Mazda MX-5 2019 ฉลอง 30 ปี เปิดตัว แค่ 12 คันในประเทศไทย

Mazda MX-5 2019 รุ่นพิเศษฉลอง 30 ปี มาในตัวถังสีส้ม Racing Orange ติดตั้งเบาะ Recaro, ล้อ RAYS 17 นิ้ว และเบรก Brembo จำกัด 3,000 คัน ทั่วโลก และสำหรับไทย Mazda MX-5 30th Anniversary มีเพียง 12 คัน กับราคาที่โหดพอตัว

Mazda MX-5 Miata (NA) ปี 1989

 

Mazda ฉลองครบรอบ 30 ปี ให้ Mazda MX-5 ด้วย Mazda MX-5 30th Anniversary นับตั้งแต่ Mazda MX-5 (รหัส NA) เปิดตัวครั้งแรกในปี 1989 (ญี่ปุ่นเรียก Eunos Roadster) และออร่าก็จับทันที ซึ่งไม่เพียงแค่หน้าตาน่ารัก แต่ยังเป็นรถสปอร์ตเบาที่ขับได้บันเทิงมาก จนในปี 2016 Guinness World Records บันทึกว่าเป็นโรดสเตอร์ยอดขายสูงที่สุดในโลก ด้วยตัวเลข 1 ล้านคัน

 

สำหรับ Mazda MX-5 30th Anniversary จะถูกผลิตจำกัดเพียง 3,000 คัน มีทั้งแบบหลังคาอ่อนกับหลังคาแข็งเลื่อนเก็บได้ (RF : Retractable Roof) และสำหรับไทยจะมีจำหน่ายแค่ 12 คัน (ระบุไว้เฉพาะตัว RF) สนนราคา 3.1 ล้านบาท ซึ่ง Mazda MX-5 RF 2019 รุ่นปกติ ปัจจุบันอยู่ที่ 2.89 ล้านบาท

โดย Mazda MX-5 30th Anniversary จะมาพร้อมความพิเศษ เช่น
 
  • ตัวถังสีส้ม Racing Orange
  • หลังคาสีทู-โทน (ส้ม-ดำ)
  • ล้ออัลลอย RAYS (Forged) ขนาด 17 นิ้ว สี Gun Metallic
  • เบรก Brembo คาลิเปอร์เบรกสีส้ม
  • เบาะ Recaro หุ้มหนังสลับอัลคันทารา เดิน Piping และตะเข็บสีส้ม
  • แผงหน้าปัด-แผงประตู ตกแต่งด้วยอัลคันทารา เดินตะเข็บด้ายสีส้ม
  • กรอบช่องแอร์สีส้ม
  • ป้ายสัญลักษณ์ 30th Anniversary พร้อมลำดับผลิต

ส่วนขุมพลัง Mazda MX-5 30th Anniversary จะใช้เครื่องยนต์ SKYACTIV-G ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า ที่ 7,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 205 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที เหมือนรุ่นปกติ

ซึ่งจะว่าไปกำลังของ Mazda MX-5 RF ก็ดูเหมือนไม่มากมายในยุคนี้ แต่ความสนุกในการขับขี่ของ Mazda MX-5 ไม่ได้เกิดจากพละกำลังมาตั้งแต่แรก และนั่นเป็นเอกลักษณ์ของรถสปอร์ตน้ำหนักเบา อันเป็นแนวคิดของรถอังกฤษอย่างพวก MG และอีกหลายแบรนด์ที่ล้มหายตายจากไปเยอะมาก

 

เพราะอังกฤษไม่ได้เก่งเรื่องทำเครื่องยนต์เท่าเยอรมนีหรืออิตาลี ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์ด้อยกว่าและไม่ได้มีทรัพยากรล้นเหลือแบบอเมริกันด้วยความที่เป็นเกาะ ดังนั้นรถอังกฤษจึงใช้ความเบาสร้างความสนุกสนานในการขับขี่แทน บวกกับคนอังกฤษมีนิสัยรักประหยัดเป็นทุน Mazda MX-5 ก็เกิดจากแนวคิดเดียวกันนี้

