นักขับ Big Bike ต้องรู้ ปี 60 เตรียมตัวทำ ใบขับขี่ เฉพาะ

กรมการขนส่งทางบกคาดปี 2560 เริ่มกฏหมายใหม่ ผู้ขับขี่บิ๊กไบค์ 400 ซีซี ขึ้นไปต้องทำ ใบขับขี่ รถลักษณะพิเศษ เตรียมเพิ่มเนื้อหาการอบรม และข้อสอบเฉพาะทาง

จากที่ทิ้งท้ายกันไว้ในตอนที่แล้วว่าสาเหตุของอุบัติเหตุ จากรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์เกิดขึ้นจากอะไร (ฟังชัดๆ อุบัติเหตุ “Big Bike” เกิดจากอะไร ?) ในครั้งนี้ ทีมนิวมีเดีย PPTV จะพาผู้อ่านไปติดตามความคืบหน้า ข้อเสนอการทำใบขับขี่เฉพาะทาง ที่ในช่วงหลังมีการพูดถึงประเด็นกันมากขึ้น เพราะเชื่อการบังคับให้มี ใบขับขี่ สำหรับบิ๊กไบค์ จะเป็นหนึ่งในหนทางที่สามารถช่วยลดอุบัติเหตุและความสูญเสียลงได้..

ใบขับขี่

 “ตอนนี้กรมการขนส่งทางบกเปิดให้ผู้ขับขี่รถบิ๊กไบค์ ใช้ใบอนุญาติขับขี่ ชนิดเดียวกับรถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก เนื่องจากยังไม่มีกฏหมายเฉพาะ สำหรับรถบิ๊กไบค์ แต่ขณะนี้กรมฯ กำลังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการปรับปรุงกฎหมายใหม่ โดยคาดว่า จะสามารถบังคับใช้ได้ในปี 2560” ณันทพงศ์ เชิดชู ผู้อำนวยการสำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 กรมการขนส่งทางบก กล่าวถึงความคืบหน้า การแบ่งประเภทใบขับขี่รถจักรยานยนต์ โดยระบุว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้ารถจักรยานยนต์ จะถูกแยกประเภทให้ชัดเจน

ผู้อำนวยการสำนักงานขนส่งฯ อธิบายว่า เนื้อหากฎหมายฉบับปรับปรุง จะแบ่งประเภทของรถธรรมดา และรถที่มีลักษณะพิเศษออกจากกัน บาคาร่า สูตรบาคาร่า

โดยใบอนุญาตขับขี่ จะแบ่งเป็นแบบพื้นฐานและแบบรถที่มีลักษณะพิเศษ โดยผู้ขับขี่บิ๊กไบค์ จะต้องมีใบอนุญาตขับขี่ทั้งแบบพื้นฐาน และแบบพิเศษ ซึ่งในขั้นตอนการสอบใบอนุญาตรถ ที่มีลัษณะพิเศษนั้น

จะมีการกำหนดหลักสูตรและเนื้อหาที่ใช้อบรม รวมถึงข้อสอบให้สอดคล้องกับการขับขี่รถบิ๊กไบค์ เพื่อให้ผู้ขับขี่มีความรู้พื้นฐาน และความเชี่ยวชาญ ก่อนออกไปขับขี่บนท้องถนนจริง

 

ทั้งนี้ ในปัจจุบัน แม้คนไทยจะหันมานิยมรถมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่กันมากขึ้น แต่หลายคนยังไม่ทราบว่าจริงๆ แล้วรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกี่ซีซีกันแน่

ถึงจะถูกจัดประเภทว่าเป็นรถบิ๊กไบค์ ต่อข้อสงสัยนี้ ณันทพงศ์ บอกกับเราว่า จากการแบ่งประเภทรถจักรยานยนต์ ซึ่งกรมการขนส่งทางบก

ได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้ศึกษาและแบ่งประเภทรถจักรยานยนต์ โดยผลการศึกษากำหนดให้รถจักรยานยนต์ ที่ขนาดเครื่องยนต์ใหญ่กว่า 400 ซีซี เป็นรถบิ๊กไบค์ ซึ่งคาดว่ากรมการขนส่งทางบก จะยึดตามผลการศึกษานี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัด

ใบขับขี่

ข้อมูลข้างต้นสอดคล้องกับ คำตอบของ เขมรัฐ สุธรรมวาท กองบรรณาธิการและนักทดสอบรถ นิตยสารไรดิ้ง ที่บอกว่า ตอนนี้การแบ่งประเภทรถบิ๊กไบค์ ยึดตามผู้ผลิตรถรายใหญ่ หลายราย คือเครื่องยนต์ขนาด 400 ซีซี ขึ้นไปถึงจะเรียกว่าเป็นรถบิ๊กไบค์

เขมรัฐ ให้คำนิยามเกี่ยวกับรถบิ๊กไบค์ ในฐานะนักทดสอบรถว่าคือ “รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่” พร้อมเล่าที่มาของบิ๊กไบค์ในประเทศไทยให้เราฟังว่า ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ประเทศไทยมีรถจักรยานยนต์ 2 จังหวะขนาด 150 ซีซี ส่วนรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่นั้นจะถูกใช้ที่แถบยุโรป เพราะคนยุโรปมีลักษณะสูงใหญ่ รวมถึงสามารถเอาไว้เดินทางไกลได้อีกด้วย ส่วนการเข้ามาของบิ๊กไบค์ เริ่มต้นจากการนำเข้ารถมือสองจากต่างประเทศ แต่ในสมัยนั้นมีราคาสูงมาก รวมถึงค่าจดทะเบียนก็สูงเช่นกัน หลายคนจึงใช้วิธีการที่เรียกว่า “อินวอย” นั่นคือการซื้ออะไหล่ และอุปกรณ์จากต่างประเทศ มาประกอบในเมืองไทยนั่นเอง

 

“เมื่อเริ่มมีรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่กว่าที่มีขายในประเทศ รวมถึงรูปร่างหน้าตาที่สวยโดดเด่น จึงกลายเป็นของแปลกทำให้หลายคนอยากจับจองเป็นเจ้าของ รวมถึงสื่อเริ่มนำเสนอข่าวเกี่ยวกับรถชนิดนี้ทำให้เป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น ทำให้ปัจจุบันนี้ตลาดบิ๊กไบค์โตขึ้นทุกวัน เนื่องจากความอิ่มตัวของผู้ใช้รถจักรยานยนต์ขนาดเล็กในประเทศไทย ผนวกกับหลายค่ายผู้ผลิตบิ๊กไบค์ชั้นนำของโลก ใช้ประเทศไทยเป็นฐานผลิตก่อนส่งออกสู่ต่างประเทศ รวมถึงกลไก ภาษี และการตลาดที่เป็นใจทำให้ผู้ผลิตสามารถเปิดตลาดค้าขายได้ในราคาที่ไม่สูงมาก นอกจากนี้การจัดการแข่งขัน MotoSport รายการ “World Superbike” ที่บุรีรัมม์ ก็ถือเป็นตัวปลุกกระแสความนิยมด้วยเช่นกัน” 

 

มาถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายคนคงเกิดคำถามขึ้นมาว่า แล้วรถมอเตอร์ไซค์ขนาด 300 ซีซีไม่ถือเป็นบิ๊กไบค์หรือ ประเด็นนี้นักทดสอบรถ อธิบายว่า รถมอเตอร์ไซค์ขนาด 300 ซีซี ในปัจจุบันไม่ถือเป็นรถบิ๊กไบค์ เพราะเมื่อเทียบเคียงตามสูตรแล้ว สมรรถนะถือว่าเท่ากับรถมอเตอร์ไซค์ 2 จังหวะ 150 ซีซี ในอดีตนั่นเอง

นักขับ “Big Bike” ต้องรู้ ปี 60 เตรียมตัวทำใบขับขี่เฉพาะทาง

สุดท้าย เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจเกี่ยวกับรถบิ๊กไบค์อย่างถ่องแท้ เราได้นำข้อมูลประเภทหลักๆ ของรถบิ๊กไบค์ มาฝากทุกคน ดังนี้

1. Sport Bike ประเภทนี้เป็นที่นิยมเพราะรูปร่างที่ทันสมัยและเป็นสไตล์เดียวกับรถแข่ง

2. Naked Bike ประเภทนี้รถจักรยานยนต์ที่มีรูปลักษณ์สมัยใหม่ แต่ผ่านการถอดแฟริ่งให้รูปร่างดูเล็กลงและน้ำหนักลดลง

3. Touring Cruiser ประเภทนี้เป็นที่รักของนักเดินทางทั้งรุ่นใหม่และรุ่นเก่า ด้วยความสะดวกสบาย หรูหรา และยิ่งใหญ่

4. Cruiser หรือ Chopper ประเภทนี้อยู่ในใจของรุ่นใหญ่หลายๆ คน ด้วยความเท่ที่มาพร้อมกับความคลาสสิค นั่นคือ

5. Dual Purpose หรือ touring adventure ประเภทนี้สำหรับคนที่ชอบความสมบุกสมบัน ทรหดอดทน ลุยน้ำ ลุยเขา ป่าดงพงไพร ก็พร้อมจะบุกตะลุยไปด้วยกัน

 

ที่มา : pgslot , PG SLOT , PGSLOTGAME

Ducati ต้องตื่นตัว หลังคนไทยหันมาขี่เครื่องเล็ก

ทุกวันนี้การเห็น Bigbike วิ่งอยู่บนท้องถนนถือเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นตลาดมันต้องโตแน่นอน แต่เชื่อหรือไม่? แบรนด์สัญชาติอิตาลีอย่าง Ducati กลับมองว่าตลาดนี้ใกล้จะถึงจุดอิ่มตัวแล้ว

Ducati

300cc ปรับความคิดคนไทยเริ่มต้นรุ่นเล็ก

เมื่อ 6-7 ปีก่อน Bigbike ยังเป็นสินค้าที่เข้าถึงยาก เพราะยังไม่มีโรงงานประกอบเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย

ทำให้ราคาแต่ละคันค่อนข้างสูง และถึงอยากขับขี่จริงๆ ก็คงซื้อได้แค่แบรนด์ญี่ปุ่น จากนั้นพอเริ่มมีแบรนด์ยุโรปลงมาตั้งโรงงานผลิตในไทย และลดราคาจำหน่ายลงมาชนกับแบรนด์ญี่ปุ่น ก็ทำให้ตลาด Premium Bigbike เริ่มจับต้องได้ บาคาร่า สูตรบาคาร่า

แต่นั่นก็กินเวลาไม่นาน เพราะเมื่อแบรนด์ญี่ปุ่นปรับตัวด้วยการส่งรุ่นเล็ก เช่นขนาดเครื่อง 300cc ลงมาทำตลาด โดยชูจุดเด่นเรื่องหน้าตาเหมือนตัวเครื่องใหญ่ทุกประการ ก็ทำให้ Premium Bigbike อยู่ยากขึ้น

ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดูคาทิสติ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายแบรนด์ ดูคาติ ในประเทศไทย เล่าให้ฟังว่า ปี 2559 บริษัทจำหน่าย Bigbike ไปได้ 1,700 คัน โดย 60% ของยอดขายเป็นตระกูล Monster หรือ Bigbike ระดับเริ่มต้นของแบรนด์ที่มีราคาราว 4 แสนบาท และปีนี้ก็คงมียอดขายใกล้เคียงเดิม เพราะตลาด Bigbike ที่มีขนาดเครื่องยนต์สูงกว่า 500cc มีพื้นที่ลดลงเมื่อเทียบกับตลาดรวม แต่ด้วยความเป็น Premium ของแบรนด์จากอิตาลี ทำให้บริษัทไม่มีแผนที่จะลดขนาดเครื่องเพื่อไปแข่งกับคู่แข่งเจ้าอื่น

ปี 2555-2557 ต้องบอกว่า ดูคาติ ผูกขาดตลาด Bigbike ราคา 4 แสนบาท และสามารถมีส่วนแบ่งในตลาด Bigbike ที่มีเครื่อง 500cc ขึ้นไปแตะ 20% ของตลาด แต่พอเข้าสู่ปี 2558-2559 ตลาด Bigbike ในไทยก็เริ่มเข้าสู่ความเป็นจริงมากขึ้น เพราะมีแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาทำตลาด และเครื่องยนต์ขนาดเล็กที่มีราคาถูกกว่าก็ได้รับความนิยมมากขึ้น ดังนั้นคงไม่แปลกที่ตลาดรวม Bigbike เครื่องเกิน 500cc ในปี 2559 จะเติบโตช้าลง โดยขายรวมกันทั้งประเทศไทยแค่ 17,000 คัน และมีแนวโน้มลดลงในปีนี้ด้วย”

อิงกลยุทธ์เมืองนอก แต่ก็มีแคมเปญเฉพาะไทย

อย่างไรก็ตามถึงสิ้นปี 2559 แบรนด์ ดูคาติ ยังมีส่วนแบ่งในตลาด Bigbike เครื่องใหญ่กว่า 500cc ราว 9% และด้วยสภาพตลาดแบบนี้ทำให้บริษัทเลือกที่จะตั้งเป้าแค่รักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้เท่าเดิมให้ได้ ไม่ว่าตลาดจะเติบโต หรือหดตัว เนื่องจาก ดูคาติ วางตำแหน่งแบรนด์ไว้ระดับ Premium และเป็นรถในฝัน ทำให้ทั้งในอิตาลี และในไทยที่มีโรงงานของตนเองก็จะวางกลยุทธ์การตลาดเหมือนกัน จนในระดับโลก ดูคาติ มีส่วนแบ่งในตลาด Bigbike เกิน 500cc ที่ 5% ดังนั้นประเทศไทยถึงตลาดยังหดตัว แต่ Performance ของบริษัทยังทำได้ดี

Ducati

ในทางกลับกันเพื่อให้การทำตลาดในประเทศไทยมีประสิทธิภาพ บริษัทแม่ที่อิตาลีจึงให้การสนับสนุนงบการตลาด และเรื่องอื่นๆ มากขึ้น เช่นการช่วยเหลือเรื่องราคาค่าบริการ ดูคาติ Smart Service โดยเฉพาะค่าอะไหล่ที่ลดลงสูงสุด 42.5% เช่นการเช็คระยะ 12,000 กม. จากเดิมที่ต้องจ่ายราว 12,000 บาท ก็เหลือเพียง 5,990 บาท นอกจากนี้ยังร่วมกับบริษัทประกัน FPG เพื่อให้ผู้สนใจซื้อ ดูคาติ ได้สิทธิ์สมัครเรียน Ducati Riding Experience (DRE) เพื่อการขับขี่ปลอดภัย และเมื่อจบคอร์สสามารถนำมาลดค่าประกันชั้น 1 เหลือ 16,900 บาท

ขอเป็นแบบ Porsche เพื่อโตอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ Ducati ของประเทศไทยได้จัดทำโครงการ Ducati Approved เพื่อสามารถเข้าถึงผู้บริโภคที่ต้องการเป็นเจ้าของ Bigbike ระดับ Premium ได้ง่ายขึ้น ผ่านการจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์มือสองที่ได้รับการการันตีคุณภาพ และราคาจากบริษัท ซึ่งจากปัจจัยทั้งหมดนี้ จะทำให้ Ducati ยังคงรักษาเบอร์หนึ่งในตลาด Premium Bigbike ของประเทศไทยไว้ได้ และเตรียมกลับมาสร้างความยิ่งใหญ่ในไทยอีกครั้ง เหมือนกับช่วงแรกที่เข้ามาทำตลาดรถมอเตอร์ไซค์ที่ประกอบในประเทศ และคล้ายกับ Porsche ที่มีรถยนต์ Premium หลากประเภทให้เลือกสรร

สรุป

Ducati เป็นแบรนด์ Bigbike ในฝันของหลายๆ คน ดังนั้นการจะครอบครองได้ก็ต้องคาดหวังสูงเป็นธรรมดา ซึ่งทาง ดูคาติ ของประเทศไทยก็พยายามตอบโจทย์เรื่องนี้ให้ได้ดีที่สุด เพื่อจำหน่าย Premium Bigbike ตั้งแต่ราคา 2.8 แสนบาท – 2 ล้านบาทให้ได้ดีที่สุด

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : brandinside

ที่มา : pgslot , PG SLOT , PGSLOTGAME

10 ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนซื้อ รถมอเตอร์ไซค์ BigBike

ทุกวันนี้ปัญหารถติดเป็นปัญหาที่คนส่วนใหญ่แทบจะหลีกเลี่ยงไมได้สำหรับคนที่มีรถยนต์ ทำให้หลายคนเริ่มหาช่องทางอื่นในการเดินทาง

ดังนั้นการเลือกซื้อ รถมอเตอร์ไซค์ นับเป็นหนึ่งในทางเลือกที่หลายๆคนกำลังพิจารณา รวมไปถึงการเลือกซื้อรถมอเตอร์ไซค์ Bigbike ดังนั้น วันนี้ จึงได้รวบรวม 10 ข้อที่ทุกคนควรเตรียมตัวก่อนจะตัดสินใจซื้อบิ๊กไบค์

ที่จะบอกวิธีการเลือกซื้อรถบิ๊กไบค์ที่เหมาะกับคุณ รวมไปถึงการเตรียมเอกสาร ขั้นตอนการซื้อรถมอเตอร์ไซค์ Bigbike แบบครบวงจร เริ่มต้นจากอันดับ 10 ที่ควรทำเป็นอันดับแรก ตามไปดูกันเลย!

10. เข้าคอร์สอบรมการขับขี่ รถมอเตอร์ไซค์ Bigbike 

รถมอเตอร์ไซค์

หลายคนที่กำลังเลือกซื้อรถบิ๊กไบค์นั้นมีสองประเภท คือ 1 คนที่ยังไม่เคยขับรถมอเตอร์ไซค์มาก่อน กับ 2 คนที่เคยขับมอเตอร์ไซค์เล็กมาก่อน และต้องการที่จะขยับอัพ cc ซึ่งไม่ว่าคุณจะอยู่ในประเภทไหน

ก่อนอื่นเลยต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า Bigbike ในความเข้าใจของแต่ละคนคือ รถมอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์เกิน 150cc หรือ ขนาดเครื่องยนต์ 250cc

หากพิจารณาตามค่าแรงเริ่มต้น โดยประเด็นนี้ทางทีมงาน Tracer Biker ขอสรุปเป็นภาพรวมให้ทุกๆคนเข้าใจไปในทางเดียวกันว่า หากรถมอเตอร์ไซค์ที่คุณกำลังพิจารณาเลือกซื้ออยู่ มีตัวถังน้ำมันอยู่ด้านหน้า รวมถึงรถมอเตอร์ไซค์ระบบเกียร์แบบมีคลัช เราแนะนำให้คุณเข้าคอร์สการขับขี่ Bigbike เบื้องต้น

โดยทั่วไปแล้ว คอร์สการขับขี่ Bigbike เพื่อให้คุณคุ้นชินกับการใช้รถมอเตอร์ไซค์ของคุณ เพื่อความมั่นใจในการขับขี่บนท้องถนนของคุณ คุณจะได้รับการสอนที่สามารถใช้งานได้จริง การใช้รถมอเตอร์ไซค์ของคุณอย่างถูกวิธี บาคาร่า สูตรบาคาร่า

เพื่อรักษาการทำงานของเครื่องยนต์ ใช้งานที่นานขึ้น เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ และนอกจากนี้คุณจะได้พบปะกับผู้คนที่ชื่นชอบความเร็วบนยานยนต์สองล้อแบบเดียวกัน ทำความรู้จักกันเพื่อออกทริปด้วยกันก็ได้

9. เลือกซื้อรถมอเตอร์ไซค์ขนาดพอดีกับสรีระ

รถมอเตอร์ไซค์

อุบัติเหตุทางรถมอเตอร์ไซค์ที่เกิดขึ้นบ่อยบนท้องถนน คือ ผู้ขับขี่ไม่สามารถควบคุมรถมอเตอร์ไซค์ได้ สาเหตุมาจากการที่เขาไม่ได้เข้าอบรมคอร์สการขับขี่อย่างถูกต้องตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น

และการเลือกซื้อรถมอเตอร์ไซค์ Bigbike ที่ใหญ่เกินการควบคุมของตัวเอง เช่น หากคุณเคยขับ Honda Wave 125 แล้วต้องการขยับ cc ขึ้นมาใช้ CBR1000RR ก็อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดี ถึงแม้ว่าคุณเคยมีประสบการณ์กับมอเตอร์ไซค์เล็กมาก่อน รถมอเตอร์ไซค์ Bigbike มีการออกแบบเครื่องยนต์ที่แตกต่างจากมอเตอร์ไซค์เล็กโดยสิ้นเชิง ทำให้ Performace และความรู้สึกในการขับขี่นั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งความแรงของเครื่องยนต์ น้ำหนักที่มากกว่าเดิม ฟังก์ชั่นต่างๆบนรถมอเตอร์ไซค์

ดังนั้นหากคุณกำลังเลือกซื้อมอเตอร์ไซค์ Bigbike คันแรกอยู่แล้วล่ะก็ เราแนะนำว่าให้คุณพิจารณารถมอเตอร์ไซค์ที่ขนาดเครื่องยนต์อยู่ในช่วง 150cc ถึง 400cc โ

