท่านั่งเรียกได้ว่าเป็น Bobber ก็เห็นจะได้ (Bobber จะนั่งหลังคร่อมกว่าเล็ก Street Rod เล็กน้อย) จะนั่งให้เท่ ต้องนั่งแบะขาแบบนักเลงมะกัน

Harley_BIMS2017_0012_resize
นอกจากนี้การใช้แฮนด์บาร์แบบกางตรง ให้การบังคับเลี้ยวนั้นดูอาจจะต้องเอียงไหล่ช่วยหน่อย แบบรถ Moto (Lean Out) เมื่อเลี้ยวด้วยความเร็วต่ำ

Harley-Davidson-Street-Rod-750_15
ในส่วนของความคล่องแคล่วในเมืองนั้น ก็ถือได้ว่า พอไปได้ ตามชื่อกลุ่ม Street สำหรับใช้งานในเมือง
น้ำหนักตัวกลางๆ กับรถสไตล์นี้ ยังพอให้พลิกซอกแซกได้ แต่ถ้ารถติดมาก ต้องระวังกระจกปลายแฮนด์ ที่จะไปเกี่ยวกระจกรถยนต์

Harley_BIMS2017_0007_resize
ด้วยตำแหน่งวางเท้าทางด้านขวาอาจจะดูเกะกะบริเวณหน้าแข้งนิดจากตำแหน่งกรองอากาศที่ยื่นออกมา พร้อมกับบริเวณส้นเท้านั้นจะต้องเหยียบลงบนตำแหน่งวางท่อไอเสีย ทาง HD จึงได้วางแป้นยางสำหรับรองเหยียบมาให้ แต่อย่างไรก็ดีพื้นที่บริเวณนั้นยังร้อนดังนั้นหากต้องใส่รองเท้าขี่ควรเป็นรองเท้าที่มีความหนา ไม่ควรใช้รองเท้าพื้นยางเพราะอาจทฃำให้มันโดนความร้อนละลายเสื่อมสภาพได้

Harley_BIMS2017_0011_resize
เครื่องยนต์ High Output Revolution X™ 750cc V-Twin ความจุ 749cc ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีกำลัง 69 แรงม้า @8750rpm แรงบิด 61Nm@4,000rpm โดยส่งกำลังผ่านเกียร์ 6 Speed

Harley-Davidson-Street-Rod-750_2
ในด้านของการทดสอบนั้นจะเป็นการทดสอบแบบสั้นๆ ออกจากศูนย์ฯ วิ่งบนเส้นวิภาวดี และ U-Turn 2 รอบกลับเข้าศูนย์ฯ ซึ่งมีการจราจรค่อนข้างติดขัด และ มีช่วงให้พอซอกแซก ก่อนที่จะมีจังหวะให้ได้ซัดลองสมรรถนะกันได้บ้างแบบเล็กๆ น้อยๆ พอหอมปากหอมคอ ผู้เขียนขอรวบรัด ในเรื่องของขุมพลังดังนี้

Harley-Davidson-Street-Rod-750_14
ทอร์คในช่วงออกตัวนั้นถือว่าหนักกำลังดี เกียร์ต้นๆ กำลังดีจัดจ้านพอตัว เหมาะแก่เร่งแซงใช้งานในเมือง ดูทรงอามรมณ์ใกล้เคียงรถสปอร์ตมิดไซส์ ซึ่งคันเร่งถือได้ว่าควบคุมได้ง่ายไม่กระชากจนน่ากลัว เหมือนพี่ๆ ที่ใช้บล็อกใหญ่ กำลังช่วงปลายนั้น ก็ถือว่าแรงพอประมาณ ไม่หวือหวาแบบรถสปอร์ตเน้นรอบจัด การขี่ลากรอบสูงๆ ไปดึงกำลังดีแต่แอบมีตื้อช่วงปลายๆ ถ้าจะให้บิดสนุกมือ น่าจะช่วงรอบใช้งานช่วงกลางกำลังดี

อาการสั่นนั้นมีให้พบบ้าง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่สั่นจนสะท้านน่ารำคาญแต่อย่างใด ขี่ได้แบบรื่นๆ ไปต่อยาวๆ ได้สบาย

Harley-Davidson-Street-Rod-750_12
ในด้านของความร้อนนั้น จากเดิมที่ใช้ระบายความร้อนด้วยหม้อลม อย่างรุ่นเก่าๆ เช่น 883 ที่ถือได้ว่าร้อนพอสมควร เจ้า Street Rod 750 นี้แม้จะปรับมาใช้แบบหม้อน้ำ ก็ถือว่ายังร้อนอยู่ หากต้องขี่ในพื้นที่การจราจรคับคั่ง ร่วมกับอากาศเมืองไทยที่ร้อนระอุ ไอความร้อนแผ่ออกมาให้สัมผัสที่บริเวณหน้าขา ซึ่งจะว่าไปก็ถือได้ว่าเป็นปกติสำหรับรถในพิกัดระดับนี้ แต่ถ้าขี่ด้วยความเร็วเดินทางแล้วไม่ถือเป็นปัญหา เพราะอากาศร้อนถูกพัดพาไปกับลมที่โกรกผ่านเข้ามา

นอกจากนี้ Engine Brake นั้นไม่หนักมาก ยังสามารถลดเกียร์ลงช่วยเบรก ได้โดยไม่ต้องกลัวรถกระตุกหนัก จึงช่วยให้บาลานซ์รถยังพอทำได้ดี

Harley_BIMS2017_0009_resize
ระบบกันสะเทือน
ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบ USD ขนาดแกนใหญ่ 43 มม.

Harley-Davidson-Street-Rod-750_01
ด้านหลังโช้กคู่ พร้อมซับแท้งค์ ที่วางเฉียงแบบสปอร์ต

Harley-Davidson-Street-Rod-750_06
การปรับเซ็ทช่วงล่าง แบบเดิมนี้ ดูออกแนวสปอร์ตอย่างชัดเจน ช่วงล่างติดอาการแข็ง แบบหนักๆ
เมื่อขี่ผ่านช่วงเนิน พบว่าระยะ Bump ของโช้กอัพดูหนักแน่น ไม่มีย้วย แต่ซัดมาเร็วๆ แอบเด้งแข็งเจ็บก้นนิด เนื่องจากตำแหน่งเบาะที่ดูจมลงด้วย โดยรวมถือว่าแตกต่างจาก Iron 883 หรือ Street 750 ที่ดูจะให้ความเป็นทัวริ่งที่นั่งสบายๆ กว่ามาก

สำหรับการเลี้ยว หรือ พลิกโค้งรถนั้นผู้เขียนได้มีโอกาสเพียง 2 U-Turn พบว่า ด้วยตำแหน่งท่านั่งแปลกๆ จากแฮนด์บาร์กางตรง จึงเอื้อต่อการเลี้ยวด้วยวิธี Lean Out ในแบบรถ Moto จะช่วยให้เลี้ยวได้ง่ายกว่า มั่นใจกว่าเมื่อใช้ความเร็วไม่สูงอย่างสะพานกลับรถ

Harley-Davidson-Street-Rod-750_03
ขณะที่ระบบเบรก ABS ด้านหน้าเป็นแบบจานดิสก์คู่

Harley-Davidson-Street-Rod-750_08
การใช้เบรกมีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่า 883 หรือ Street 750 ที่เป็นจานเดี่ยว แต่ผู้เขียนพบว่า ยังต้องกำลงน้ำหนักให้ลึกหน่อย เพราะช่วงระยะฟรีมีช่วงมากอยู่นิด ไม่ได้เซ็ทเหมือนรถสปอร์ตที่เบรกจิกแน่นไม่ต้องลงน้ำหนักเยอะ ดังนั้นหากซัดมาเร็วๆ ก็ต้องลงน้ำหนักก้านเบรกให้มากหน่อย

ดังนั้นการลดเกียร์ลงช่วย ทำ Engine Brake ซึ่งตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นแรงกระตุกของเครื่องยนต์ต่ำกว่ารุ่นเก่าอย่าง 883 ทำให้ควบคุมบาลานซ์รถได้ง่าย

Harley-Davidson-Street-Rod-750_Pon
ในด้านของการทำงาน ABS นั้นตัวเซ็นเซอร์จะอยู่ภายในลูกปืนล้อ ซึ่งจะแตกต่างจากรุ่นอื่นๆ ที่มีร่อง ABS อยู่บนจานเบรกเลย ในการทำงานของระบบ ABS นั้นผู้เขียนไม่ได้เบรกหนักถึงจังหวะที่ทำงาน ในการทดสอบเพียงสั้นๆ นี้ จึงยังไม่อาจบอกได้ว่าการทำงานตอบสนองไว เพียงใด

Harley-Davidson-Street-Rod-750_11
สรุป Harley-Davidson Street Rod 750 กับราคาเริ่มต้น 5.29 แสนบาท
แพงกว่า Street 750 อยู่เกือบ 1 แสนบาท แต่แลกมาด้วยออปชั่นที่ดีขึ้น และสไตล์ที่หล่อกว่า
หากคุณอยากจะสัมผัสแบรนด์รถ Harley-Davidson รุ่นเริ่มต้นสักคัน ในพิกัดขนาดกลาง มีรูปลักษณ์ และการขี่ในแบบสปอร์ต แต่งมาให้แล้ว แทบไม่ต้องไป Custom ต่อ เจ้า Street Rod 750 คันนี้น่าสนใจไม่เบาทีเดียว

Harley-Davidson-Street-Rod-750_07
จุดเด่น
– รูปลักษณ์ที่เท่ เหมือนถูก Custom มาแล้วไม่ต้องไปแต่งต่อ
– ดิสก์เบรกหน้าตู่ + โช้กหน้า USD

Harley-Davidson-Street-Rod-750_09
ข้อสังเกตุ
– ฝาถังน้ำมันดูเรียบไปหน่อย
– งานสีบางชิ้นส่วนยังไม่เรียบนัก เช่น บริเวณตุ๊กตาแฮนด์

ที่มา : pgslot , PG SLOT , PGSLOTGAME

Aprilia RSV4 RF, RR, Tuono บิ๊กไบค์ราคาเบาไม่เกินล้าน

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. ที่ผ่านมา ทาง บริษัท Vespiario ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ Aprilia แห่งเพียงผู้เดียวในประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมเชิญสื่อมวลชน ทดสอบ Aprilia ทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ Aprilia RSV4 RF, RSV4 RR, Tuono 1100 ซึ่งเราได้รับเกียรติเข้าร่วมทดสอบในครั้งนี้ด้วย เราจึงขอมารีวิวให้เพื่อนๆ รับชมกันครับ

Aprilia-RSV4-RR-TrackDay_2
Aprilia RSV4 RR และ RSV4 RF ถือเป็นรถ Superbike โดยกำเนิด โดยเบาะท้ายเป็นแบบตูดมด บ่งบอกตัวตนชัดเจนว่าคงไม่เหมาะนักที่จะซ้อนแฟนไปเที่ยวเล่น อย่างแน่นอน บาคาร่า สูตรบาคาร่า

Aprilia-RSV4-RR-TrackDay_3
Aprilia RSV4 เป็น Superbike ที่มีขนาดตัวไม่ใหญ่นัก มิติใกล้เคียง Supersport และมีน้ำหนักเบาเพียง 180 กก.