ปัจจุบันนักขับหลายคนเข้าใจว่ารถที่ขับสนุกต้องมีกำลังสูง ซึ่งอาจ “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” ก็ได้ เช่น Toyota 86 สำหรับใครหลายคนแล้วขับสนุกกว่า Toyota GR Supra ที่มีกำลังมากเกินความสามารถที่จะควบคุมจนกลายเป็นความเครียดได้

 

นั่นจึงทำให้ Toyota 86 และ Mazda MX-5 ที่ดูเหมือนไม่มีอะไรอีกทั้งยังราคาสูง แต่หลายคนยอมจ่ายเพื่อเสพประสบการณ์จากการขับขี่ ในลักษณะ “เข้าหาตัว” (ขับเองสนุกเอง) ไม่ใช่ขาออกจากตัวเพื่อ “อวด” หรือให้รถคันอื่นยำเกรงด้วยตัวเลขสมรรถนะ

MG ZS EV 2019 รถยนต์ไฟฟ้า วิ่งได้ 337 กิโลเมตร!

MG ZS EV 2019 ทำเซอร์ไพรส์ราคาจำหน่าย เปิดตัวที่ 1.19 ล้านบาท พร้อมให้ชุดชาร์จและติดตั้งฟรีที่บ้าน MG ZS EV 2019 มีให้เลือกเพียงรุ่นย่อยเดียว

ถือว่ามาแบบเซอร์ไพรส์หรือเป็นการตลาดแบบสับขาหลอก ก่อนหน้านี้ในงานสัมนาเรื่องอนาคตไฟฟ้า นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) ได้แย้มราคาไว้ว่า MG ZS EV 2019 จะจำหน่ายไม่เกิน 1.5 ล้านบาท แต่นั่นแหละทุกคนคิดกันไปเอง… ว่าราคาต้องอยู่ใกล้ ๆ เลข Maximum

 

วันนี้ 20 มิถุนายน 2562 ฤกษ์วันเปิดตัว MG ZS EV 2019 ที่ทุกคนตั้งตาคอย เรื่องราคาจำหน่ายเคาะแล้ว 1.19 ล้านบาท เท่านั้น พร้อมกับข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับ MG ZS EV 2019 ดังนี้

 
 

เริ่มต้นด้วยดีไซน์ภายนอก ไม่พูดเยอะ (แต่ไม่เจ็บคอ) ตัวถังและอุปกรณ์หลายส่วน เป็นแบบเดียวกับ MG ZS รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร เกียร์ 4AT ปรับเพียงลายกระจังหน้าและลายล้อแม็ก  มาพร้อมสีตัวถังแบบพิเศษ “สีฟ้า Copenhagen Blue” ให้เลือกสีเดียวในตอนนี้ 

 
 

ภายในห้องโดยสารตกแต่งโทนสีดำ คอนโซลหน้าวัสดุบุนุ่ม Soft touch พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันทรงสปอร์ตหุ้มหนัง หน้าจออินโฟเทนต์เมนต์ระบบสัมผัส ขนาด 8 นิ้ว ระบบแอร์ดิจิทัล พร้อมระบบกรองอากาศ กรองได้ระดับ PM2.5 ให้หลังคาพาโนรามิกซันรูฟ (Panoramic Sunroof) 

ขุมกำลังเป็นไฟฟ้า 100%  มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor โดยมีพละกำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร สามารถเร่งจาก 0-50 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ด้วยระยะเวลาแค่ 3.1 วินาที

 

ชุดแบตเตอรี่ ลิเธี่ยม ไอออน (Lithium-ion) ความจุ 44.5 kWh ในขณะที่แบตเตอรี่ยังคงสามารถทำงานได้ตามปกติ อีกทั้งยังมีระบบการปกป้องแบตเตอรี่แบบ 360 องศา มีระบบการจัดการอุณหภูมิ ให้ระยะทางขับเคลื่อนสูงสุด 337 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC พร้อมเคลมด้วยว่า MG ZS EV2019 สามารถ วิ่งผ่านน้ำที่มีความสูงได้กว่า 40 เซนติเมตร 