ดยพิจารณาการจากการควบคุมรถเป็นสำคัญ ไม่ว่ารถคุณจะมีแรงม้าจำนวนมาก อัตราเร่งที่สูง แต่คงจะไม่ดีแน่ถ้าหากเป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่คุมยาก ซึ่งเราแนะนำว่าก่อนที่ทุกคนจะเลือกซื้อ พยายามเข้าไปทดลองขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ Bigbike รุ่นและค่ายที่เราชื่นชอบ

เป็นการลดความเสี่ยงที่จะได้รถบิ๊กไบค์ที่ไม่ถูกใจ และอาจต้องขายรถมอเตอร์ไซค์ Bigbike มือสองในราคาที่เจ็บตัวอีกด้วย เนื่องจากค่าเสื่อมราคาของรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์นั้นค่อนข้างสูง (นั่นหมายความว่าราคาที่เราจะขายมือสองจะถูกลงกว่าราคามือหนึ่งเป็นอย่างมาก)

8. ศึกษารถมอเตอร์ไซค์ Bigbike รุ่นที่คุณชื่นชอบ

รถมอเตอร์ไซค์

แน่นอนว่าในตอนนี้ ตลาดรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์มีหลากหลายรุ่นหลายโมเดลให้เราได้เลือกสรรตามการใช้งานของเรา โดยหลักๆแล้ว รุ่นของรถบิ๊กไบค์จะแบ่งออกหลักๆที่เห็นได้ตามท้องถนน ได้แก่ Sport Bike, Naked Bike, Touring Bike, Cruiser Biker และโมเดลอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งการใช้งานของแต่ละโมเดลก็จะแตกต่างกันดังนี้

Sport Bike สำหรับชาวสองล้อที่ชื่นชอบความเร็ว ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการแข่งขัน MotoGP รถมอเตอร์ไซค์ Bigbike ทรง Sport Bike นับเป็นโมเดลที่คนส่วนใหญ่ชื่นชอบ ทั้งรูปทรงรถบิ๊กไบค์ที่โฉบเฉี่ยว ท่านั่งคนขับที่เท่ห์และดุดัน เหมาะกับการใช้งานทั่วไป

Naked Bike การสำหรับผู้ที่ใช้งานรถมอเตอร์ไซค์ในเมือง รถมอเตอร์ไซค์ Bigbike ทรง Naked นับเป็นทรงที่ตอบโจทย์มาก ทั้งขนาดตัวถังที่ไม่ใหญ่จนเทอะทะ ทำให้การขับขี่มุดซิกแซกในเมืองเป็นเรื่องที่ไม่เป็นอุปสรรคกับ Bigbike แต่อย่างใด

Touring Bike ที่ถูกออกแบบมาสำหรับการออกทริป การเดินทางต่างจังหวัดโดยเฉพาะ การดีไซน์ความสูงของเบาะกับแฮนด์ทำให้ท่านั่งบนรถมอเตอร์ไซค์ Bigbike โมเดลนี้สบายอย่างเหลือเชื่อ

Cruiser Bike ดีไซน์สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในความคลาสสิก ความเท่ห์แบบรุ่นเก๋าที่ตอบโจทย์การใช้งานอย่างกว้างขวาง ทั้งการใช้งานในเมือง ออกทริปต่างจังหวัด รวมทั้งความโดนเด่นด้านรูปลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์

ไม่ว่าคุณจะเลือกรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์แบรนด์หรือรุ่นไหนก็ตาม เราอยากให้คุณพิจารณาจากความขื่นชอบและการใช้งานควบคู่กันไป ซึ่งถ้าหากเราเลือกซื้อรถ Bigbike โดยไม่ได้พิจารณาการใช้งาน อาจทำให้เราเองต้องขายรถบิ๊กไบค์มือสองออกไปในราคาที่ต่ำกว่าตลาด ซึ่งทำให้เราเสียเงินค่อนข้างสูงจากราคาตลาด 

7. เขียนลำดับ Bigbike รุ่นที่คุณอยากได้

รถมอเตอร์ไซค์

เมื่อคุณเริ่มศึกษารถบิ๊กไบค์รุ่นที่คุณต้องการแล้ว ทางทีมงาน Tracer Biker แนะนำว่า ให้ลองเขียนลิสต์รุ่นบิ๊กไบค์ออกมา ไม่ควรเกิน 3 รุ่น โดยถึงช่วงนี้เรากำลังจะนำบิ๊กไบค์โมเดลต่างๆในเลเวลที่พอๆกัน ตามขนาดเครื่อยนต์ cc ของแต่ละค่าย ตามทรงดีไซน์ เช่น เรื่องเลือกรถมอเตอร์ไซค์ Bigbike ทรง Naked Bike แล้ว รุ่นที่นำมาเปรียบเทียบกันได้คือ CB300R (APHonda), Z300 (Kawasaki), MT-03 (Yamaha) เป็นต้น 

หลังจากนั้นเราเริ่มเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายๆแห่งเพื่อเทียบข้อมูลเชิงเทคนิก รวมถึงดีไซน์ของแต่ละโมเดล และที่สำคัญที่สุด หากเป็นไปได้พยายามเข้าไปพูดคุยกับศูนย์บริการที่มีการทดลองขับขี่ เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการเลือกซื้อมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ของคุณ

6. หารถมอเตอร์ไซค์มือสองก่อน

จากที่เราได้พูดไว้ข้างต้นเรื่องค่าเสื่อมราคาของรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์นั้นสูงมาก นั่นหมายความว่า ราคารถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์มือสองจะถูกกว่าราคาขายจาก Dealer อย่างมาก โดยรถบิ๊กไบค์มือสองที่ขายในท้องตลาดจะมีอยู่สองแบบหลักๆ ได้แก่ 1 เจ้าของเดิมต้องการขายบิ๊กไบค์ของตัวเอง โดยการเปลี่ยนสัญญาเงินกู้ (กรณีซื้อบิ๊กไบค์แบบผ่อน) จ่ายเงินดาวน์ และให้เจ้าของมือสองผ่อนชำระต่อจนหมดสัญญา หรือ จ่ายเงินสดให้กับเจ้าของเดิม แล้วแต่จะตกลงกัน กับ 2 ร้านมอเตอร์ไซค์รับซื้อจากผู้ขายมือหนึ่ง  โดยรายละเอียดต่างๆสามารถเข้าไปค้นหากันได้ในช่องทางต่างๆ รวมไปถึงการเช็คสภาพรถบิ๊กไบค์มือสอง ว่ามีตำหนิหรือการใช้งานอย่างไรบ้าง

5. ค้นหาร้านขายรถบิ๊กไบค์ และศูนย์บริการที่ใกล้บ้าน

การเลือกซื้อ Bigbike จากร้านค้า ถ้าหากคุณซื้อบิ๊กไบค์ที่ไกลจากที่อยู่ของคุณ ในช่วงแรกคุณอาจจะต้องเหนื่อยในการเดินทางไปรับรถ และการเช็คระยะต่างๆ หากทางร้านค้า Dealer มีบริการที่ดี ทางร้านจะมีบริการส่งรถมอเตอร์ไซค์ไปถึงบ้านของคุณได้เช่นกัน นอกเหนือจากการซื้อรถมอเตอร์ไซค์ Bigbike แล้ว การเลือกที่อยู่ของศูนย์บริการก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากรถ Bigbike หากรถของคุณมีปัญหาคุณสามารถเข้าศูนย์บริการแบรนด์เดียวกันได้ในแต่ละสาขา เพิ่มความสะดวกสบายในการดูแลรักษา Maintenance อื่นๆ

 

4. ค้นหาผู้จำหน่ายที่ให้ดอกเบี้ยต่ำสุด

อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าการซื้อรถยนต์หรือซื้อรถมอเตอร์ไซค์ เราสามารถซื้อด้วยการจ่ายเงินดาวน์และผ่อนชำระเป็นงวดๆได้ ซึ่งเงินที่ผ่อนในแต่ละงวดจะมีค่าดอกเบี้ยของธนาคารรวมอยู่ด้วย โดยเฉพาะการซื้อบิ๊กไบค์ที่ราคาสูง อัตราดอกเบี้ยจะถูกกำหนดไว้โดยธนาคารที่ทำเรื่องให้กับผู้ขายรถบิ๊กไบค์ ทำให้ราคาของดอกเบี้ยก็สูงขึ้นด้วยเช่นกัน

ดังนั้นถ้าหากเราค้นหาร้านตัวแทนจำหน่ายขายรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ที่มีสามารถให้อัตราดอกเบี้ยน้อยๆได้ ก็สามารถลดภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือนได้พอสมควรเลย หรืออีกทางหนึ่ง การซื้อรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ด้วยเงินสด นับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะนอกจากการหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายในส่วนของดอกเบี้ยเงินผ่อนแล้ว เราสามารถออกรถบิ๊กไบค์ได้อย่างรวดเร็ว เหตุผลที่การซื้อรถบิ๊กไบค์ใช้เวลานานเนื่องจากทางธนาคารต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือทางการเงินของผู้ซื้อทุกคนก่อนการทำสัญญาผ่อนชำระค่ารถบิ๊กไบค์ของคุณ

 

3. ศึกษารายละเอียดประกันรถมอเตอร์ไซค์ Bigbike ให้ชัดเจน

อย่างที่เราทราบกันดีว่าทางตัวแทนจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์นั้นย่อมมีการทำประกันอุบัติเหตุควบไปกับการซื้อรถบิ๊กไบค์อยู่แล้ว ดังนั้นการเลือกประกันอุบัติเหตุที่ครอบคลุมการใช้งานนับเป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงสาขาที่บริษัทประกันให้บริการ เนื่องจากบางครั้งหากเราเกิดอุบัติเหตุในเขตต่างจังหวัด หากบริษัทประกันไม่มีพนักงานดูแลอย่างทั่วถึง เราก็อาจเสียผลประโยชน์ได้

 

2. เตรียมเงินเผื่อไว้สำหรับซื้ออุปกรณ์ป้องกันในการขับขี่มอเตอร์ไซค์ Bigbike

สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ คงไม่พ้นอุปกรณ์ป้องกันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหมวกกันน็อค ถุงมือขี่มอเตอร์ไซค์ เสื้อการ์ด รองเท้ามอเตอร์ไซค์ หรือแม้กระทั่งกางเกงยีนมอเตอร์ไซค์ที่มีการ์ดป้องกัน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการขับขี่รถบิ๊กไบค์ เนื่องจากการใช้รถบิ๊กไบค์นั้นทั้งน้ำหนักเยอะ ความเร็วในการขับขี่ ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุ อุปกรณ์ดังกล่าวจะช่วยให้เราเจ็บตัวน้อยลง