Pon-RSV4_RR-Ride-Position_2
ท่านั่งนั้นยังไม่ถือว่าไม่เมื่อยหลังมากนัก ไม่ต้องก้มเตี้ยติดถังจนเกินไป

Aprilia-TrackDay_10
จุดต่างทั้ง 2 คันนี้ คือ ระบบช่วงล่าง Ohlins หน้า-หลัง ใน RSV4 RF จะเปลี่ยนเป็น Sachs ในRSV4 RR

Aprilia-TrackDay_05
สำหรับล้ออลูมีนัม 5 ก้าน ขึ้นรูปด้วยกรรมวิธี Forged ใน RSV4 RF
ด้าน RSV4 RR จะเป็นล้ออลูมีนัม 3 ก้าน ขึ้นรูปด้วยกรรมวิธี Cast
รวมถึงลวดลายตัว RF จะมากับลาย Superpole เท่านั้น
แต่ RR จะมีให้เลือก 2 สี คือ เทาดำ และดำด้าน

Aprilia-Tuono-TrackDay_08
ขณะที่ Tuono เป็นรถ Super Naked ที่มีความเป็นสปอร์ตกว่าคันอื่นๆ โดยแฟริ่งด้านหน้านั้นดูจะเป็นรถในสไตล์ Half Fairing

Aprilia-Tuono-TrackDay_01
สำหรับเบาะตอนท้ายไม่ได้เป็นแบบตูดมด ทำให้ผู้ซ้อนนั่งได้

Aprilia-Tuono-Ride-Position
องศาแฮนด์บาร์งุ้มเข้าหาตัวผู้ขี่ และตำแหน่งต่ำ ข้อศอก งอสบายๆ ท่าทางการขี่เหมาะกับการใช้งานบนท้องถนน และใช้ในชีวิตประจำวันยิ่งขึ้น แต่ยังดูเอื้อเฟื้อต่อการขี่แบบสปอร์ต รวมไปถึงพร้อมลุยบน Track ได้ด้วย

Aprilia-Tuono-TrackDay_03
มาตรวัดของ Aprilia ทั้ง 3 คันเป็นแบบ ดิจิตอล ปน อนาล็อก วัดรอบเครื่องแบบเข็ม ขณะที่จอดิจิตอล แสดงผลทั้งความเร็ว, เวลา Lap Time, ตำแหน่งเกียร์, Mapping, ATC, อุณหภูมิ

Aprilia-Tuono-TrackDay_04
ทางสวิทช์ไฟซ้าย มีปุ่ม + – ซึ่งใช้ในการปรับระดับ APRC ได้อย่างสะดวกด้วยการใช้เพียงนิ้วโป้ง และนิ้วชี้เท่านั้น นอกจากนั้นก็มีปุ่มสำหรับปรับโหมดอยู่บนสวิทช์ไฟซ้ายด้วย

Aprilia-Tuono-TrackDay_06
ขณะที่ฝั่งขวาก้านเบรกปรับระดับได้ 4 ระดับ

Aprilia-RSV4-RR-TrackDay_4
ขุมพลังเครื่องยนต์ RSV4 เป็นบล็อก V4 65 องศา ความจุ 999.6cc ระบายความร้อนด้วยน้ำ รีดกำลังได้มากถึง 201 แรงม้า@13,000rpm แรงบิด 115 Nm@10,500rpm ผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro3

Aprilia-Tuono-TrackDay_07
ด้าน Tuono 1100 บล็อก V4 65 องศา ความจุเพิ่มเป็น 1077cc  175 แรงม้า@11,000rpm แรงบิด 121 Nm@9,000rpm ผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro4
โดยทุกคันส่งกำลังด้วยเกียร์ 6 สปีด พร้อม Slipper Clutch และ AQS (Quick Shift)

Aprilia-RSV4-RR-TrackDay_5
สามารถปรับ Engine Map ได้ 3 แบบ Sport, Track, Race โดยทั้ง 3 โหมดนี้ให้พละกำลังเต็มเท่ากัน แต่การตอบสนองของคันเร่งไฟฟ้าจะแตกต่างกัน
Sport คันเร่งดูจะตอบสนองเบากว่า 2 โหมดหลัง ซึ่ง Track กับ Race ผู้เขียนแทบจะไม่รู้สึกถึงจุดแตกต่างเท่าใดนัก
แต่ข้อมูลระบุว่า ใน Track Mode นั้นจะเน้นการกดเพื่อทำเวลาให้รวดเร็วที่สุด เช่นการทำเวลา Qualified

Aprilia-Tuono-TrackDay_02
ขณะที่ Race Mode จะใช้เพื่อการแข่งขันซึ่งต้องมีจำนวนรอบที่มาก และต้องถนอมทรัพยากรเช่นยางด้วย

Aprilia_Trackday
ทันทีที่ติดเครื่องยนต์ ด้วยซุ่มเสียง V4 ที่มีเอกลักษณ์จำเพาะนั้น ทำให้ Aprilia ทั้ง 3 โมเดลนี้ ดูจะไม่เหมือนรถ Superbike คันอื่นๆ
สไตล์ของเครื่องยนต์ V4 นั้น จะออกดิบกว่า 4 สูบเรียง แต่ก็ไม่ได้ดูสั่นกระชากจนรู้สึกว่าคุมคันเร่งยากเกินไป เหมือน 2 สูบ ที่ต้องระวังการเปิดคันเร่งให้ดี

Pon-RSV4_RR-Ride-Position_1ระบบ ATC และ AWC ที่สามารถปรับเซ็ทได้ เข้ามาช่วยทำงานได้ดีในจังหวะที่เปิดคันเร่งออกโค้งหนักๆ ช่วยบาลานซ์ทั้งหลังไม่ให้ Slip และ ล้อหน้าไม่ให้ยก
ในส่วนของแรงดึง Engine Brake นั้นผู้เขียนพบว่ามันไม่ดึงหนักรุนแรงน่ากลัว เหมือนกับพละกำลังที่มีให้ใช้ เนื่องด้วย Slipper Clutch ดังนั้นการเบิ้ลคันเร่งทิ้งก่อนเข้าโค้งจึงอาจไม่จำเป็นนัก

PON_Aprilia-Tuono
สำหรับคันเร่งในช่วงออกตัวนั้น Tuono ดูจะมีอัตราเร่งช่วงเปิดคันเร่งออกตัวที่ดีกว่า ดูหวือหวากว่า RSV4 จากการปรับเซ็ทให้เป็นรถ Street Bike มากกว่า เนื่องจากแรงบิดที่มากกว่าในรอบต่ำ ทำให้ผู้ขี่บิดส่งคันเร่งช่วงโค้งขึ้นเขาในสนามพีระนี้ โดยการเดินคันเร่งที่เกียร์ 3 ส่งขึ้นไปได้อย่างสบายๆ เพราะแรงบิดมีให้ใช้อย่างเหลือเฟือ

Pon-RSV4_4
ขณะที่แรงปลาย RSV4 ดึงโสตประสาทผู้ขี่ให้เร้าใจได้มากกว่า อะดรีนาลีนสูบฉีดต่อเนื่อง เมื่อรอบเครื่องกวาดทะลุช่วง 9,000-10,000rpm ขึ้นไป เก็บคองอศอกหนีบถังให้แน่น ตามองตรงไป

Aprilia-Tuono_4
ขอกลับมาที่จุดที่น่าประทับใจของ Tuono อีกสักจุด นั่นคือ มันเป็น Naked ที่มี Aerodynamic ที่ดีกว่า Naked คันอื่นๆ เนื่องจากชุดแฟริ่งหน้าได้ถอดแบบมาจาก RSV4 และมีวินชิลด์หน้าขนาดเล็กคอยไล่ลมช่วยลดการโต้ลมได้ดีกว่า Naked ค่ายอื่นๆ ที่เคยเจอมา

Aprilia-TrackDay_1
ระบบกันสะเทือน
RSV4 RF ใช้โช้กหน้า-หลังจาก Öhlins มาพร้อมกันสะบัดปรับระดับได้
RSV4 RR ใช้โช้กหน้า-หลังจาก Sachs

Pon-RSV4_2
โดยรวมแล้วช่วงล่างของทั้ง RF และ RR หากขี่ใช้งานทั่วๆไปสมรรถนะคงจะดูไม่ต่างกันมาก

Pon-Aprilia-RSV4RF
แต่จุดที่สัมผัสได้เมื่อได้ลองเร็วๆใน Track พบว่า RF จะดูเฟิร์มแข็งกว่า RR หน่อย ซึ่งจะสัมผัสได้เมื่อเบรกหนักๆ จุ่มลึก ให้ความมั่นใจได้ดีกว่า ช่วยให้สามารถคุมอาการตัวรถก่อนเข้าโค้งได้ดีกว่า รวมถึงช่วงเปิดคันเร่งออกจากโค้งทำได้หนักหน่วงกว่าเล็กน้อยเนื่องจากกันสะบัดที่สามารถปรับความหนืดให้มันหนักขึ้นได้ ช่วยควบคุมลดอาการหน้าส่ายได้ดีกว่า

Aprilia-Tuono-TrackDay_09ขณะที่ Tuono 1100 Factory คันนี้ใช้ช่วงล่าง Ohlins เช่นเดียวกับ RF แต่ไม่มีกันสะบัด
นั่นจึงทำให้ช่วงยัดทางตรง เมื่อเข้ารอบสูงๆ แตะ หมื่นรอบ จะพบอาการหน้าส่ายชกมวยเบาๆ มาให้สัมผัสตามสไตล์รถ Supernaked ตัวแรง

PON_Aprilia-RSV4RR
สำหรับทั้ง 3 คันใช้ยาง Diablo Supercorsa SP ด้านหลังกว้างถึง 200 มม. และแชสซีส์ตัวถังแบบอลูมีนัม สวิงอาร์มอลูมีนัม ร่วมกับเครื่อง V4 65 องศา ที่มีข้อดี คือ เครื่องจะมีขนาดเล็กกว่าและเบากว่า 4 เม็ดเรียง ทำให้การพลิกโค้งควบคุมรถทำได้ดีโดยเฉพาะการขี่พลิกเข้า Chicane 1 และ 2 ในสนามพีระ แห่งนี้ ทำได้ง่ายคล่องและสนุกมากทีเดียว

ระบบเบรก
Aprilia-RSV4-RR-TrackDay_6
ในรุ่น RSV4 ทั้ง 2 โมเดล ใช้เบรกหน้าจานดิสก์คู่ขนาด 320 มม. ปั๊มเบรก Brembo Monobloc M430
ด้านหลังจานเดี่ยวขนาด 220 มม. ปั๊มเบรก Brembo 2 สูบ