ทั้งนี้ทั้งนั้น ประสิทธิภาพการป้องกันของอุปกรณ์มอเตอร์ไซค์เองก็ขึ้นอยู่กับความเร็วและวิถีในการขับขี่ด้วย หากคุณขับขี่ด้วยความเร็วสูงมากๆ อุปกรณ์ป้องกันต่างๆอาจไม่ช่วยอะไร เพราะฉะนั้นนอกจากอุปกรณ์ป้องกันสำหรับรถบิ๊กไบค์แล้ว การขับขี่ที่เหมาะสมกับเส้นทางและสภาพแวดล้อมก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราปลอดภัยมากขึ้นด้วย

 

1.  เตรียมตัวเตรียมใจ ใช้ชีวิตและไลฟ์สไตล์แบบชาว Biker

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครพูดถึงมาก่อน หากคุณเป็นคนที่ไม่เคยขับมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์มาก่อน เตรียมตัวสัมผัสประสบการณ์บนยานยนต์สองล้อ Bigbike ได้เลย และนอกจากนั้นแล้ว Lifestyle การใช้ชีวิตคุณจะไม่เหมือนเดิมอย่างแน่นอน คุณจะเริ่มใส่ใจรายละเอียดต่างๆบนรถของคุณ เริ่มอยากแต่งรถ Bigbike ของคุณ อยากเข้าหา สร้างกลุ่มก๊วน รวมไปถึงการออกทริปกับเพื่อนๆไปตามสถานที่ต่างๆ

นับว่าการขับขี่บน รถมอเตอร์ไซค์ Bigbike นั้นเป็นกระสบการณ์ที่หลายคนชื่นชอบ ทั้งความอิสระในการขับขี่ ความแรงของเครื่องยนต์ที่ผลักดันเราไปยังจุดหมายที่เราอยากไป และแน่นอนว่าเมื่อเราได้เลือกรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คู่ใจกันแล้ว การเคารพกฏจราจร และความเห็นอกเห็นใจกันบนท้องถนน นับว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดมิตรภาพดีๆ ทำให้อุบัติเหตุลดน้อยลง และความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนให้กับตัวคุณเองและเพื่อนร่วมทางของคุณ 

ขอขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก : tracerbiker

ที่มา : pgslot , PG SLOT , PGSLOTGAME

นิยาม Bigbike ของ ค่ายรถ แต่ละค่าย มีนิยามเฉพาะอะไรกัน

ทุกวันนี้ ได้มีสังคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ หรือ ที่มักเรียกกันว่า Bigbike นั้น ค่ายรถ เติบโตกันมากขึ้นเรื่อยๆ จึงอาจมีปัญหาหนึ่ง ที่มักตามติดมา ก็คือการแบ่งแยกระดับ (ชนชั้น) ของรถจักรยานยนต์มากขึ้น รวมไปจนไปถึงการถกเถียงกัน ที่เป็นปัญหา โลกแตกว่า Bigbike ความหมายที่แท้จริง มันคืออย่างไรกันแน่?

หลายๆคน รวมถึงหลากหลาย ค่ายรถ มักใช้เกณฑ์การตัดสินจากขนาดความจุ ของเครื่องยนต์เป็นหลัก เนื่องจากเป็นตัวชี้วัด ที่ง่ายที่สุด ในขณะที่ หลายคนตีความ จากมิติความใหญ่ของตัวรถ รวมถึงรูปลักษณ์ ที่ดูโดดเด่นกว่ารถจักรยานยนต์ทั่วไป ซึ่งการแบ่งแยก โดยพิกัดความจุเครื่องยนต์นั้น ดูจะเป็นอะไร ที่ชี้วัดได้ชัดเจนที่สุด มากกกว่าการตัดสิน จากขนาดตัวบอดี้รถ ที่ไม่มีใครมานั่งวัดความใหญ่ ยาวของตัวรถ ดังนั้นในวันนี้ เราจึงขอนำเกณฑ์ ที่หลากหลายค่ายรถ ใช้ตัดสินกัน ว่าแค่ไหนพวกเขาถึงรับเป็น Bigbike มาลองดูกัน

ค่ายรถ

– เริ่มต้นกันที่ คุณพิสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Kunka Corp และ Moto Vision ตัวแทนจำหน่ายรถแบรนด์ KTM และ MV Agusta ในประเทศไทย ซึ่งเราได้เคยมีโอกาสพูดคุยสัมภาษณ์กันไปแล้วว่า ทางบริษัทฯ ได้นับรถที่มีพิกัด 600cc ขึ้นไป บาคาร่า สูตรบาคาร่า

ค่ายรถ

– ทางค่าย Yamaha คุณประพันธ์ พลธนะวสิทธิ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ได้เคยให้ข้อมูลแก่สื่อว่า “ทางค่ายจะยึดตามนโยบาย ของบริษัทแม่ ที่จะคงการผลิตรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ (เครื่องยนต์มากกว่า 500 ซีซี.) ไว้ที่ประเทศญี่ปุ่น” ซึ่งนั่นคือการสรุปว่า นับที่ 500cc ขึ้นไป นั่นเอง

ค่ายรถ

– ม.ล.ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ดูคาทิสติ (Ducati Thailand) ได้กล่าวถึงรถ Bigbike ว่า “รถ Bigbike เราหมายถึงรถ ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 500cc ขึ้นไป”

ค่ายรถ

– ด้าน คุณณัฐพล ไตรณัฐี กรรมการผู้จัดการ Indian Victory Motorcycle ผู้นำเข้าและจำหน่าย รถจักรยานยนต์สัญชาติอเมริกัน INDIAN MOTORCYCLE และ VICTORY MOTORCYCLES รวมถึงเป็นผู้ที่ได้คิดกฏเกณฑ์ ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสำหรับที่จอดรถ Superbike ณ ห้างสรรพสินค้า Central World ว่าต้องเป็นรถที่มีพิกัด 400cc ขึ้นไป ซึ่งนั่นมาจากเกณฑ์ยอดฮิต ของรถตระกูล Super 4 ที่มักจะมีความจุที่ 400cc

2014-Honda-CBR650f-TestRide48

– ขณะที่ค่ายปีกนก Honda ได้ให้กฏเกณฑ์การนับจาก 400cc ขึ้นไป ซึ่งสังเกตุได้จาก รถที่มี cc ในพิกัดตั้งแต่ 300cc ลงมาอย่าง Forza หรือ CBR300 ได้ถูกวางจำหน่ายโดยดีลเลอร์ Honda Wing Center ทั่วไป ในขณะที่ รถในพิกัด 400cc ขึ้นไปอย่าง ตระกูล Honda500 ที่ใช้เครื่องพิกัดจริงอยู่ที่ 473cc ถูกจัดจำหน่ายโดยศูนย์ Honda Big Wing

Test-Ride-Ninja-300-ABS-1-resize

– สำหรับค่ายอย่าง Kawasaki และ Suzuki นั้นได้นับตามเกณฑ์มาตรฐานสากล ส่วนใหญ่ คือที่พิกัด 250cc ขึ้นไปนั่นเอง

แค่คำว่า Bigbike นี้ก็นับเป็นปัญหาโลกแตก ที่ถกเพียงกันได้ไม่หยุด ต้องแค่ไหน ถึงนับเป็น Bigbike นี่ยังไม่ได้ลงรายละเอียดกันต่อว่า Bigbike ในระดับ Beginner, Middle Weight ไปจนถึง Superbike นั้น จะต้องมีเกณฑ์ ที่แตกต่างกันเพียงอีกเพียงใด ซึ่งไว้ถ้ามีโอกาส เราคงจะได้มีโอกาส หยิบยกมาพูดคุยกันต่อไป

ขอขอบคุณ ข้อมูล และ รูปภาพ จาก : autospinn

ที่มา : pgslot , PG SLOT , PGSLOTGAME

พามาดู Bigbike ราคา ไม่เกิน 400,000 บาท

เอาใจสาวกชาว Bigbike กันสักหน่อย สำหรับหนุ่มสาวคนไหนที่ชื่นชอบ บิ๊กไบค์ แล้วล่ะก็ ต้องอย่าพลาด กับ 8  บิ๊กไบค์ รุ่นใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดในปี 2017 แถม ราคา เบาๆ ไม่เกิน 400,000 บาท เท่านั้นเอง ไปดูกันว่ามี  บิ๊กไบค์ รุ่นไหนบ้างที่เพื่อนๆ จับตามองกันอยู่

Bigbike

  1. Kawasaki Z125 Pro (ราคา 74,990 บาท)

ค่ายยักษ์เขียว เป็น รถจักรยานยนต์ ซุปเปอร์เนคเก็ตขนาด 125 ซีซี หัวฉีด กำลังเครื่องยนต์ที่มีขนาด 9.5 แรงม้า ระบบเกียร์ 4 สปีด เครื่องยนต์ 2 สูบ ซึ่งการออกแบบและการดีไซน์ของ Kawasaki Z125 Pro นั้นถือว่าเทียบเท่ากับ Bigbike รุ่นพี่ที่นำส่วนผสมและการดีไซน์ต่างๆ มารวมกันได้อย่างลงตัว แถมราคาน่าสัมผัสและสามารถเป็นเจ้าของได้อย่างสบายๆ เลย บาคาร่า สูตรบาคาร่า

Image result for z125 อ่านเพิ่มเติม “พามาดู Bigbike ราคา ไม่เกิน 400,000 บาท”

เปิดประวัติ Lambretta หรือ แลมเบรตต้า ค่ายตำนานสมัยก่อน

ประวัติ Lambretta หรือ ( แลมเบรตต้า ) แบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ ประเภทรถสกู๊ตเตอร์ อีก 1 แบรนด์ ที่เป็นหนึ่งในไม่กี่ค่าย ในตำนาน ของสมัยก่อน กับเรื่องของความโมเดิล และความคลาสสิค ในรถมอเตอร์ไซค์ ของยุคนั้น และตอนนี้ Lambretta เอง ก็ได้เริ่มเปิดตลาดในไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่งาน Motor Expo 2018 แล้ววันนี้ เราจะมาดูประวัติคร่าวๆ ของสุดยอดความคลาสสิค ในรถมอเตอร์ไซค์อย่าง แลมเบรตต้า กันครับ

สำหรับ แลมเบรตต้า รถมอเตอร์ไซค์ Scooter สัญชาติ อิตาลี แท้ๆ สำนักงานใหญ่ จัดตั้งอยู่ที่ มิลาน , อิตาลี ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 1972 อ้างอิงจาก Woki Lambretta สารานุกรม ชื่อ แลมเบรตต้า นั้น เป็นชื่อแบรนด์ของรถสกูตเตอร์ ที่ผลิตขึ้นครั้งแรก ที่เมืองมิลาน ในประเทศอิตาลี โดย นาย Ferdinando Innocenti ซึ่งชื่อนี้ได้มาจากคำว่า Lambrate โดยเป็นย่านชานเมืองของมิลาน โดยได้ตั้งชื่อตามแม่น้ำที่ไหลผ่านโรงงาน lambretta ที่ตั้งอยู่