Pon-Aprilia-Tuono
ในรุ่น Tuono เบรกหน้าจานดิสก์คู่ขนาด 330 มม. ปั๊มเบรก Brembo Monobloc M432
ด้านหลังจานเดี่ยวขนาด 220 มม. ปั๊มเบรก Brembo 2 สูบ เช่นกัน

Pon-RSV4_RR-Ride-Position_3
ผู้เขียนพบว่า น้ำหนักเบรกของปั๊ม M430 ใน RSV4 นั้น ทำหน้าที่ได้หนักแน่น ตามสเป็ก Superbike ตัวท็อป หยุดพละกำลังระดับ 200 ม้าได้แบบสบายๆ ในด้านของการทำงานของ ABS ในระดับกลาง 2 เมื่อลงน้ำหนักเยอะๆ เบรกลึกๆ ในสนามช่วงสุดทางตรง พบว่า ABS เข้ามาช่วยทำงานดูจะไวไปหน่อย ในรอบถัดมาเราจึงปรับเซ็ท ABS ระดับ 1 ซึ่งตอบสนองได้เหมาะสมขึ้น

Aprilia-Tuono_1
ขณะที่ฟีลลิ่งเบรกของ Tuono นั้นแม้จะใช้ปั๊มเบรก M432 ซึ่งรูปลักษณ์ อาจจะดูแตกต่างจาก M430 ใน RSV4 แต่ในด้านสมรรถนะนั้นก็ทำได้ดีเช่นกัน เบรกได้หนักแน่นทรงพลัง แม้น้ำหนักการเกาะจิกของปั๊มเบรกในช่วงบีบทีแรก อาจจะไม่จิกเท่า แต่ Tuono ก็ยังแลกมาด้วยจานเบรกหน้าขนาดใหญ่อีก 10 มม.

Aprilia-TrackDay_06
ระบบเทคโนโลยีความปลอดภัย Aprilia Performance Ride Control (APRC) ประกอบไปด้วย
ABS ปรับได้ 3 ระดับ และสามารถปิดได้
AWC (Wheelie Control) ปรับได้ 3 ระดับ
ALC (Launch Control) ปรับได้ 3 ระดับ
ATC (Traction Control) 8 ระดับ และสามารถปิดได้

Aprilia-Tuono_2
นอกจากนี้ยังมีระบบ V4-MP ซึ่งเป็นการบันทึกข้อมูล datalogger สามารถบันทึก lap times, ตำแหน่งเกียร์, ความเร็ว และข้อมูลการขี่อื่นๆ แบบเบื้องต้น อาจไม่บอกลึกถึงตัวเลขแรงม้า แรงบิดที่ออกมา แรง G, องศา Lean โค้ง แต่ก็ถือว่า พอเพียงที่จะให้นักบิดมาดูข้อมูลการขี่ของตัวเองเพื่อใช้พัฒนาได้ต่อไป

Aprilia-RSV4-Tuono_1
สรุป
Aprilia RSV4 และ Tuono 1100 รถ Superbike และ Super Naked สัญชาติอิตาลี ที่มีเอกลักษณ์ในเรื่องของขุมพลัง V4 ซึ่งเป็นรถที่ถ่ายทอด DNA จากสนามแข่งลงสู่รถที่สามารถใช้งานบนถนนได้จริงอย่างถูกกฎหมาย

Aprilia-RSV4-RR-TrackDay_1
หากคุณมองหารถ Superbike เครื่อง V4 ที่จะช่วยให้คุณได้เป็นนักแข่ง #BeARacer ในแบบที่จับต้องได้ราคาไม่เกินล้าน RSV4 RR ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุด แต่ถ้างบไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ เพิ่มเงินอีกราว 1.69 แสนบาท จะได้ช่วงล่างตัวเทพ Ohlins และล้อที่ผ่านกรรมวิธีฟอร์จ รวมถึงลาย Superpole สุดเท่ ให้คุณสวมวิญญาณของนักแข่งอย่าง Eugene Laverty และ Lorenzo Savadori ลงสนาม

Aprilia-Tuono-TrackDay_10
สำหรับผู้ที่มองหา Super Naked ใช้งานได้ทั้งบนถนน และสนาม มีดีกรีเป็นรถที่แรงที่สุดในโลกสำหรับคลาส Naked แล้วล่ะก็ Tuono 1100 คันนี้เลย

Aprilia-RSV4-RR-Tuono-TrackDay_resize
Aprilia RSV4 RR ราคา 9.8 แสนบาท
Aprilia RSV4 RF ราคา 1.149 ล้านบาท
Aprilia Tuono V4 Factory ราคา 1.049 ล้านบาท

Aprilia-TrackDay_07
จุดเด่น

  • ขุมพลัง V4 ที่แรงและทรงพลัง
  • เทคโนโลยีความปลอดภัย ที่ถือว่าครบครันสำหรับสายสนาม
  • ระบบ V4-MP ที่สามารถปรับเซ็ทได้แบบ Real Time โค้ง/โค้ง

ข้อสังเกต

  • ในโฉมที่เราได้ทดสอบเป็นโมเดลปี 2016 ซึ่งปี 2017 จะมากับการอัพเกรดระบบ Electronic และเบรก (ใน Tuono)
  • RSV4 RF ยังเป็นระบบกันสะเทือนปรับด้วยมือ ไม่ใช่ไฟฟ้า

ที่มา : pgslot , PG SLOT , PGSLOTGAME

Yamaha Xmax 300 สกูตเตอร์ตัวใหญ่ สุดหรู เทคโนโลยีครบ

เมื่อวานนี้ 15 ส.ค. ที่ผ่านมาทาง Thai Yamaha Motors ได้จัดกิจกรรมทดสอบ Yamaha Xmax 300 พร้อม อบรมข้อมูลเทคนิค ให้กับบรรดาสื่อมวลชน ก่อนเปิดตัว และราคาอย่างเป็นทางการ เสาร์นี้ที่ BIG Motor Sale 2017 เราได้ไปทดสอบกันมา เป็นที่เรียบร้อย จึงขอพาทุกท่านมาชม รีวิว Yamaha Xmax300 แบบ 1st Impression สัมผัสแรกกันเลยดีกว่าครับ

Yamaha-Xmax300-Colors
เนื่องจากเมื่อวานนี้ ทางเราได้นำเสนอข้อมูล รายละเอียดที่น่าสนใจกันไปแล้ว เมื่อวานนี้ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา จึงขอเข้าเรื่องกัน ในส่วนของการขี่ทดสอบกันเลยดีกว่าครับ บาคาร่า สูตรบาคาร่า

Pon-Ride-Xmax_25_resize
เริ่มที่ท่านั่ง
แน่นอนว่าสไตล์ Big Scooter คุณสามารถวางเท้าได้ 2 ตำแหน่ง ไม่ว่าจะวางตั้ง หรือวางยันไปด้านหน้า
ซึ่งเมื่อวางเท้าเมื่อตั้งขาตรง ผู้เขียนพบว่าท่อนขาตั้งฉาก 90 องศาพอดิบพอดี

Yamaha-XMax300_09
สำหรับ Yamaha Xmax 300 มีความสูงเบาะ 795 มม. และด้วยสไตล์เบาะ แบบรถ Big Scooter ที่มีขนาดใหญ่กว้าง ทำให้ผู้มีสรีระขนาดเล็ก น่าจะต้องมีเขย่ง เหยียดขากันอย่างแน่นอน แต่ยังไงก็ถือได้ว่า เป็นเบาะนิ่มกว้างนั่งสบาย ทั้งผู้ขี่และผู้ซ้อน

Yamaha-XMax300_08
ตำแหน่งของตัวแฮนด์พบว่า ตำแหน่งกำลังดีไม่สูง หรือต่ำไป ขณะที่ตัวแฮนด์บาร์ ปรับเข้าลำตัวเพิ่มได้อีก 20 มม. ซึ่งผู้เขียนมองว่า ระยะที่ตั้งมาแต่แรก ก็ค่อนข้างจะพอดีแล้ว หากปรับใกล้เข้าหาลำตัว จะทำให้ต้องงอข้อศอก เข้ามาเพิ่มขึ้น ซึ่งดูจะไม่ค่อยถนัด กับการควบคุมนัก

Pon-Xmax300
เข้าเรื่องของการทดสอบขี่นั้น จะจัดแบ่งนักข่าวออกเป็นกรุ๊ปละ 4 คน ขี่วนกันคนละ 3 รอบสนาม YRA ซึ่งจะแบ่ง Station ออกเป็น ทดสอบอัตราเร่งทางตรงยาว, การทดสอบความคล่องตัว ด้วยการขี่ตามไลน์ Pylon รวมถึงการขี่หลบแบบ Pylon Snake

Pon-Ride-Xmax_30_resize
เริ่มที่อัตราเร่ง Xmax 300 ในสนาม YRA นี้ อาจจะไม่ได้เป็นทางตรง ให้ลองยาวๆ แต่ก็ ได้พอลอง แบบหอมปากหอมคอ
ก็พบว่าอัตราเร่ง มีกำลังแรงพอตัว ไม่ได้ดึงหวือหวานัก แต่ก็บิดได้ติดมือ ในระดับหนึ่ง เรียกได้ว่า มีพอให้ใช้เรียกแซง กับการใช้งานในเมือง ได้อย่างสบายๆ

Pon-Ride-Xmax_29_resize
ในช่วงของการพลิกรถ วิ่งตามไลน์ Pylon ผู้เขียนพบว่า การทดสอบในส่วนนี้ ถือเป็นจุดเด่นของเจ้า XMax เลย แม้ขนาดตัวจะดูใหญ่ แต่น้ำหนักตัวที่เบาเพียง 179 กก. มันจึงพลิกเข้าโค้งตามทาง ได้ง่ายไม่ยากเย็น พลิกโค้ง S โยกรถนิดพับพลิกลงได้เลย

Yamaha-XMax300_02
ด้านระบบเบรก ABS นั้น ก็ทำงานได้ อย่างเต็มประสิทธิภาพ ในช่วงสุดทางตรงก่อนเข้า Pylon Station ABS จับทำงานอย่างอยู่หมัด แต่ฟีลลิ่งของก้านเบรกทั้ง 2 ฝั่งก็จะดูดีดดิ้นสู้นิ้วมือกันเสียหน่อย และฟีลลิ่งเบรก จะเป็นในแบบของรถ AT ที่ดูแข็งๆ เช่นกัน

Pon-Ride-Xmax_26_resize
ขณะที่ระบบกันสะเทือนนั้น เน้นนั่งสบาย เมื่อพลิกเข้าโค้งเร็วๆ หรือ เข้าหนักๆ จะพบอาการ Bump ของช่วงล่างมากหน่อย ซึ่งก็เป็นตามสไตล์ของรถ แต่ก็ไม่มีปัญหา ในการควบคุมด้วยระยะฐานล้อ ที่ยาวพอสมควร จึงทำให้ตัวรถบาลานซ์ และยังควบคุมได้ดี

Yamaha-Xmax300_1
สรุปเบื้องต้น Yamaha Xmax300 ถือได้ว่าเป็นรถ Big Scooter หรูที่เต็มเปี่ยมไปด้วยออปชั่น เทคโนโลยีความปลอดภัย และความสะดวก ขี่ง่าย คล่องตัวในระดับหนึ่ง เหลือเพียงอย่างเดียว ที่ทุกคนรอ นั่นก็คือราคา ซึ่งจะประกาศในวันเสาร์นี้ ที่งาน BIG Motor Sale 2017

Yamaha-Xmax300_2
ล่าสุดดีลเลอร์ Yamaha ต่างประกาศราคาออกมาแล้ว คืนวันที่ 18 สค. โดย Yamaha Xmax300 มีราคาที่ 1.68 แสนบาท

Yamaha-Xmax300-PreLaunch_14

ที่มา : pgslot , PG SLOT , PGSLOTGAME

BMW G310R รถ Naked Bike สูบเดี่ยวในพิกัด 300cc

เปิดตัวกันตั้งแต่ปลายปี 2015 สำหรับ BMW G310R ซึ่งคนไทยได้เห็นกันตัวเป็นๆในช่วงนั้น แต่ก็รอกันสักพักจนทาง BMW Motorrad Thailand ได้เปิดตัวอย่างจริงจังพร้อมทำตลาดในช่วงปลายปี 2016 จนกระทั่งในที่สุดก็ได้เวลาส่งมอบกันเสียทีกับ BMW G310R รถ Naked Street Bike ค่ายฟ้าขาวจากแดนบาวาเรีย ซึ่งเป็นรถคันแรกที่ค่ายผลิตรถในพิกัดต่ำกว่า 500cc และเป็นรถที่ได้รับความสนใจกันมากที่สุดคันหนึ่ง ณ ขณะนี้

Review-BMW-G310R_41
และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาจนเกินไปทางเรา จึงขอรีบจัดทำรีวิว BMW G310R สีขาว Metallic คันนี้ ซึ่งเป็นสีไฮไลท์มาทดสอบให้เพื่อนๆ ได้รับชมกันแบบลึกก่อนใคร มารับชมกันได้เลยครับ บาคาร่า สูตรบาคาร่า

Review-BMW-G310R_07
รูปลักษณ์ภายนอก

ในส่วนของหน้าตานั้น ด้วยความที่ทาง BMW ต้องการตีตลาดสปอร์ตเน็คเก็ทพิกัด 300cc ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ดังนั้นเส้นสายต่างๆของตัวรถจึงมีความโฉบเฉี่ยว ปราดเปรียว มากกว่ารถ Naked Bike ของค่ายอย่าง BMW Motorrad

จุดเด่นที่เรียกได้ว่าเป็นจุดขายของเจ้านี่เลยก็คือ

Review-BMW-G310R_24
ชุดโคมไฟหน้าขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ทรงสามเหลี่ยมหัวใจ,

Review-BMW-G310R_21
ชุดไฟท้าย LED โคมใส BMW เลือกติดตั้งในรูปแบบเดียวกับพี่ใหญ่ S1000XR ที่บังโคลนกันดีด

Review-BMW-G310R_14
ครอบถังขนาดใหญ่ มีโลโก้ BMW บ่งบอกความพรีเมียม รับกันกับแฟริ่งข้างทรงแหลมคมมีตัว “R” เพื่อบ่งบอกตระกูล Naked Sport และถ้าขยับไปด้านหลังอีกนิดก็จะเห็นชุดโครงถักสีดำขนาดใหญ่ ดูแข็งแรงทนทาน

Review-BMW-G310R_27
เบาะนั่งตอนเดียวขนาดใหญ่ ถูกแบ่งระดับไว้อย่างชัดเจน ปิดคลุมซับเฟรมด้านข้างด้วยแฟริ่งท้ายชิ้นเล็กและที่จับสำหรับผู้ซ้อนดีไซน์สวยงาม

Review-BMW-G310R_11
ท่อไอเสียออกข้างขวาทรงรียาวในแบบรถสปอร์ตคลาสนี้ ผ่านไอเสีย Euro4 สบายๆ (รุ่น F800R ออกข้างซ้าย),

Review-BMW-G310R_25
ล้อแม็ก 5 ก้าน ลายกังหันที่ดูโดดเด่นไม่เบา

Review-BMW-G310R_1
ชุดระบบกันสะเทือนหน้า UpSideDown กระบอกสีทอง มอบความสปอร์ตอย่างมีระดับ

Review-BMW-G310R_19
จอแดชบอร์ดก็เป็นแบบ “Full-Digital” มีเพียงสัญลักษณ์บางอย่างถูกแยกไว้ด้านข้างหน้าจอเช่น ไฟสูง ,ไฟเลี้ยว, น้ำมันหมด, เกียร์ว่าง, ระบบ ABS, ไฟผ่าหมาก, และแบตเตอรี่ ส่วนหน้าจอก็แสดงมาตรวัดต่างๆไว้ค่อนข้างครบครัน ตั้งแต่ระดับน้ำมันทางด้านซ้าย, รอบเครื่องยนต์ (อยู่ทางด้านล่างกวาดเป็นแนวนอน), เลขบอกตำแหน่งเกียร์ทางด้านขวา, นาฬิกา, และตัวเลขความเร็วขนาดใหญ่ตรงกลาง

นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถปรับโหมดการแสดงผลให้โชว์รายละเอียดอื่นๆ ได้ ทั้ง Odo, Trip 1-2, ความเร็วเฉลี่ย, อัตราสิ้นเปลือง, ระยะทางคงเหลือที่วิ่งได้ เป็นต้น

Review-BMW-G310R_29
ทางสวิทช์ฝั่งซ้าย-ขวา ไม่มีอะไรมากมาย นอกจากไฟ Pass ทางฝั่งซ้าย

Review-BMW-G310R_04
ในส่วนของการเก็บงานของรูปลักษณ์ แม้ว่าโดยพื้นฐานแล้วตัวรถจะถูกผลิตและประกอบขึ้นที่อินเดียก็จริง แต่ด้วยการควบคุมคุณภาพการผลิตของ BMW ทำให้การเก็บงานสี รวมไปถึงชิ้นส่วนแฟริ่งต่างๆ รวมถึงตัวเฟรมรอบคันดูเรียบร้อยสมมาตรฐานแบรนด์เยอรมันนี

Review-BMW-G310R_06
มิติตัวรถ
กว้าง x ยาว x สูง (มม.) : 820 x 2,005 x 1,080 (รวมกระจกมองหลัง)
ระยะฐานล้อ : 1374 มม.
ความสูงเบาะ : 785 มม.
น้ำหนักตัวรถรวมของเหลว : 158.5 กก.
ถังน้ำมันจุ 11 ลิตร โดยมีถังน้ำมันสำรองประมาณ 1 ลิตร

Review-BMW-G310R_18
ในด้านของท่านั่ง

Review-BMW-G310R_43
ผู้เขียนที่มีส่วนสูงระดับ 174 ซม. เหยียบได้เต็มขา หย่อนสบายๆ
ท่านั่งโดยรวมมีความเป็นสปอร์ต ตำแหน่งองศาแฮนด์ต่ำ กางยาวทำให้ไม่งุ้มเข้าหาตัวเกินไป ขี่หย่อนมือสบายๆ ไม่ต้องงอศอกให้เมื่อย

Review-BMW-G310R_32
ช่วงมุมเว้าถังน้ำมัน เหน็บขาได้สบายๆ ไม่รู้สึกอึดอัดต้นขา
ตำแหน่งวางเท้าร่นมาด้านหลังนิดในสไตล์ Naked Sport ขี่ได้ท่ากำลังสวย และไม่เมื่อยขาแบบรถสปอร์ตแท้ๆ

Review-BMW-G310R_33
เบาะนั่งรูปทรงแบน นั่งสบายทั้งผู้ขี่และผู้ซ้อน แม้จะเดินทางไกลก็ไม่เมื่อยปวดขานัก

Review-BMW-G310R_34
การใช้งานจริงในเมือง
ด้วยมิติรถที่ใกล้เคียงกับเพื่อนๆ คลาส 300cc ก็ถือได้ว่ายังให้ความคล่องตัวในแบบรถ Naked Class 300 คันอื่นๆ แถมมีน้ำหนักตัวเบากว่าในคลาสอยู่ด้วยหลายคัน ทำให้การพลิกรถขี่มุดช่องว่างการจราจรขณะที่รถเคลื่อนที่นั้นทำได้คล่องพริ้วทีเดียว แต่เมื่อต้องพบกับการจราจรติดขัดหนักๆ แบบจอดติดไฟแดงนั้น ด้วยแฮนด์ที่ทรงต่ำกางยาว จึงทำให้การมุดช่องกระจกรถยนต์ และเลี้ยววงแคบอาจจะลำบากสักนิด แต่ก็แลกกลับมาด้วยการควบคุมที่ดีกว่าในการขี่แบบสปอร์ต หรือเข้าโค้งกว้างๆด้วยความเร็ว

Review-BMW-G310R_13
เครื่องยนต์ แบบสูบเดียว 313cc 4 วาล์ว DOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำ อ่างเก็บน้ำมันเครื่องแบบแยก พละกำลังสูงสุด 34 แรงม้าที่ 9,500 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 28 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบ/นาที เรดไลน์สูงสุด 10,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านชุดคลัทช์เปียกหลายแผ่น และเกียร์ 6 สปีด

Review-BMW-G310R_23
ติดเครื่องยนต์สตาร์ท ซุ่มเสียง 1 สูบ น่าฟัง เสียงไม่ดูสั่นๆ น่ารำคาญ
เอกลักษณ์ของ G310R คือ การวางตำแหน่งคอสูบเดี่ยวออกด้านหลังในตำแหน่งโช้กหลัง

Review-BMW-G310R_28
การขี่ออกตัวนั้นคลัทช์อาจจะดูต่ำไปหน่อย ต้องเดินคันเร่งไว้นิดๆ กระแทกคันเร่งออกตัวที่เกียร์ 1 รอบมาค่อนข้างไว จี๊ดจ๊าดจัดจ้านทีเดียว

Review-BMW-G310R_38
แม้รอบเครื่องย่านสูงๆ จะไม่แรงเท่าเครื่อง 2 สูบ แต่ที่รอบเครื่องต่ำขี่รีดทอร์คเน้นอัตราเร่งในเมืองถือได้ว่ามีให้ใช้แบบเพียงพอ
ด้าน Top Speed ที่เคลม 145 กม./ชม. จากการทดสอบจริงสามารถวิ่งทะลุได้ถึง 160 กม./ชม. ซึ่งทางทีมงานมองว่ายังไหลต่อได้อีกเล็กน้อยถ้าถนนยังมีให้พอวิ่งมากกว่านี้

Review-BMW-G310R_03
นอกจากนี้จุดที่ดูประทับใจ ก็คือ อาการสั่นสไตล์รถ 1 สูบ ใน G310R นี้ถือว่าต่ำมาก ถ้าไม่ได้สนใจในจังหวะขี่นี่แทบจะลืมไปได้เลย ซึ่งนี่ถือเป็นจุดเด่นของเครื่องยนต์ G310R คันนี้เลยทีเดียว
รวมไปถึงน้ำหนัก Engine Brake ที่ไม่หนักจนเกินไป สามารถ Shift รวบเกียร์ลงก่อนเข้าโค้งได้แบบหนักๆ โดยไม่สูญเสียอาการควบคุมที่ล้อหลัง

Review-BMW-G310R_26
ระบบกันสะเทือนหน้า แบบหัวกลับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางแกน 41 มม. ระยะยุบ 140 มม.