การผลิตโมเดลรุ่นต่างๆ

  • Model A, 1947–1948
  • Model B, 1948–1950
  • Model C & LC, 1950–1951
  • Model D, 1951–1957
  • Model LD, 1951–1958
  • Model E, 1953–1954
  • Model F, 1954–1955
  • TV Series 1, 1957–1959
  • Li Series 1, 1958–1959
  • Li Series 2, 1959–1961
  • TV Series 2, 1959–1962
  • Li Series 3, 1961–1968
  • TV/GT Range, 1962–1965
  • Li Special, 1963–1969
  • J Range, 1964–1971
  • SX Range, 1966–1969
  • Lui/Vega/Cometa, 1968–1970
  • GP/DL Range, 1969–1971 (อิตาลี)
  • GP/DL, 1972–1998 (อินเดีย)
  • Lambretta V-Special, 2017 (อิตาลี) “และได้เริ่มวางจำหน่ายขาย ที่ประเทศไทยแล้วในต้นปีหน้า 2019” บาคาร่า สูตรบาคาร่า
แลมเบรตต้า
ประวัติ Lambretta ตำนานแห่งความคลาสสิค

ข้อมูลของ Lambretta ในรุ่นแรกๆ

สำหรับเจ้า Lambretta ถูกสร้างขึ้นมา ด้วยเครื่องยนต์แบบ สองจังหวะ และมีความจุซีซี เริ่มตั้งแต่ 49 ซีซี ถึง 198 ซีซี และ ส่วนใหญ่เครื่องยนต์แบบนี้ จะมีการใช้ส่วนผสม ของน้ำมันเบนซิน เพื่อใช้หล่อลื่นตัวลูกสูบและกระบอกสูบ ซึ่ง แลมเบรตต้า แตกต่างจาก Vespa โดยที่ตัวถังถูกสร้างขึ้นมาแบบ Unibody

เครดิตจาก Lambretta Wiki 

เราจะได้เห็นถึงความสุดยอด ของแบรนด์มอเตอร์ไซค์ Scooter จากอิตาลีอีกหนึ่งค่ายที่เป็นที่น่าสนใจอย่างมาก หลังจากที่ได้เห็นการเปิดตัว Lambretta ที่งาน MOTOR EXPO 2018 มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35 ที่จัดขึ้นที่ อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ในรอบของ สื่อมวลชน ณ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 ก็ได้เป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจ และ เป็นที่น่ายินดีที่ Lambretta ได้เข้ามามีตัวแทนขาย ที่ประเทศไทยเสียที ถือว่าเป็นอีกตำนาน สำหรับรถยี่ห้อนี้

ที่มา : pgslot , PG SLOT , PGSLOTGAME

DUCATI บิ๊กไบค์จากประเทศอิตาลี ที่แสนยาวนาน

เมื่อนึกถึงมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ แน่นอนว่าต้องนึกถึง DUCATI เป็นอันดับต้นๆ และยังเป็นรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ หรือ ซูเปอร์ไบค์ที่มีผู้ชื่นชอบและอยากครอบครองมากที่สุด จากฝีมือของนักออกแบบชาวอิตาลี ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องการคิดค้นเทคโนโลยีโดยเฉพาะเครื่องยนต์แบบ L-twin 90 องศา รวมถึงดีไซน์ตัวรถที่สวยงาม และดูคาติยังมีประวัติอันยาวนานและน่าสนใจมากมายอีกด้วย 

DUCATI
จุดเริ่มต้นของ ดูคาติi คือ ปีค.ศ. 1926 เมื่อสามพี่น้อง Adriano, Marcello and Bruno ดูคาติ ชาวอิตาลีร่วมกันก่อตั้งเป็นบริษัท โดยเริ่มต้นจากธุรกิจอุตสาหกรรมผลิตส่วนประกอบวิทยุในเมือง Bologna
DUCATI
 
โรงงานแห่งแรกของดูคาติสร้างขึ้นเมื่อปี 1935 มีคนงานไม่น้อยกว่า 3,500 คน นับว่าธุรกิจดำเนินไปได้เป็นอย่างดี ก่อนจะได้รับผลกระทบในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ดูคาติถูกบังคับให้ผลิตเพื่อการใช้งานของกองทัพ และถูกวางระเบิดทำลายในภายหลัง
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง มีบริษัทเล็กๆ บริษัทหนึ่งที่ชื่อว่า SIATA ที่พัฒนาระบบเครื่องยนต์ขนาดเล็ก เพื่อติดตั้งในรถจักรยาน หลังจากนั้นเพียงหนึ่งเดือนเค้าได้ประกาศขายเครื่องยนต์นี้ในปี ค.ศ.1944 ชาวอิตาเลียนเรียกเครื่องยนต์นี้ว่า “คุตโช่ะโล (cucciolo)” จริงๆ แล้วคำนี้แปลว่า สัตว์ที่เพิ่งเกิดใหม่ เช่น ลูกสุนัข ลูกแมว ลูกหนู เป็นต้น และชื่อภาษาอังกฤษเรียกกันว่า “ลูกสุนัข (puppy)” เครื่องยนต์เล็กนี้ได้รับความสนใจจากบรรดานักธุรกิจทันที ซึ่งทางพี่น้องดูคาติก็สนใจในเครื่องยนต์นี้ ก่อนจะตัดสินใจหันมาลงทุนกับ SIATA และผลิตโดยใช้ชื่อว่า Cucciolo เป็นเครื่องยนต์ลูกสูบเดี่ยวที่จะนำไปติดตั้งกับจักรยานปกติได้เลย ซึ่งเครื่องยนต์นี้เองที่นำมาพัฒนาเป็นรถจักรยานยนต์แบบแรกของดูคาติ และประสบความสำเร็จอย่างสูง สามารถจำหน่ายออกสู่ตลาดจำนวนกว่า 250,000 เครื่องทั่วโลก บาคาร่า สูตรบาคาร่า
 
DUCATI
DUCATI
เครื่องยนต์ Cucciolo สามารถนำไปติดตั้งกับรถจักรยานทุกประเภท 
DUCATI
หลังจากนั้นตลาดรถจักรยานยนต์ก็เริ่มมีการขยายตัวมากขึ้น ในปี ค.ศ. 1952 ดูคาติตัดสินใจร่วมมือกับ Cruiser นำเทคโนโลยีของทั้งสองบริษัทมารวมกันผลิตรถจักรยานยนต์ ที่ทำงานด้วยระบบไฟฟ้าแบบอัตโนมัติชื่อว่า ดูคาติ 175 Cruiser โดยเปิดตัวที่มิลาน ในปีถัดมาก็ได้เปิดตัวอีกสองรุ่นคือ รุ่น 98 cc และ 125 cc  แต่ผลการตอบรับกลับไม่ดีอย่างที่ควรทำให้ 2 ปีต่อมา ต้องยกเลิกการผลิตในรุ่นนี้ไป
DUCATI
เริ่มก่อตั้ง ดูคาติ
ในปี ค.ศ. 1954 บริษัทดูคาติได้ตัดสินใจแยกออกเป็น 2 บริษัทอย่างชัดเจน ได้แก่ ดูคาติElectrical  ซึ่งบริษัท ดูคาติ Mechanical จะทำหน้าที่พัฒนาระบบยานยนต์ และ ดูคาติ Electrical จะเดินบนสายงานเหมือนตอนต้นที่ครอบครัวดูคาติตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่แรก และในปีเดียวกันนี่เองที่บริษัท ดูคาติ Mechanical  ได้เริ่มร่วมงานกับวิศกรฟาบิโอ (Fabio Taglioni) หรือ “Doctor T” ซึ่งเป็นอาจารย์สอนวิชาเทคนิคอยู่ที่อิโมล่า (Imola) และฟาบิโอเองมีการออกแบบมอเตอร์ไซค์สำหรับรถแข่งเอาไว้ก่อนแล้ว คือรุ่น Gran spot 100 ซีซี โดยใช้ชื่อ “Marianna” ดังนั้นเขาและดูคาติจึงร่วมมือกันพัฒนาและนำรถที่พัฒนาขึ้นทดลองลงแข่งใน “Milan-Taranto” และ “Tour of Italy” เป็นครั้งแรก
ในปี 1954 จากการสร้างสรรค์ของวิศวกร Taglioni , ดูคาติ ได้ออกแบบรถจักรยานยนต์ Gran spot 100 ซีซี หรือที่เรารู้จักกันในนาม “Marianna”
DUCATI
ในปี 1956 ดูคาติ ได้ผลิตรถรุ่น 100 Sport ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สามารถทำลายสถิติโลก 46 รายการภายในวันเดียว
จุดเริ่มต้นเครื่องยนต์  Desmodromic
ในปีเดียวกันนี้เครื่องยนต์ desmodromic ได้ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในรถรุ่น ดูคาติ 125 Gran Prix  ลากรอบได้ถึง 12,500 รอบต่อนาที ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่นำมาแก้ไขปัญหาวาล์วลอยตัวที่รอบสูงๆ ในเครื่องยนต์ที่ใช้สำหรับการแข่งขันในขณะนั้น ระหว่างปี 1955-1956 ดูคาติได้นักแข่งชื่อ “Gianni Degli Antoni” ซึ่งเป็นแชมป์หลายรายการ และในปี 1956 บริษัทดูคาติ ได้เปิดตัวรถรุ่น Desmo 125 GP เป็นครั้งแรก
DUCATI
ในช่วงปี 1958 ทางดูคาติได้วางแผนจะผลิตมอเตอร์ไซค์รุ่น Elite 200 ซีซี ออกมา ทางวิศวกร Fabio Taglioni ยังคงใช้ระบบ Desmodromic ที่ตัวเองพัฒนามาตั้งแต่แรก และพัฒนาต่อจากรุ่น Marianna แต่ขณะนั้นเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในอิตาลีทำให้ยอดการขายมอเตอร์ไซค์ประสบปัญหาไปด้วย การวางขายจีงเลื่อนออกไปจนในที่สุด ปี 1965 ได้ออกขายมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้เป็นครั้งแรก จากโครงการนึ้เองทำให้ ในช่วงปี 60 บริษัทดูคาติ กลายเป็นบริษัทแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถพัฒนาและสร้างรถจักรยานยนต์รุ่น 250 ซีซี ซึ่งนับว่าเร็วที่สุดในยุคนั้นออกมา และในปี 1960 นักแข่งรถผู้มีชื่อเสียงชาวอังกฤษ Mike HailwoodTM ได้รับฉายาว่า “superior” ซึ่งชนะการแข่งหลายรายการ และได้สั่งทำรถแข่งกับดูคาติในรุ่น 250 Twin-Cylinder Desmo

 

ดูคาติ ปรับแผนบุกตลาดต่างประเทศ
ตั้งแต่ปี 1960 ที่ประเทศอิตาลีประสบปัญหาทางเศรษฐกิจส่งผลทำให้ยอดขายมอเตอร์ไบค์ลดลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับในขณะนั้นเริ่มมีการผลิตรถยนต์ออกขายเป็นครั้งแรกของบริษัท Fiat ชื่อว่า Fiat 500 ทำให้ความนิยมรถมอเตอร์ไซค์ลดลง ส่งผลให้บริษัทผลิตมอเตอร์ไซค์สำหรับแข่งขันต้องปิดกิจการลงรวมทั้ง Gilera, Moto Guzzi และ Mondial  ดังนั้นบริษัทดูคาติ จึงต้องปรับกลยุทธ์หันไปเน้นตลาดต่างประเทศแทน ต่อมาในปี 1963 ก็พัฒนารถออกมาชื่อ ดูคาติ Apollo 1260 ซึ่งเน้นตลาดผู้ใช้ชาวอเมริกันเป็นหลัก

250 Mark 3D

350 Mark 3D

450 Mark 3D
ในปี 1967 บริษัทดูคาติ ตัดสินใจที่จะปฏิวัติเครื่องยนต์ระบบ Desmodromic ซึ่งก่อนหน้านี้ใช้เฉพาะในรถแข่งเท่านั้น  เครื่องยนต์ใหม่มีสองขนาดคือความจุ 350 และ 450 ซีซี ได้รับความนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ในช่วงครึ่งแรกของยุค 70 ถึงแม้จะไม่ชนะการแข่งขันใดๆ แต่รถของดูคาติที่สามารถพัฒนาเครื่องยนต์ขนาด 250 ซีซี ให้วิ่งได้กว่า150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็สามารถครองใจของผู้ที่ชื่นชอบความเร็วได้ ต่อมาดูคาติได้นำรถตระกูล Mark 3D ออกจำหน่าย ได้แก่ 250 Mark 3D, 350 Mark 3D และ 450 Mark 3D

Desmodromic System
ในช่วงท้ายปี 1969 มีการแข่งขันของตลาดรถมอเตอร์ไบค์นมาก และยังมีการนำเข้ารถญี่ปุ่นมาขายในยุโรปมากขึ้น รวมทั้งในอิตาลีด้วย นับว่ารถญี่ปุ่นเป็นคู่แข่งที่สำคัญของดูคาติกันเลยก็ว่าได้
เริ่มต้นเครื่องยนต์ L-Twin
ช่วงปี 1967-1978 บริษัทดูคาติได้เปลี่ยนผู้บริหารเป็นกลุ่ม EFIM (Ente Partecipazioni e Finanziamento Industrie Manifatturiere หรือ กลุ่มเงินทุนเพื่ออุตสาหกรรมการผลิต) ซึ่งจะควบคุมการดำเนินการผลิตแบบวันต่อวัน โดยที่ในปี 1967 – 1973 จะทำการบริหารโดย Mr. Giuseppe Montano และ ในปี 1973-1978 บริหารโดย Mr. Cristiano de Eccher
ในช่วงปี 70 บริษัทก็เริ่มสายการผลิตรถจักรยานยนต์ L-Twin เช่น รุ่น 90 L-twin ส่วนของตัวรถจะทำเป็นรูปตัว  L ระบบ twin-cylinder engine (L-Twin) ออกแบบโดย Fabio Taglioni ดูคาติ  เครื่องยนต์ไม่ได้ใช้ระบบ Desmodromic system แล้ว และรุ่นนึ้ใช้ในการแข่งขัน

ดูคาติ500 GP ในการแข่งขันรุ่น  500cc World Championship ปี 1971
และในการแข่งขัน Mototemporada Romagnola ที่เมือง Rimini, Riccione, Cesenatico และ Modena
ฤดูในไม้ร่วงในปี 1970 ได้เปิดตัว ดูคาติ  750 GT ซึ่งได้ทำการพัฒนามาจากระบบ L-twin โดยพัฒนาเครื่องยนต์เป็นระบบ 90 L-twin เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน
ในปี 1972 ดูคาติได้ผลิตรถแข่งรุ่น ดูคาติ 750 Imola Desmo เป็นอีกรุ่นที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก เพราะนักแข่งรถที่รู้จักกันดีคือ Paul Smart และ Bruno Spaggiari ได้ใช้รถรุ่นนี้ชนะการแข่งขัน “200 Mile race” ที่เมือง Imola ในปี 1972 ส่งผลให้รถรุ่นนี้เป็นที่จดจำในประวัติศาสตร์
DUCATI
และในเดือนพฤศจิกายน 1973  ก็ได้เปิดตัว L-twin ที่มาพร้อมวาล์ว Desmodromic เป็นรายแรก ดูคาติ  750 SS Desmo  ที่เมืองมิลาน ในงาน Milan Motorcycle Show ซึ่งพัฒนาจาก ดูคาติ 750 Imola Desmo ที่ประสบความสำเร็จในสนามแข่ง แต่มียอดการผลิตเพียง 401 คันเท่านั้น
หลังจากผลิตรถรุ่น 750 GT, Sport e Super Sport Desmo (SSD) ออกจำหน่ายแล้ว ยังผลิตรถรุ่นใหญ่อีกรุ่นคือ ดูคาติ 900 Super Sport (SS) เพื่อต่อกรกับรถที่นำเข้าจากญี่ปุ่นในขนาดเครื่องยนต์เกิน 750 cc
DUCATI

 

 

 

ดูคาติ ได้พัฒนารถรุ่นใหม่ทั้งเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน และในสนามแข่งรายการต่างๆ มากมาย เช่น ดูคาติ 851, 888 และ 916 พร้อมร่วมรายการแข่งขันมากมาย เช่น อันดับที่ 3 ใน World Championship for 500 cc motorcycles ในปี 1985 และอันดับที่ 2 ใน French Grand Prix ในปี 1987
ต่อมาในปี 1993 การออกแบบของ Miguel Angel Galluzzi , Monster ได้ถือกำเนิดขึ้น ในขณะนั้นกระแสความนิยมยังคงอยู่ที่ รถสปอร์ตสไตล์รถแข่งในสนามแต่สำหรับ Monster ทีมออกแบบ ได้คิดนอกกรอบสวนทางกับความนิยมในช่วงนั้น เน้นการออกแบบที่ดูไม่ซับซ้อน ใช้งานง่าย ขับขี่ง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะสูงมากนัก ถึงแม้ว่าดีไซน์ของ Monster จะดูเรียบง่ายแต่ก็แฝงด้วยเทคโนโลยีระดับสูง โดยเฉพาะการใช้สเปซเฟรม (Space Frame) บวกกับเครื่องยนต์ L-Twin อันเป็นเอกลักษณ์ของ ดูคาติ ทำให้ Monster กลายเป็นเทรนด์ใหม่ของรถบิ๊กไบค์ในปัจจุบัน
ในปี 1994 การออกแบบของ Massimo Tamburini และ Sergio Robbiano , ดูคาติ 916 ถูกผลิตขึ้นด้วยวัตถุประสงค์หลัก คือ การเข้าร่วมการแข่งขันในสนามแข่งมอเตอร์ไซค์ ซูเปอร์ไบค์ ชิงแชมป์โลก จากการพัฒนารถจักรยานยนต์ในตระกูล Racing ของค่าย ดูคาติ นำไปสู่การพัฒนาเครื่องยนต์ 4 วาล์วต่อสูบ หลังจากการลงสนามแข่ง เครื่องยนต์ ดูคาติ 916 อันทันสมัย ก็กลายเป็นต้นแบบของรถมอเตอร์ไซค์ที่ใช้ในการแข่งขันแทบทั้งสิ้น ดูคาติ 916 สามารถคว้าชัยชนะให้กับทีมแข่งมากมายนับครั้งไม่ถ้วน
ดูคาติ ได้นำ Superbike 1098 ออกจำหน่ายในปี 2007 ซึ่งเป็นรถที่ได้รับการยอมรับว่าสวยที่สุดโดยนักแข่ง Troy Bayliss ทำให้ 1098 ได้รับชัยชนะในการแข่งขัน World Superbike ปี 2008 ทำให้ Ducati ผลิต 1098 R Troy Bayliss ซึ่งเป็น Limited Edition จำนวน 500 คันทั่วโลก ซึ่ง Ducati Thailand ได้นำเข้ามาจำหน่าย 2 คัน
รถมอเตอร์ไซค์ Ducati ผลิตที่โรงงานใน Borgo Panigale เมือง Bologna ด้วยพื้นที่กว่า 115,000 ตารางเมตรและมีกำลังการผลิตมากกว่า 50,000 คันต่อปี
DUCATI THAILAND
สำหรับรถจักรยานยนต์ดูคาติในประเทศไทยนั้นได้เริ่มมีบทบาทในช่วงปี 2003 – 2005 บริษัท ดูคาติ ประเทศไทย จำกัด (Ducati Thailand) ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ และนำรถรุ่น Multistrada 1000 DS เข้ามาจำหน่ายเป็นรุ่นแรกที่โชว์รูมบนถนนรามคำแหง และได้รับการสนับสนุนจาก Ducati Motor Holding spa ทำให้สามารถจำหน่ายในราคาที่น่าสนใจจนเติบโตในตลาดเรื่อยมา และสร้างยอดขายเพิ่มจาก 12 คันในปีแรกเป็น 30 คันในปี 2005 พร้อมกับย้ายโชว์รูมมาที่ซอยทองหล่อในปี 2006
ช่วงปี 2007 – 2009 ดูคาติเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นทำให้ธุรกิจขยายตัวเพิ่มมากขึ้น โดยมียอดส่งมอบอยู่ที่ 48 คัน และได้พรีเซ็นเตอร์อย่างคุณชุมพล วัฒนาหาญนุวัฒน์ ซึ่งมีดีกรีแชมป์ประเทศไทยปี 2003 ในตำแหน่ง “Brand Manager” และเป็นผู้ริเริ่มหลักสูตรขับขี่ปลอดภัย ส่งผลทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 55 คัน
ด้วยทีมงานรุ่นใหม่ของ Ducati Motor Holding spa สนับสนุนเชิงระบบการบริหารจัดการที่ดีรวมถึงรถรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Sport Classic หรือ Hypermotard ทำให้สามารถส่งมอบรถได้ 83 คันในปี 2009
หลังจากนั้นในปี 2010 บริษัท Ducati แห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้สนับสนุนให้ขยายโชว์รูมใหม่ในประเทศไทย เพื่อรองรับลูกค้าที่มากขึ้น ซึ่งโชว์รูมแห่งนี้ขยายพื้นที่จาก 70 ตรม. เป็น 120 ตรม. ทำให้โชว์รูมสะดุดตาและเป็นจุดสังเกตง่ายขึ้น พร้อมจัดแคมเปญแและปรับกลไกทางการตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ด้วยวิสัยทัศน์และความทุ่มเทในการบริหารงานของคุณอภิชาติ ลีนุตพงษ์ ทำให้ Ducati มียอดขายในปี 2010 อยู่ที่ 209 คัน
ในปี 2011 Ducati  ได้ลงทุนสร้างอาคาร 4 ชั้นแห่งใหม่ มีช่องบริการถึง 5 workbays พร้อมคลังอะไหล่ดูคาติทุกรุ่นที่มีจำหน่าย เพื่อรองรับการขยายตัวที่เพิ่มขึ้นให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ภายใต้การดําเนินกิจกรรมการตลาดเชิงรุก พร้อมกับแผนพัฒนาบุคลากรเพื่อเตรียมการสำหรับการส่งมอบรถ จำนวน 340 คัน