Review-BMW-G310R_22
ระบบกันสะเทือนหลัง โช้กเดี่ยว ปรับพรีโหลดได้ ระยะยุบ 131 มม. ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มอลูมิเนียมหล่อขึ้นรูป

Review-BMW-G310R_01
ในด้านของระบบกันสะเทือนนั้นถือได้ว่า ทำได้ดีลงตัว โช้กหน้า USD ดูดีสมราคากว่ารถในคลาส 650cc หลายคัน
เจอเนินเจอทางขรุขระ ไม่ต้องมากระเด้งข้อแขนให้ปวดข้อมือ พร้อมการควบคุมที่ทำได้มั่นใจ

Review-BMW-G310R_05
ขณะที่โช้กหลังเดี่ยวทำมุมประมาณ 60 องศา ที่เซ็ทออกมากึ่งทัวริ่ง เน้นนั่งสบาย นั่งกับเบาะที่มีรูปทรงแบนราบแล้ว ถือได้ว่านั่งได้ไม่อึดอัด ไม่แข็งกระเด้งจนปวดก้น เดินทางไกลก็นั่งสบายทั้งผู้ขี่ และผู้ซ้อน

Review-BMW-G310R_02
โดยรวมแล้ว ถือได้ว่าเซ็ทออกมาไม่ได้สปอร์ตจ๋า เหมาะแก่การใช้งานในแบบ Naked Street ได้เหมาะสม และพอเอาไปขี่แบบสปอร์ตได้ไม่น่าเกลียด

Review-BMW-G310R
นอกจากนี้ ยางหน้าไซส์ 110/70 R17 และยางหลังขนาดใหญ่ถึงไซส์ 150/60 R17 จาก Michelin Pilot Street Radial ถือได้ว่าให้การยึดเกาะที่ทำได้หนึบแน่นดีพอสมควรกับการใช้งานรูปแบบถนน

ระบบเบรก ABS หน้า-หลังจาก Bybre

Review-BMW-G310R_10
ด้านหน้าจานเดี่ยวขนาด 300 มม. คาลิปเปอร์ 4 สูบ เรเดียลเมาท์

Review-BMW-G310R_12
ระบบเบรกหลังเดี่ยวขนาดจาน 240 มม. คาลิปเปอร์ลูกสูบเดียว
เบรกชุดนี้เป็นแบบเดียวกับที่พบในรถยุโรปในคลาสเดียวกันจากค่ายออสเตรีย แต่มีขนาดจานเบรกหลังใหญ่กว่า 10 มม.

Review-BMW-G310R (2)
โดยรวม แม้ว่าฟีลลิ่งของระบบเบรกตัวนี้ จะให้ความรู้สึกที่ไม่แตกต่างกันนัก ฟีลลิ่งการตอบสนองนั้นดูแข็งๆ ไม่ค่อยมีน้ำหนักนัก จะต้องกดเบรกลงลึก เพื่อการตอบสนองที่มีประสิทธิภาพ

Review-BMW-G310R_35
อย่างไรก็ดีการชะลอความเร็วสูงๆ สามารถใช้การลดเกียร์ลงช่วยได้เลย เนื่องจาก Engine เบรกต่ำ ทำให้การควบคุมรถนั้นทำได้ง่ายดาย ไม่พบอาการล้อล็อกท้ายปัดให้เห็น แม้จะพยายามจงใจอยากให้มีออกอาการสไลด์บ้างก็ตาม

นอกจากนี้การตอบสนองของ ABS นั้นตอบสนองได้ค่อนข้างทันท่วงที หากคุณต้องเบรกกะทันหัน

Review-BMW-G310R_08
สรุป BMW G310R ถือได้ว่าเป็นรถ Naked Roadster ที่หล่อและเนี้ยบที่สุดในคลาส 300cc เลยก็ว่าได้
ทั้งรูปลักษณ์ และคุณภาพงานประกอบที่ดูสมราคา ขี่ไปไหน จอดที่ไหนก็ต้องมีแต่คนหันมามอง และสะดุดตาที่โลโก้ฟ้าขาว
แม้เครื่องยนต์จะเป็นบล็อกสูบเดี่ยว แต่อัตราเร่งจี๊ดจ๊าดเอาเรื่อง ถึงจะเทียบ 2 สูบไม่ได้ แต่ก็น่าประทับใจที่สุดในคลาส 300cc สูบเดี่ยว ซึ่งเพียงพอกับการเป็นรถ Street Bike ใช้งานในเมืองได้เหลือเฟือ รวมไปถึงช่วงล่างที่ดีเยี่ยม ไม่แข็งกระด้าง นั่งเดินทางสบาย ทั้งยังคงความหนึบขี่สนุกได้ฟีลลิ่งแบบสปอร์ต

Review-BMW-G310R_20
หากคุณมองหารถยุโรปสักคันนึงในราคาจับต้องได้ BMW G310R คันนี้ ถือว่าเป็นรถที่คุ้มค่าคุ้มราคามากที่สุด ณ ขณะนี้เลยทีเดียว

Review-BMW-G310R_09BMW G310R มีราคา 1.99 แสนบาท มี 3 สีให้เลือก ได้แก่ น้ำเงิน, ขาว และ ดำ

Review-BMW-G310R_15

ที่มา : pgslot , PG SLOT , PGSLOTGAME

GPX Legend Gentleman 200 สุภาพบุรุษไทยสุดหล่อ

ซึ่งทาง GPX แบรนด์รถสัญชาติไทย ได้รุกจับกลุ่มตลาดนี้ ด้วยการเปิดตัวรถ GPX Legend Gentleman 200 ไปเมื่อปลายปี 2016 ที่ผ่านมา ซึ่งถือได้ว่า เป็นรถโมเดิร์นคาเฟ่ของคนไทย คันนี้มากับออปชั่นครบครัน แต่ราคาค่าตัวเพียงแค่หลักหมื่น เท่านั้น วันนี้ทางเราได้มีโอกาสมารีวิว GPX Legend Gentleman 200 เจ้าสุภาพบุรุษไทยระดับตำนานคันนี้ จะเป็นเช่นไร มารับชมกันได้เลยครับ

ในปัจจุบันนี้ มีกลุ่มผู้ขี่รถในหลากหลายสไตล์มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในกลุ่มของคอคลาสสิคนั้น ก็ได้มีการเติบโตขึ้นไม่น้อย โดยเฉพาะในกลุ่มของ Cafe Racer นั้นก็มีผู้ชื่นชอบและหันมาเล่นรถแนวนี้ เพื่อคัสตอมเพื่อขี่หล่อๆ กันเป็นจำนวนมากขึ้น

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_04
เริ่มกันที่รูปลักษณ์ดีไซน์คาเฟ่สปอร์ตร่วมสมัย Legend Gentleman 200 ออกแบบโดยดีไซน์เนอร์ชาวอิตาลี แม้ชื่อจะดูเก๋าระดับตำนาน แต่งานดีไซน์ผสมผสานระหว่างความคลาสสิคและความทันสมัย ดูดีลงตัว บาคาร่า สูตรบาคาร่า

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_15
ไฟหน้าทรงกลมมาพร้อมไฟ Day Time Running Light LED

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_36
ไฟเบรค และไฟเลี้ยวทั้งหน้า-หลัง เป็น LED เช่นกัน

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_52
ตัวถังน้ำมันมีการใส่รายละเอียด ตะเข็บหนังพาดกลางตัวถัง

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_37
ครอบท้ายตูดมดสไตล์สปอร์ตคาเฟ่ สามารถถอดออกได้ง่าย แค่ใช้ประแจหกเหลี่ยมขันน็อตออกเพียง 2 ตัว

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_38
จะพบเบาะตอนท้ายให้ผู้โดยสารซ้อนได้

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_54
ตัวเบาะนั่งลายเคฟล่า ดูสปอร์ต แต่นั่งได้อย่างสบาย

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_14
เลข 10 ที่ตูดมด นั้นเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีของบริษัท GPX

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_44
นอกจากนี้ ยังมีชุดแฟริ่งอีกชิ้นติดตั้งมาให้นั่น ก็คือ อกล่าง

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_Muffer
ท่อไอเสียออกข้าง สแตนเลสทั้งเส้น ดูสวยงาม ให้ซุ่มเสียงที่แน่นดูมีพละกำลัง แต่ไม่ดังเกินไป

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_33
ตัวคันเกียร์ให้มาเป็นแบบเกียร์โยง เอาใจขาซิ่ง

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_31
ล้อซี่ลวดขอบ 17” สวมยาง Pirelli Angel City ขนาดยางกว้างด้านหน้า 110 มม. และด้านหลัง 140 มม.

gpx-legend-gentleman-200_34
มาตรวัดถ้วยกลม Full Digital มีลูกเล่นที่การเปลี่ยนสีได้มากถึง 7 สี
บอกความเร็ว บอกรอบเครื่อง เกจ์น้ำมัน และยังบอกประจุแบตเตอรี่ได้อีกด้วย

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_Switch
สวิทช์ไฟซ้าย ปุ่มสวิทช์ไฟเลี้ยวเป็นแบบเลื่อน ไม่ใช่แบบ Auto Return ซึ่งมีข้อดี คือ แค่ใช้นิ้วโป้งสัมผัสก็รู้ได้ทันทีว่าเปิดไฟเลี้ยวค้างอยู่หรือไม่
สวิทช์ไฟขวา ไม่มีสวิทช์ Run-Off แต่ให้สวิทช์ไฟฉุกเฉินมาแทน ดังนั้นต้องดับเครื่องด้วยกุญแจเท่านั้น

สำหรับอีกจุดหนึ่งที่ อยากจะบอกว่าค่อนข้างประทับใจ ก็คือ ตัวปลอกมือที่เป็นยาง มีสัมผัสที่นุ่ม ไม่บาดมือ เหมือนปลอกมือคันอื่นๆ

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_35
ถังน้ำมันมีความจุรวม 13 ลิตร แยกเป็นถังหลัก 11.5 ลิตร และถังสำรอง 1.5 ลิตร มีปุ่มบิดอยู่ทางด้านใต้ฝั่งซ้ายของตัวถัง

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_10
สำหรับมิติ Legend Gentleman มีน้ำหนัก 160 กก. มีระยะฐานล้อ 1,400 มม.