ที่มา : pgslot , PG SLOT , PGSLOTGAME

ประเภทของ บิ๊กไบค์ มีอะไรบ้าง มาดูกัน

บิ๊กไบค์ คำนี้พูดกันติดหูสำหรับสาวก 2 ล้อ ในบ้านเรากันมากซึ่ง Bigbike ในบ้านเราก็กำลังเป็นที่นิยมกันมาก

เพราะ รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ สมัยใหม่นี้สามารถจับจองเป็นเจ้าของกันได้ง่าย แต่หลายๆท่านก็อาจจะสงสัยว่า Bigbike คืออะไรล้วมันแบ่งออกเป็นกี่ประเภทกันแน่ วันนี้คอลัมน์ความรู้ทั่วไปจะมาไขข้อข้องใจให้กับหลายๆท่านที่สงสัยกันอยู๋

บิ๊กไบค์ หรือ BigBike ก็คือ คำที่ใช้เรียกรถจักรยานยนต์ที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งขนาดของรถมอเตอร์ไซค์ที่เรียกว่า Bigbike นั้นก็จะใหญ่กว่าขนาดของรถมอเตอร์ไซค์ทั่วๆไป

ไม่ว่าจะเป็นขนาดของ เฟรม เครื่องยนต์ ล้อ และยาง หรือเมื่อก่อนเราจะเรียกว่ารถ 4 สูบ แต่ในปัจจุบันรถมอเตอร์ไซค์ในรุ่นใหม่ๆนั้น ไม่จำเป็นต้องมี 4 สูบก็สามารถที่จะทำความจุกระบอกสูบได้จำนวน cc. ที่มาก

ดังนั้นการเรียกรถมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่จึงใช้คำศัพท์ใหม่ที่เรียกว่า Bigbike ซึ่งในสมัยนี้รถมอเตอร์ไซค์ที่จะถูกเรียกว่า มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ ก็จะมีขนาดของเครื่องยนต์ตั้งแต่ 250cc. ขึ้นไปจนถึง 2,400 cc. ในสมัยนี้รถมอเตอร์ไซค์ที่มีขนาดของเครื่องยนต์เกิน 250cc. ขึ้นไปก็ออกมาสู่ตลาดมากมาย

แต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อก็จะมีการออกแบบที่แตกต่างกันออกไปอีก ตลอดจนในรถมอเตอร์ไซค์แต่ละรุ่นก็มีความแตกต่างทางด้าน เครื่องยนต์ ที่มีตั้งแต่ สูบเดียวจนถึงหกสูบ การจัดวางของลูกสูบก็มีทั้ง เครื่องยนต์สูบเรียง เครื่องยนต์สูบวี และมาถึงในด้านการส่งกำลังของรถมอเตอร์ไซค์แต่ละรุ่นก็แตกต่างกันออกไปเหมือนกัน มีทั้งแบบที่ใช้ โซ่ แบบใช้ สายพาน และแบบที่ใช้ เพลาขับ เป็นต้น ฉะนั้นจึงต้องมีคำจำกัดความของรถมอเตอร์ไซค์ Bigbike ในแต่ละแบบแต่ละทรง ออกไปอีกเรามาดูกันต่อว่ามีอะไรบาง บาคาร่า สูตรบาคาร่า

บิ๊กไบค์ แบ่งออกเป็นกี่ประเภท ???

 

บิ๊กไบค์
Naked Bike(นักเก็ต ไบค์)

 

 

           Naked Bike(นักเก็ต ไบค์) เป็นรถมอเตอร์ไซค์ BigBikeที่มีรูปแบบของตัวรถมอเตอร์ไซค์ที่เปลือยแฟริ่งในส่วนหน้าของรถมอเตอร์ไซค์ จะมีแฟริ่งเพียงแค่ด้ายท้ายของรถมอเตอร์ไซค์เท่านั้น

ซึ่งข้อดีของ บิ๊กไบค์ แนว Naked Bike นั้นจะเหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองหลวง การขับขี่ในชุมชน การขับขี่ในการจราจรที่หนาแน่น รถมอเตอร์ไซค์แนว นักเก็ต ไบค์ จะมีการขับขี่ที่ง่ายสำหรับสภาพแวดล้อมแบบนั้น การระบายความร้อนของรถมอเตอร์ไซค์ Naked ก็จะมีการระบายความร้อนได้ดีกว่ารถมอเตอร์ไซค์ Bigbike ประเภทอื่นๆ

และข้อดีอีกหนึ่งจุดของรถมอเตอร์ไซค์ นักเก็ต ก็คือการออกแบบให้แฮนด์ของรถอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าเบาะคนขี่ ทำให้การขับขี่รถ Naked Bike มีท่วงท่าในการขับขี่ที่ไม่ต้องก้มหรือต้องโน้มตัวไปด้านหน้ารถมากนัก ทำให้การขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ บิ๊กไบค์ประเภท Naked Bike นั้นไม่เมือยมากนักทำให้เป็นที่นิยมกันมากในแวดวงผู้ขับขี่ นักเก็ต ไบค์ ซึ่งก็จะมี Ducati Monster 796, Kawasaki Z1000, Kawasaki ER6N, Ducati Streetfighter, KTM Duke เป็นต้น

 

บิ๊กไบค์
Sport Bike(สปอร์ต ไบค์)

 

 

          Sport Bike(สปอร์ต ไบค์) เป็นรถมอเตอร์ไซค์ บิ๊กไบค์ ที่ออกแบบให้มีแนวเป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่ใช้ในการแข่งขันรถมอเตอร์ไซค์ทางเรียบ

ซึ่งรถมอเตอร์ไซค์แนว Sport Bike จะมีสมรรถนะของเครื่องยนต์และมรรถนะของช่วงล่าง ที่ค่อนข้างสูงกว่ารถมอเตอร์ไซค์ บิ๊กไบค์ ประเภทอื่น ส่วนท่วงท่าในการขับขี่ของรถมอเตอร์ไซค์ สปอร์ต ไบค์ จะเป็นการขับขี่แบบกึ่งนั่งกึ่งหมอบ

เพื่อให้ผู้ขับขี่นั้นสามารถควบคุมและทรงตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการขับขี่ที่ใช้ความเร็วสูงและรถจักรยนต์ Sport Bike แนวนี้ก็จะมี BMW HP4, Kawasaki Ninja, Ducati Panigale, Yamaha R1, Honda CBR1000 เป็นต้น  

 

บิ๊กไบค์
Touring Bike(ทัวร์ริ่ง ไบค์)

 

 

          Touring Bike(ทัวร์ริ่ง ไบค์) เป็นรถมอเตอร์ไซค์ BigBikeที่ออกแบบมาสำหรับคนที่ชื่นชอบการออกทริป การขับขี่ในระยะทางไกล และใช้เวลานาน สามารถวิ่งในสภาพพื้นถนนที่ขรุขระ

ซึ่งรถมอเตอร์แนว ทัวร์ริ่ง จะมีรูปทรงที่คล้ายๆกับ รถมอเตอร์ไซค์ Sport Bike แต่ตำแหน่งของแฮนด์จะอยู่สูงกว่า ส่วนท่าทางการนั่งจะมีลักษณะที่คล้ายๆกับ รถมอเตอร์ไซค์ Naked Bike ที่จะมีการนั่งขี่ที่สบาย และจุดสังเกตุของรถมอเตอร์ไซค์แนว Touring ก็คือจะมีชิวล์หน้าขนาดใหญ่ที่สามารถบังลมและฝนที่จะเข้ามาปะทะตัวผู้ขับขี่ได้ และรถแนวนี้ก็จะมี Kawasaki Versys, Ducati Multistrada 1200 S, BMW K1600 GT เป็นต้น

 


Chopper Bike(ชอปเปอร์ ไบค์)

 

 

          Chopper Bike(ชอปเปอร์ ไบค์) เป็นรถมอเตอร์ไซค์ BigBikeอีกหนึ่งประเภทที่มีขนาดใหญ่ ที่ต้องเรียว่า ชอปเปอร์

เพราะรถมอเตอร์ไซค์ประเภทนี้ มีเสียงของเครื่องยนต์ที่ดัง และยังดังเป็นจังหวะๆ คล้ายๆเสียงของเฮลีคอปเตอร์ จงทำให้เรียกรถมอเตอร์ไซค์ประเภทนี้ว่า Chopper Bike นั่นเอง ซึ่งการที่รถประเภทนี้มีเสียงเครื่องยนต์ที่ดังแบบนี้เกิดจาก รถมอเตอร์ไซค์ ชอปเปอร์ ไบค์ ใช้เครื่องยนต์ 2 สูบ แบบ V มีการจุดระเบิดพร้อมกันทั้ง 2 สูบ

จึงทำให้เสียงของเครื่องยนต์ที่ออกมาดังเป็นจังหวะแบบนี้ ส่วนรถประเภทนี้จะออกแบบมาให้มีที่นั่งที่ต่ำและมีแฮนด์ที่สูง อันนี้ขึ้นอยู่กับผู้ขับขี่ว่าจะใส่แฮนด์สูงขนาดไหนโดยรถประเภท Chopper Bike ก็จะมี Harley Davidson, Kawasaki Vulacn, Victory เป็นต้น

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : boxzaracing

ที่มา : pgslot , PG SLOT , PGSLOTGAME

Honda X-ADV รถสกู๊ตเตอร์ขนาดใหญ่ สไตล์แอดเวนเจอร์

ภาพ Honda X-ADV สีแดง

Honda X-ADV เป็นรถแนว สกู๊ตเตอร์ขนาดใหญ่ สไตล์ แอดเวนเจอร์ (Adventure) จากแนวคิด Go Everywhere with Excited feeling แฮนด์รถเป็นแบบอลูมิเนียมเสริมแฮนด์การ์ด บังลมหน้าขนาดใหญ่สามารถปรับได้ 5 ระดับ ช่วยลดแรงปะทะของลมได้เป็นอย่างดี ไฟหน้าคู่ขนาดพอดี ใช้ไปเป็นแบบ LED ไฟเลี้ยวและไฟท้ายก็ใช้ไฟแบบ LED เช่นกัน สีสีให้เลือกทั้งหมด 4 สี คือ สีเงิน (Digital Silver Metallic), สีแดง (Victory Red), สีขาว-ไตรคัลเลอร์ (Pearl Glare White ) และสีเงินด้าน (Matt Bullet Silver) มีโหมดขัลขี่ให้เลือก 3 โหมด คือ  โหมด D ขับขี่ปรกติ โหมด S สปอร์ต และโหมด MT เปลี่ยนเกียร์ด้วยตัวเอง

Honda X-ADV 2019

ฮอนด้า เอ็กซ์-เอดีวี มาพร้อมเครื่องยนต์แบบ เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 2 สูบ DOHC 8 วาล์ว ขนาดเครื่องยนต์ 745 ซีซี. ระบบการจ่ายเชื้อเพลิงแบบระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิคส์ PGM-FI กำลังสูงสุด 54 แรงม้า ที่ 6,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 68 นิวตัน-เมตร ที่ 4,750 รอบ/นาที กระบอกสูบ x ระยะชัก เท่ากับ 77 x 80 มม. ระบบคลัทช์แบบคลัทช์เปียก แบบหลายแผ่นซ้อนกัน/ ดูอัลคลัทช์ DCT ขนาดความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง 13.1 ลิตร น้ำหนักรถ 238 กิโลกรัม หน้าปัดเรือนไมล์แบบ FULLY LCD (ดิจิตอลเต็มรูปแบบ) แสดงผลมาตรวัดความเร็ว มาตรวัดรอบเครื่องยนต์ มาตรวัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิง มาตรวัดระดับความร้อน มาตรวัดระยะทาง นาฬิกา โหมดการใช้งานต่างๆ สามารถปรับองศาของหน้าจอได้

Honda X-ADV มาพร้อมระบบกุญแจที่มีความทันสมัยและยังง่ายต่อการใช้งานแบบ รีโหมด มาพร้อมระบบ Smart Key System สตาร์ทเครื่องยนต์โดยไม่ต้องเสียบกุญแจ ยังมีระบบค้นหารุมาให้เพิ่มเติมอีกด้วย เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้น ระบบกันสะเทือนหน้าแบบ โช้คอัพคู่หัวกลับ ขนาด 41 มม. สามารถปรับสปริงได้ ระยะยุบ  153.5 มม. ระบบกันสะเทือนหลังแบบ โช้คอัพแบบเดี่ยวแบบ Pro-Link  สวิงอาร์มอลูมิเนียม ระยะยุบ 150 มม. ระบบเบรกหน้าแบบ ดิสค์เบรคคู่ ขนาด  บาคาร่า สูตรบาคาร่า 310 มม. คาลิเปอร์ 4 ลูกสูบ ระบบเบรกหลังแบบ ดิสค์เบรคเดี่ยว ขนาด 240 มม. พร้อมด้วยระบบ ABS 

ภาพ Honda X-ADV
เครื่องยนต์เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 2 สูบ DOHC 8 วาล์ว
ขนาดเครื่องยนต์745 ซีซี.
กระบอกสูบ x ระยะชัก77 x 80 มม.
ระบบความระบายความร้อนระบายความร้อนด้วยน้ำ
กำลังสูงสุด 54 แรงม้า ที่ 6,250 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด68 นิวตันเมตร ที่ 4,750 รอบ/นาที
ระบบสตาร์ทระบบไฟฟ้า พร้อมระบบ Smart Key System 
ระบบเกียร์DCT หรือ Dual Clutch Transmission
ระบบขับเคลื่อนโซ่/สเตอร์
ระบบคลัทช์คลัทช์เปียก แบบหลายแผ่นซ้อนกัน/ ดูอัลคลัทช์ DCT
ท่อไอเสียอลูมิเนียม ผ่านมาตรฐานระดับ Euro 4
ระบบการจ่ายเชื้อเพลิงระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิคส์ PGM-FI
ระบบกันสะเทือนหน้าโช้คอัพคู่หัวกลับ ขนาด 41 มม. สามารถปรับสปริงได้ ระยะยุบ  153.5 มม.
ระบบกันสะเทือนหลังโช้คอัพแบบเดี่ยวแบบ Pro-Link  สวิงอาร์มอลูมิเนียม ระยะยุบ 150 มม.
ระบบเบรกหน้าดิสค์เบรคคู่ ขนาด 310 มม. คาลิเปอร์ 4 ลูกสูบ
ระบบเบรกหลังดิสค์เบรคเดี่ยว ขนาด 240 มม. พร้อมด้วยระบบ ABS
ขนาดยางหน้า120/70 R 17
ขนาดยางหลัง160/60 R 15
กว้าง x ยาว x สูง910 x 2,245 x 1,375 มม.
ระยะห่างฐานล้อ1,590 มม.
ระยะจากพื้นถึงตัวรถ162 มม.
ความสูงจากพื้นถึงเบาะนั่ง820 มม.
ความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง13.1 ลิตร
น้ำหนักรถ238 กิโลกรัม

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : bigbikeinfo

ที่มา : pgslot , PG SLOT , PGSLOTGAME

CB 1000R รถ Naked ภายใต้รหัส neo sport cafe

ภาพ Honda CB1000R สีดำ

Honda CB 1000R เป็นรถแนว สปอร์ตเนคเก็ต ภายใต้รหัส Neo Sport Café ของค่าย HONDA ได้เปิดตัวไปในงาน Tokyo Motor Show 2017 รถได้ออกแบบมาได้อย่างสวยงาม โดดเด่นเป็นอย่างมากด้วยไปหน้าทรงกลมเดี่ยวขนาดใหญ่ ใช้ไฟเป็นแบบ LED HONDA CB1000R ยังมีโหมดการขับขี่มาให้อีกถึง 4 โหมด คือ Standard , Sport, Rain และ โหมด User สามารถตั้งค่าต่างๆ เช่น Engine Brake Control, Traction Control, Torque Control, Launch Control ใน HONDA CB1000R ยังมีระบบ Slipper Clutch ให้มาอีกด้วย HONDA CB1000R ยังมีระบบกันสะเทือนหลังแบบ ProArm ที่โดดเด่นกว่ารุ่นอื่นอีก บาคาร่า สูตรบาคาร่า

Honda CB 1000R มาพร้อมหน้าปัดเรือนไมล์แบบ ดิจิตอล แสดงผลมาตรวัดความเร็ว มาตรวัดรอบเครื่องยนต์ มาตรวัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิง มาตรวักระยะทาง มาตรวัดระยะทางออกทริป มาตรวัดอัตราส่วนสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง นาฬิกา วันที่ แสดงโหมดการใช้งานต่างๆ ไฟหน้าทรงกลมเดี่ยวขนาดใหญ่ ใช้ไฟเป็นแบบ LED ไฟเลี้ยวซ้าย-ขวาและไฟท้ายก็ใช้ไฟเป็นแบบ LED เช่นกัน เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 4 ลูกสูบ DOHC 4 วาล์ว ขนาดเครื่องยนต์ 998 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ กำลังสูงสุดอยู่ที่ 145.4 แรงม้า ที่ 10,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 104 นิวตันเมตร ที่ 8,250 รอบ/นาที ระบบเกียร์ 6 สปีด จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด ระบบจุดระเบิดแบบ Fully Digital Transistorised ระบบสตาร์ทไฟฟ้า (มือ) ขนาดกระบอกสูบ X ระยะชัก 75.0  x 58.0 มม. อัตราส่วนกำลังอัด 11.6:1 ขนาดความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง 16.2 ลิตร น้ำหนักสุทธิ 212 กิโลกรัม

ฮอนด้า ซีบี1000อาร์ เป็นรถแนว สปอร์ตเนคเก็ต ภายใต้รหัส NEO SPORT CAFÉ ที่มีความทันสมัยเป็นอย่างมาก ทั้งในเรื่องของ ระบบการควบคุมรถต่างๆที่ให้มาอย่างครบ ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นแบบ โช้คอัพคู่หัวกลับ Upside – Down แบบ Separate Function จาก Showa ระบบกันสะเทือนด้านหลังเป็นแบบ โช้คอัพสปริงเดี่ยว Showa แบบ Balance Free Rear Cushion shock ทำงานร่วมกับ Single Side Swingarm อลูมิเนียม ระบบเบรกด้านหน้าเป็นแบบ ดิสก์เบรกคู่ floating discs ขนาด 310 มม. พร้อมปั้มเบรกแบบ Radical 4 พอร์ต ระบบเบรกด้านหลังแบบ ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 256 มิลลิเมตร พร้อมระบบเบรกแบบ ABS ล้อแม็กซ์ขนาด 17 นิ้ว ทั้งหน้าและหลัง ขนาดยางหน้า 120/70ZR17M/C 58W ขนาดยางหลัง 190/55ZR17M/C 75W

CB 1000R
เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 4 ลูกสูบ
ขนาดเครื่องยนต์ 998 ซีซี
ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์ว
ระบบระบายความร้อน ระบายความร้อนด้วยน้ำ
กระบอกสูบ X ระยะชัก 75.0  x 58.0 มม.
อัตราส่วนกำลังอัด 11.6:1
กำลังสูงสุด 145.4 แรงม้า ที่ 10,500 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 104 นิวตันเมตร ที่ 8,250 รอบ/นาที
ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด
ระบบจุดระเบิด Fully Digital Transistorised
ระบบคลัทช์ Wet, multiplate clutch
ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า (มือ)
ระบบเกียร์ เกียร์ 6 สปีด
ระบบส่งกำลัง โซ่
ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพคู่หัวกลับ Upside – Down แบบ Separate Function จาก Showa
ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพสปริงเดี่ยว Showa แบบ Balance Free Rear Cushion shock ทำงานร่วมกับ Single Side Swingarm อลูมิเนียม
ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่ floating discs ขนาด 310 มม. พร้อมปั้มเบรกแบบ Radical 4 พอร์ต พร้อม ABS
ระบบเบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 256 มิลลิเมตร พร้อม ABS
ล้อ แม็กซ์
ขนาดยางหน้า 120/70ZR17M/C 58W
ขนาดยางหลัง 190/55ZR17M/C 75W
ขนาด กว้าง X ยาว X สูง 789 x 2,120 x 1,090 มม.
ระยะห่างช่วงล้อ 1,455 มม.
ระยะห่างจากพื้น 135 มม.
ความสูงของเบาะ 830 มม.
มุมคาสเตอร์/ระยะเทรล [O’/มม.] 25°00’/100
ความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง 16.2 ลิตร
น้ำหนักสุทธิ 212 กิโลกรัม

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : bigbikeinfo

ที่มา : pgslot , PG SLOT , PGSLOTGAME