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_24ซึ่งถือได้ว่ามีขนาดตัวใกล้เคียงรถสปอร์ตระดับ 250-300cc แต่จะมีน้ำหนักเบากว่าเล็กน้อย

Review-GPX-Legend-Gentleman_200-Ride-Position_2
ความสูงเบาะที่ 730 มม. ไม่สูงเกินไป ทำให้ผู้ขี่ส่วนใหญ่นั่งเหยียบได้เต็มเท้า (ในรูปผู้เขียนสูง 174 ซม.)

Review-GPX-Legend-Gentleman_200-Ride-Position_1
ด้านท่านั่ง และการขี่ใช้งานจริงในเมือง พบว่า ด้วยองศาแฮน์บาร์ที่เตี้ย และกางยาว หากไปที่รถติด ก็อาจต้องเมื่อยกันนิด

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_29
ด้วยท่านั่งที่ต้องก้มหลังโน้มตัวไปพอสมควร จึงอาจทำให้การเลี้ยวลัดเลาะการจราจรไม่คล่องตัวมาก

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_27
แต่ตำแหน่งแฮนด์ที่เตี้ย ก็สามารถผ่านระดับกระจกรถยนต์ทั่วไปได้ไม่ยากเย็น ซึ่งก็ต้องระวังกระจกมองข้างอยู่เล็กน้อย

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_Engine_1
ขุมพลังครื่องยนต์ ขนาด 197cc จ่ายน้ำมันด้วยคาบูเรเตอร์ ระบายความร้อนด้วยอากาศ

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_Engine_4
แต่ติดตั้ง Oil Cooler ช่วยระบายความร้อนตัวน้ำมันเครื่อง มันถูกใช้ใน Legend 200 มาแล้ว จึงการันตีสมรรถนะใน Legend Gentleman คันนี้ได้เป็นอย่างดี

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_Engine_3
สำหรับขุมพลังบล็อกนี้ แรงในแบบที่ตอบโจทย์การเดินทางของคอคาเฟ่เรเซอร์ได้ทุกรูปแบบ การขี่ในเมืองอาจพบว่าคลัทช์ดูหนักไปนิด เมื่อต้องบีบกำคลัทช์บ่อยในเมืองที่จราจรติดขัด

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_Engine_6
ด้านพละกำลังนั้นมีให้ใช้เหลือเฟือ สำหรับการเร่งแซง เมื่อเปิดคันเร่งหนักลากรอบเครื่อง พบแรงดึงพอประมาณ อาจสั่นบ้างเล็กน้อยตามสไตล์รถสูบเดี่ยว แต่ไม่ถือเป็นปัญหาแต่อย่างใด

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_Engine_5ขณะขี่เดินทางไกลถือว่ากำลังเพียงพอ ไม่ต้องเค้นลากรอบให้เหนื่อย เดินทางไกลไปได้ไม่ลำบาก

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_17
อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย ทำได้เกือบๆ 30 กม./ลิตร
ขณะที่ Top Speed ทาง GPX เคลมว่า วิ่งได้เร็วกว่า 137 กม./ชม.

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_32
ระบบกันสะเทือน โช้กหน้าแบบ Up Side Down

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_56
โช้กหลังเดี่ยวแบบ Uni-Trak จาก YSS

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_Brake_3
การใช้โช้คหน้าแบบ UpSideDown ไม่ใช่แค่หล่อขึ้นแต่มันเพิ่มความเสถียรภาพของตัวรถด้วย
โช้ก UpSideDown ใน Legend Gentleman นี้ ติดแข็งไปหน่อย แต่ก็เฟิร์มมั่นคง ตามแบบฉบับสปอร์ตคาเฟ่

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_09
ขณะที่โช้กหลังเดี่ยว YSS สามารถขันปรับ Preload ได้ 6 ระดับ นอกจากนี้ยังมีกระเดื่องหลัง มาช่วยซับแรงอีกด้วย ช่วงล่างหลังจึงทั้งหนึบ แต่ก็ซับแรงสะเทือนได้ดี

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_Brake_2
ระบบดิสก์เบรกทั้งหน้าและหลัง
ด้านหน้า Twin Disc ปั๊มเบรก Radial Mount จัดเต็มไม่น้อยหน้ารถสปอร์ตระดับ Mid Sized

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_28
การใช้งาน แม้น้ำหนักของก้านจะดูแข็งไปนิด แต่เบรกตอบสนองได้อย่างเหมาะสม สามารถหยุดกำลังเครื่องของ Gentleman คันนี้ได้สบายๆ เรียกได้ว่าสอดคล้องบาลานซ์กันกับ ช่วงล่างด้านหน้า

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_18สรุป GPX Legend Gentleman 200 ถือเป็นรถคาเฟ่ร่วมสมัยสัญชาติไทยที่ดูดี, เพียบพร้อมทั้งในด้านออปชั่น และขุมพลังเครื่องยนต์ที่เพียงพอสำหรับใช้งานในทุกวัน

 

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_05ที่สำคัญทุกคนสามารถจับต้องเป็นเจ้าของได้ในค่าตัวแค่หลักหมื่น
ดังนั้นไม่ว่าคุณจะซื้อไปเพื่อคัสตอม หรือจะใช้งาน ทั้งขี่หล่อออกทริป หรือในชีวิตประจำวันก็ทำได้

Review-GPX-Legend-Gentleman_200_20

สำหรับผู้ที่สนใจ GPX Legend Gentleman 200 โมเดิร์นคาเฟ่ สุดหล่อ ในสไตล์สุภาพบุรุษไทย คันนี้ มีราคาที่ 69,800 บาท คุณสามารถแวะเข้าไปชมตัวจริงได้ที่ศูนย์ GPX ทั่วประเทศ

ที่มา : pgslot , PG SLOT , PGSLOTGAME

2017 Honda Scoopy-i Club 12 รถสกูตเตอร์ยอดนิยม

เมื่อปลายเดือน มี.ค. ที่ผ่านมาในงาน Bangkok International Motor Show 2017 ทาง A.P.Honda ได้เปิดตัวรถจักรยานยนต์ AT ยอดนิยม โฉมใหม่ เป็นครั้งแรกในโลกกับ All New Scoopy-i (2017 Honda Scoopy-i)

2017-Scoopy-i_05
โดย 2017 Honda Scoopy-i มาด้วยกัน 3 รุ่น ได้แก่ Club 12, Prestigue, Urban Team มีให้เลือกทั้งสิ้น 9 สี ซึ่งในวันนี้ทีมงาน MotoRival เราจะขอมานำเสนอ 2017 Honda Scoopy-i Club 12 ซึ่งถือได้ว่าเป็นรถ AT โฉมใหม่ ขี่ชิล พร้อมใช้งานในชีวิตประจำวันได้ โดยมากับออปชั่นและเทคโนโลยีที่น่าสนใจไม่เบา ลองมาดูกันเลยดีกว่าครับ บาคาร่า สูตรบาคาร่า

2017-Honda-Scoopy-i-Front-Back
2017 Scoopy-i ใหม่ ได้รับการออกแบบในสไตล์ Minimal

2017-Scoopy-i_07
มีจุดเด่นที่ไฟหน้าแบบ LED โปรเจ็คเตอร์ พร้อมไฟ Daylight LED ซึ่งมีชื่อเรียกว่า Ring Light ขณะที่ตัวไฟเลี้ยวได้รับการ Built In ในตัว

2017-Scoopy-i_28
เช่นเดียวกับชุดไฟทางด้านหลัง (ไฟทางด้านหลังจะเป็นหลอดปกติไม่ใช่ LED)

2017-Scoopy-i_06
ในรุ่นที่เราทดสอบนี้เป็น Club 12 สวมล้อแม็ก 12” ซึ่งจะแตกต่างจากรุ่นอื่นๆ ที่เป็นล้อซี่ลวดขนาด 14”

2017-Scoopy-i_30

นอกจากนี้การตกแต่งเบาะด้วยสีน้ำตาลเมเปิ้ล มอบความหรูแบบมีสไตล์ให้กับรุ่น Club 12 อีกด้วย

2017-Scoopy-i_12
ขณะที่ส่วนอื่นๆของตัวรถอย่างแฟริ่งทางด้านหน้า และบั้นท้ายของรถจะมีสติกเกอร์ที่บ่งบอกว่าเป็นรุ่นสูงสุดของ Scoopy-I กับคำว่า Club 12

2017-Scoopy-i_10
ตัวมาตรวัดแบ่งเป็นโซน ทางด้านบนจะเป็นเข็มบอกความเร็วแบบอนาล็อก พร้อมไฟ Eco Lamp ที่จะเข้ามาแจ้งเตือนการขี่แบบประหยัดน้ำมัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 Stage โดยระดับแรกไฟจะติดขึ้น เพื่อแจ้งว่าเริ่มเข้าสู่การขี่แบบ Eco แล้ว (34 กม./ลิตร+) และในระดับที่ 2 จะติดสว่างที่สุดเพื่อบ่งบอกว่ากำลังขี่แบบประหยัดน้ำมันได้ดีเยี่ยม (63 กม./ลิตร+)
ทางด้านล่างจะเป็นมาตรวัดดิจิตอล บอก Odometer และ เกจ์น้ำมัน

2017-Scoopy-i_09
ต่อมาที่ลิ้นชักหน้าทางฝั่งซ้ายเมื่อเปิดออกจะพบ ช่องจ่ายไฟสำรอง AC Socket ให้ชาร์จไฟโทรศัพท์มือถือ แต่คุณต้องมี Adapter แปลงแบบเดียวกับที่ชาร์จไฟจากช่องจุดบุหรี่บนรถยนต์
ถัดมาทางฝั่งขวาจะเป็น Glove Box ช่องเก็บของขนาดเล็ก เช่น ใส่กุญแจ หรือ ถุงมือ เป็นต้น

2017-Scoopy-i_23
ทางก้านเบรกฝั่งซ้ายมีแกน Brake Lock เอาไว้ขณะจอด เพื่อให้รถไม่ไหลเมื่อจอดบนทางชัน

2017-Honda-Scoopy-i-Ride-position
สวิทช์ไฟฝั่งขวามือจะมีปุ่มเปิด-ปิด Idling Stop

2017-Scoopy-i_11
เมื่อเปิดช่องเก็บของใต้เบาะจะพบ U-BOX จุ 15.4 ลิตร สามารถเก็บหมวกกันน็อกแบบเต็มใบเปิดหน้าลงไปได้

2017-Scoopy-i_17
ด้านมิติรถนั้น 2017 Scoopy i ใหม่
มีน้ำหนักเพียง 98 กก. ซึ่งถือได้ว่ามีน้ำหนักที่เบาที่สุดในรถ AT ของค่าย
ด้านความสูง 741 มม. ถือได้ว่านั่งได้สบายๆ สำหรับผู้ขี่ที่มีสรีระทั่วไป และไม่สูงมากนัก
ความจุถังน้ำมัน 4 ลิตร แม้จะมีความจุไม่มาก แต่ถังหนึ่งสามารถวิ่งได้ร่วมๆ 200 กม. + – (ขึ้นกับสไตล์การขี่)

2017-Scoopy-i_15

เครื่องยนต์ eSP ความจุ 108.2cc หัวฉีด PGM-Fi ส่งกำลังด้วยเกียร์ V-Matic
มาพร้อมระบบ idling Stop เมื่อหยุดรถนานกว่า 3 วินาที เครื่องจะดับทันที เพื่อช่วยประหยัดน้ำมัน
โดย Scoopy-I นี้เคลมอัตราสิ้นเปลืองที่ 62.5 กม./ลิตร ซึ่งถือได้ว่าประหยัดสุดในรถ AT (ใน Scoopy-i เดิมจะเคลมอัตราสิ้นเปลืองที่ 53 กม./ลิตร)

2017-Scoopy-i_14
ทันทีที่กดปุ่ม สตาร์ทนั้น เครื่องยนต์ติดโดยง่ายทันที และไม่มีอาการสั่น และเสียงที่น่ารำคาญ จาก alternator starter หรือที่เรียกว่าระบบสตาร์ทเงียบ

2017-Scoopy-i_29
เมื่อเริ่มขี่ออกตัว แน่นอนว่าการขับเคลื่อนนั้นตามสไตล์ของรถ AT เจ้า Scoopy-i คันนี้ยังคงขี่ได้แบบสมูทคันเร่งลื่น บิดออกตัวได้แบบเรื่อยๆ ไม่หวือหวามากเกินไป ขณะที่ขุมพลัง 110cc ก็สามารถตอบโจทย์การขี่ในเมือง หากขี่ใช้งานแบบทั่วๆไป ที่ไม่ได้เร่งรีบนัก

2017-Scoopy-i_40
จุดเด่นของการขี่ 2017 Scoopy-I นี้ อีกอย่างก็คือ การมีไฟ Eco Lamp ที่จะช่วยมาเตือนการขี่แบบประหยัดน้ำมัน ซึ่งไฟจะติดขึ้น 2 ระดับ ทำให้เป็นเหมือนการท้าทายตัวผู้ขี่ให้เล่มเกมให้ไฟ Eco ติดสว่างที่สุด

2017-Scoopy-i_13
ระบบกันสะเทือน ทางด้านหน้าเป็นแบบ Telescopic ด้านหลังแบบ Unitswing
ซึ่งการใช้งานถือได้ว่า เป็นสไตล์รถแบบขี่สบายๆ ตามแบบฉบับ Scooter AT เน้นความนุ่มนวลเป็นหลัก แต่ถ้าขี่ด้วยความเร็ว และพบกับพื้นที่ไม่เรียบ หรือ เข้าโค้งหนักหน่อย อาจมีอาการยวบให้เห็นบ้างเล็กน้อย

2017-Scoopy-i_21
ระบบเบรก ดิสก์หน้าลูกสูบเดี่ยวจาก Nissin และด้านหลังดรัมเบรก โดยมาพร้อมระบบ Combi Brake
ซึ่งระบบนี้จะเข้ามาช่วยเมื่อคุณกำเบรกหลังลงน้ำหนักมาก ระบบเบรกหน้าจะเข้ามาช่วยทำงานร่วม เพื่อรักษาบาลานซ์ของตัวรถ
สำหรับการใช้งานนั้นก็ถือได้ว่าเบรกลูกสูบเดี่ยวของ Nissin ทางด้านหน้า เบรกได้หนึบแน่นมือเพียงพอในการหยุดชะลอความเร็วจากขุมพลังเครื่องบล็อก 110cc นี้ได้แบบสบายๆ

2017-Scoopy-i_39
สรุป 2017 Honda Scoopy-i ถือได้ว่ามากับรูปลักษณ์ที่ดีไซน์ทันยุคทันสมัยมากขึ้น พร้อมออปชั่นที่ตอบโจทย์การใช้งานในยุคใหม่ ยังคงความดีจากเครื่องยนต์ eSP ที่เน้นในเรื่องของการขับขี่ที่แสนสบายตั้งแต่เริ่มสตาร์ท รวมถึงการขี่ที่นุ่มนวล และเด่นเรื่องประหยัดน้ำมันที่ยอดเยี่ยม

2017-Scoopy-i_33
ดังนั้น เพื่อนๆ ที่มองหารถ AT ขี่ง่ายๆ เบาๆ สบายๆ คล่องตัว ประหยัดน้ำมัน ตอบโจทย์คนยุคใหม่ อย่าลืมมองหา 2017 Honda Soopy-i รถสไตล์ Minimal คันนี้กันนะครับ

2017-Scoopy-i_36
สำหรับ 2017 Honda Scoopy-I มี 3 รุ่น 3 ราคา ดังนี้
รุ่น Club 12 (คันที่ทดสอบ) ราคา 51,100 บาท
รุ่น Prestige ราคา 48,600 บาท
รุ่น Urban Team ราคา 48,100 บาท

2017-Scoopy-i_03

ที่มา : pgslot , PG SLOT , PGSLOTGAME

GPX Demon X 125 มินิไบค์พันธ์สปอร์ต เล็กแสบ ทันสมัย

หากพูดถึงรถมินิไบค์ที่จำหน่ายในประเทศไทยนั้น คงมีหลากหลายรุ่นหลายโมเดลในตลาด แต่ถ้าเพื่อนๆ กำลังมองไปที่สไตล์ของตัวรถที่มีความสปอร์ต ดูทันสมัย พร้อมแฝงรูปลักษณ์แบบ Neo Scrambler (Scrambler เป็นรถแนวอเนกประสงค์ ในสไตล์ Retro ที่ถูกพัฒนามาให้ขี่ลุยทางฝุ่นได้ อาทิ การใช้ยางหนาม แฮนด์ยกสูง ท่อไอเสียยกสูง) อยู่หน่อยๆ แล้วล่ะก็ รถมินิไบค์ ที่อยู่ในกระแส ณ ขณะนี้ คงหนีไม่พ้นเจ้า GPX Demon X 125 อย่างแน่นอน

Review-GPX-Demon-X_38
มองย้อนกลับไปสักปีครึ่ง GPX ได้เปิดตัว Demon Concept Scrambler ไปตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว ก่อนที่ถูกนำมาปรับโฉมใหม่เป็นตัว Prototype ซึ่งมากับสไตล์ Naked Sport แทนรูปลักษณ์ Scrambler ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาในงาน Bangkok Motor Show 2017 และเมื่อประมาณเดือนที่แล้ว วันที่ 26 ก.ย. ที่ผ่านมา ทาง GPX ได้เปิดตัว GPX Demon X 125 โฉมขายจริงอย่างเป็นทางการออกมาโดยเคาะราคา 55,800 บาท ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดซึ่งแตกต่างจากโฉม Demon-X Prototype อีกเล็กน้อย ซึ่งการมาของเจ้า Demon X 125 นี้ ถือว่าได้ว่ามาเสริมทัพตระกูลมินิไบค์ Demon ให้กับค่ายซึ่งจะมาทำตลาดในพิกัดขนาดเล็ก 125cc บาคาร่า สูตรบาคาร่า

Review-GPX-Demon-X_27และในวันนี้ทางทีมงาน MotoRival เราขอพาทุกท่านมาพบกับรีวิว GPX Demon X125 มินิไบค์สายสปอร์ต ดีไซน์แสบ แต่ทันสมัย คันนี้กันครับ

Review-GPX-Demon-X_33
GPX Demon X125 ได้เปิดตัวออกมาในคอนเซ็ปต์ The (X)perience ที่จะมอบประสบการณ์ในรถมินิไบค์รูปแบบใหม่ มันมีดีไซน์ต่อยอดจากแนว Scrambler ในโฉม Concept เมื่อปีครึ่งที่แล้ว ซึ่งถือว่าถ่ายทอดมาสู่ Production ได้อย่างสวยงาม และยังคงความความโดดเด่นในหลายๆจุดของตัวรถด้วยกัน

Review-GPX-Demon-X_15
เริ่มจากไฟหน้า LED พร้อมไฟ DRL รูปทรงตัว X ถือเป็นเอกลักษณ์มาตั้งแต่แรก
ตัวไฟเลี้ยวเป็นแบบ LED

Review-GPX-Demon-X_07
ไฟท้าย LED ซึ่งถูกดีไซน์มารับกันตัวเบาะท้าย

Review-GPX-Demon-X_05
ท่อไอเสียออกคู่ยกสูงทรงเหลี่ยม ดูโฉบเฉี่ยวเข้ากันกับชุดแฟริ่ง

Review-GPX-Demon-X_13
อีกหนึ่งจุดเด่นของรถมินิไบค์ตระกูล Demon ที่ต้องมีนั่นคือ เฟรมถัก ที่ดูสวยงามมีระดับ พร้อมหัวน็อตยึดเฟรมที่เป็นลักษณ์หัวน็อตแต่ง

Review-GPX-Demon-X_03
ทางด้านหน้าได้ติดตั้งแผงครอบการ์ดหม้อน้ำ (หลอก) ซึ่งดูสวยงามไม่แพ้รถ BigBike

GPX-Demon-X-125-BIMS2017_10
มาตรวัดแบบดิจิตอลรูปแบบเดียวกับ GPX Gentleman มีลูกเล่นเปลี่ยนสี Backlight ได้ 3 สี ส้ม เขียว น้ำเงิน

Review-GPX-Demon-X
ด้านมิติ GPX Demon-X มีน้ำหนักตัว 105 กก.
ความสูงเบาะ 770 มม.

Review-GPX-Demon-X_04
ความจุถังน้ำมัน 6.5 ลิตร รวมถังน้ำมันสำรอง

Review-GPX-Demon-X_16
Demon-X สวมล้ออัลลอยขนาด 12″ ลวดลายดูโฉบเฉี่ยวสีดำตัดโครมเงา หุ้มด้วยยาง IRC หน้ากว้าง 120 ด้านหน้า และ 130 ทางด้านหลัง

Review-GPX-Demon-X_06
ด้านตัวเบาะนั่งตอนเดียว ซึ่งเป็นเบาะที่ดูแคบมีขนาดเรียวสวยตามสไตล์รถ Scrambler

Review-GPX-Demon-X_36
ในส่วนของท่านั่ง พบว่าความสูงเบาะ 770 มม. และตัวเบาะนั่งค่อนข้างแคบ ดูเอื้อเฟื้อกับผู้ที่มีสรีระที่ไม่สูงมากในการขี่ เรียกได้ว่าความสูงตัวเบาะกำลังดีสำหรับรถไซส์มินิเช่นนี้

Review-GPX-Demon-X_17
แฮนด์บาร์องศากำลังดี ออกเตี้นนิดๆ (ต่ำกว่า 150GN พอควร) รวมถึงขนาดแฮนด์ที่ไม่กว้างมากทำให้การควบคุมรถทำได้คล่องแคล่ว แต่ก้านกระจกที่ดูสูงและกางยาวไปหน่อยอาจต้องระวังในขณะที่มุดการจราจรในเมือง

Review-GPX-Demon-X_14
นอกจากนี้ผู้เขียนแอบพบว่าตรงถังน้ำมันที่มีชิ้นแฟริ่งสีเทายื่นออกมาดูจะติดหัวเข่าไปเสียหน่อย จึงยังให้ความรู้สึกไม่กระชับเท่าถังน้ำมันของ 150GN

Review-GPX-Demon-X_28
สำหรับตัวเบาะนั่งที่ค่อนข้างแคบอาจทำให้มีอาการเมื่อยได้บ้างหากต้องขี่เดินทางไกล แต่ถ้าขี่ในเมืองถือว่ายังขี่ได้สบายๆ ไม่มีปัญหา

Review-GPX-Demon-X_37ขณะที่เบาะผู้ซ้อนนั้นอาจจะไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก เนื่องจากตัวเบาะที่ค่อนข้างแคบและสั้น หากผู้ซ้อนที่มีสรีระใหญ่หน่อยอาจจะนั่งซ้อนลำบากนิด แต่ถ้าเป็นสาวๆ ตัวเล็กร่างบางละก็กำลังพอเหมาะพอเจาะกับขนาดตัวเลยทีเดียว

Review-GPX-Demon-X_09
เครื่องยนต์ 4 จังหวะ ความจุ 125cc ระบายความร้อนด้วยอากาศ ส่งกำลังแบบ Auto Clutch (ตบเกียร์ลง) 4 Speed จาก Demon 125 ได้ถูกนำมาวางบน Demon X 125 คันนี้ ยังคงให้การขี่ใช้งานเป็นไปได้อย่างสนุก

Review-GPX-Demon-X_23
ตัวรถขี่ง่ายควบคุมไม่ยาก ตัวรถมีน้ำหนักเบา ให้ความคล่องตัวค่อนข้างสูง
กำลังเครื่องมีพอประมาณสำหรับการใช้งาน เหมาะสมกับขนาดตัว ไม่แรงจนดึงกระชาก แต่ก็ขี่สนุกได้แบบไม่อืดแต่อย่างใด

GPX-DemonX_PON_3
สำหรับ Top Speed นั้นมีตัวเลข 110 กม./ชม.ให้เห็น เมื่อมีทางโล่งยาวๆ ให้ลากกันไป ซึ่งอาจต้องใช้เวลาเสียหน่อยในช่วงความเร็วช่วงปลายตั้งแต่ 90 เป็นต้นไป แต่โดยรวมการขี่โดยทั่วไปที่เรียกได้ว่าไม่ต้องเค้นนักจะอยู่ที่ช่วง 80 กม./ชม.

Review-GPX-Demon-X_24
นอกจากนี้ผู้เขียนพบว่า แรงดึง Engine Brake ค่อนข้างหนักหน่วงทีเดียว สามารถเล่นเบรกให้ล้อหลังล็อกได้ไม่ยาก เหมาะกับการขี่เจ้า Demon X 125 ดีไซน์แสบเช่นนี้

Review-GPX-Demon-X_11
ระบบกันสะเทือน ด้านหน้าโช้กอัพ UpSideDown และด้านหลัง Monoshock จาก YSS

Review-GPX-Demon-X_31
การใช้งานนั้น พบว่าการซับแรงทำได้ดี แต่ผู้ขี่พบว่ามันจะออกอาการยวบไปนิด เมื่อขี่ผ่านเส้นทางที่ต้องมีช่วงรอยต่อ และการขี่เข้าโค้งหนักๆ หน่อย ซึ่งอาจแก้ไขด้วยการปรับขัน Preload กันเพิ่มเติมอีกเสียหน่อย

Review-GPX-Demon-X_08
ระบบเบรก จานดิสก์หน้าคาลิปเปอร์ 2 ลูกสูบ ด้านหลังจานดิสก์คาลิปเปอร์ 1 ลูกสูบ

Review-GPX-Demon-X_20
น้ำหนักของปั๊มเบรกหน้า ทำงานได้หนักแน่นมีประสิทธิภาพ กำลังเบรกดูจิกแน่นหนึบติดมือ เอาอยู่สบายๆกับขุมพลัง 125cc บล็อกนี้

Review-GPX-Demon-X_26
สรุป รีวิว GPX Demon X125 คันนี้หลังได้สัมผัส มินิไบค์สายสปอร์ต ดีไซน์แสบ มันถือได้ว่าเป็น Minibike ไซส์เล็กที่มากับดีไซน์ทันสมัยโดนใจวัยแสบอย่างแท้จริง
Demon X 125 นั้นขี่ง่ายคล่องตัว รวมไปถึงตัวของที่ให้มา และวัสดุงานประกอบของ Demon X 125 ถือว่าสวยงามดูดีสมราคา ซึ่งเทียบกับราคาแล้วถือว่าคุ้มค่าที่เดียว โดยคุณเป็นเจ้าของได้ในราคาไม่แพงเพียง 55,800 บาท

Review-GPX-Demon-X_32
ดังนั้นหากคุณกำลังมองหา Minibike ไซส์เล็กสักคันเอาไว้ขี่เล่น หรือใช้งานลองมาสัมผัสกับ GPX Demon X 125 กันสักหน่อยคุณอาจจะชื่นชอบจนอาจหลงรักเจ้ารถแสบวัย X คันนี้

Review-GPX-Demon-X_02

ที่มา : pgslot , PG SLOT , PGSLOTGAME

2019 Triumph Rocket 3 บิ๊กไบค์เครื่องใหญ่สุดในโลก

Triumph Rocket 3 2019 โฉมใหม่ เปิดตัวยืนหนึ่งต่อไปสำหรับตำแหน่งบิ๊กไบค์ขนาดความจุเครื่องยนต์ใหญ่และมีแรงบิดสูงที่สุดในโลกเท่าที่เคยผลิตจำหน่าย ราคาน่าจะต่ำกว่า Triumph Rocket 3TFC 2019

Triumph Rocket 3 2019

 

Triumph Rocket 3GT 2019

ถ้าเล็ก ๆ ไม่ ยิ่งใหญ่ ยิ่งชอบ Triumph Rocket 3 2019 โฉมใหม่ อาจเป็นบิ๊กไบค์คู่ใจที่เหมาะจะพาคุณโลดแล่นออกไปได้ไกลเท่าที่ใจปรารถนา พร้อมพลังอันมหาศาลราวกับขี่หัวรถจักรสองล้ออย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ด้วยเครื่องยนต์ที่มีขนาดความจุและแรงบิดสูงที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีผลิตจำหน่ายในตอนนี้ บาคาร่า สูตรบาคาร่า

ซึ่ง Triumph Rocket 3GT 2019 โฉมใหม่ ที่เราหมายถึงนี้ “ไม่ใช่” Triumph Rocket 3TFC 2019 รุ่นพิเศษแบบคัสตอม ผลิตแบบจำกัดจำนวน 750 คัน ทั่วโลกและไทยมีโควตาจำกัดเพียงไม่กี่คัน ในราคา 1.15 ล้านบาท ที่เปิดตัวไปก่อนช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2562 แต่เป็นรุ่นปกติทั่ว ๆ ไปกว่าและใครก็เป็นเจ้าของได้ถ้าเงินมากพอ นั่นก็คือ Triumph Rocket 3R และ Triumph Rocket 3GT 2019

Triumph Rocket 3 2019

 

Triumph Rocket 3R 2019

โดย Triumph Rocket 3R และ Triumph Rocket 3GT 2019 คาดว่าจะมีราคาต่ำกว่า Triumph Rocket 3TFC 2019 ค่อนข้างแน่นอน และในอังกฤษเองก็รอเปิดราคาช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2562 ส่วนดีไซน์หลักไม่ต่างกับ Triumph Rocket 3TFC 2019 เว้นเสียแต่ไม่มีการตกแต่งอย่างพิเศษจากโรงงาน (คัสตอม) กับพละกำลังที่น้อยกว่าพอประมาณ

Triumph Rocket 3 2019
 

แต่ถ้าว่ากันเฉพาะ Triumph Rocket 3R และ Triumph Rocket 3GT 2019 โฉมใหม่ รุ่นที่ต่อท้ายด้วย GT จะเน้นความสบายในการขับขี่สำหรับเดินทางไกล สไตล์พาวเวอร์ ครุยเซอร์ ด้วยตำแหน่งเบาะนั่งต่ำกว่า 23 มม. มีชิลด์กันลมหน้า แฮนด์บาร์สอบเข้าหาตัวเล็กน้อยและพนักพิงหลังสำหรับผู้โดยสาร ปล่อยให้ Triumph Rocket 3R เป็นโรดสเตอร์สำหรับผู้รักความสันโดษ โสดและสปอร์ต ที่มีคนซ้อนแก้เหงาบ้างเป็นบางเวลา

Triumph Rocket 3 2019

 

 
Triumph Rocket 3 2019

 

 
Triumph Rocket 3 2019

 

 
Triumph Rocket 3 2019

 

 

นอกเหนือจากนี้แล้วทั้ง Triumph Rocket 3R และ Triumph Rocket 3GT 2019 แทบไม่ต่างกัน ทั้งไฟคู่หน้าทรงกลมคลาสสิก ทรวดทรงแสดงถึงพลัง ล่ำสันหนักแน่น แต่ปราดเปรียวและโมเดิร์นกว่าโฉมเก่า อีกทั้งน้ำหนักตัวยังเบาขึ้น 40 กก. จากการลดน้ำหนักในจุดหลัก ด้วยวัสดุอะลูมิเนียมในหลายส่วน เป็นต้นว่า เฟรม สวิงอาร์ม ล้อหน้า-หลัง ซึ่งน่าจะให้ฟิลลิ่งการขี่ที่คล่องแคล่วมากขึ้นอีกนิด

Triumph Rocket 3 2019
 

ส่วนขุมพลัง  Triumph Rocket 3R และ Triumph Rocket 3GT 2019 โฉมใหม่ ที่ใช้เคลมความเป็นที่สุดในโลกต่อไปได้อีกวาระคือเครื่องยนต์ 3 สูบ แถวเรียง ขนาดความจุ 2,500 ซี.ซี. และแรงบิด 221 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ ถือว่าสูงสุดเท่าที่เคยมีการผลิตจำหน่ายจากโรงงาน สามารถรีดแรงม้า (PS) ออกมาวิ่งเล่นได้ 167 ตัว ต่ำกว่า Triumph Rocket 3TFC รุ่นพิเศษ (คัสตอม) ที่แจ้งไว้ว่าเกิน 170 แรงม้า

ทั้งนี้ Triumph Rocket 3R และ Triumph Rocket 3GT 2019 โฉมใหม่ น่าจะเปิดตัวในไทย เพื่อประกบ Ducati Diavel และ XDiavel หรือ Harley Davidson ตระกูล Speedster ด้วยเช่นกัน เพราะมีการส่ง Triumph Rocket 3TFC 2019 รุ่นพิเศษมาเรียกน้ำย่อยไปก่อนแล้ว ซึ่งถ้าใครไม่ทัน ไม่ต้องการจ่ายแพงหรือเบื่อการแย่งชิง คราวนี้คงจับจองได้สบาย ๆ ถึงไม่แรร์แต่ทรงพลังเหลือ ๆ

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : kapook

ที่มา : pgslot , PG SLOT , PGSLOTGAME