 

รองรับการชาร์จไฟทั้งแบบ Normal Charge ใช้เวลาเพียง 6.5 ชั่วโมง และแบบ Quick Charge จาก 0-80% ในเวลาเพียง 30 นาที ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ i-SMART รองรับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย พร้อมฟังก์ชันตรวจสอบสถานะแบตเตอรี่ การค้นหาสถานีชาร์จได้บนมือถือ

MG ZS EV2019 ยังมาพร้อมระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) ชาร์จพลังงานในระหว่างการขับขี่กลับเข้าแบตเตอรี่ (Regenerative) ที่สามารถเลือกระดับการชาร์จพลังงานกลับได้ถึง 3 ระดับ และปรับโหมดการขับขี่ได้ 3 รูปแบบ โหมดการขับขี่แบบ Eco เพื่อการประหยัดพลังงาน โหมด Normal สำหรับการขับขี่ทั่วไป และ โหมด Sport

 

ด้านความปลอดภัยมีระบบ Advanced Synchronized Protection System ทั้งโครงสร้างตัวถังนิรภัย (FSF) ระบบความปลอดภัย Synchronized Protection System ทั้งหมด 9 ระบบ และระบบเสริมความปลอดภัยในขณะขับขี่ Advanced Driver-Assistance Systems  ได้แก่  

  • ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (Intelligent High-Beam Control) 
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control) 
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist)  
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning) 
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning) 
  • ระบบช่วยควบคุมรถเมื่อรถออกนอกเลน LDP (Lane Departure Prevention) 
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA (Lane Keep Assist) 
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA (Lane Change Assist) 
  • ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD (Blind Spot Detection) 
  • ระบบเตือนขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert) 
 

ฟีเจอร์อื่น ๆ ได้แก่ ไฟส่องทางหลังจากดับเครื่องยนต์ (Follow Me Home Light), ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH (Auto Vehicle Hold), ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake),  กุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer และ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย รวมทั้งหมด 6 จุด มีกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์

ราคาจำหน่าย MG ZS EV2019 อยู่ที่ 1,190,000 บาท 
 

ถือว่าเปิดราคามาดี ตีกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้ากระจุยที่คู่แข่งทั้งหลายวางราคาอยู่ 1.6 ล้านบาท ขึ้นไป ด้วยราคานี้ยังสามารถสู้กับ Honda HR-V ที่ยังเป็นเครื่องยนต์สันดาป และ Toyota C-HR ที่เป็นไฮบริด ซึ่งวางจำหน่ายอยู่ราว ๆ 1.2 ล้านได้อีกด้วย

Ford Puma 2020 เปิดตัว อัดแน่นฟังก์ชัน เทคโนโลยีล้น

All-new Ford Puma 2020 รถครอสโอเวอร์รุ่นใหม่จาก Ford เปิดตัวในเยอรมนี ท็อปทั้งฟอร์มและฟังก์ชัน เทคโนโลยีล้นคัน เหลือแค่ลุ้นว่า All-new Ford Puma 2020 จะมาแทน Ford EcoSport ในไทยหรือเปล่า

 

All-new Ford Puma 2020 เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มรถครอสโอเวอร์ของ Ford แทรกกลางระหว่าง Ford EcoSport กับ Ford Kuga (Ford Escape) หรือจะบอกว่า All-new FordPuma 2020 เป็นคู่แข่งระดับเดียวกับ Honda HR-V หรือ Toyota C-HR ก็ไม่น่าจะผิดนัก

แต่อย่างไรก็ตามตลาดรถครอสโอเวอร์ในยุโรป Nissan ค่อนข้างแข็งแกร่งมาก โดยในปีที่ผ่านมา (2018) Nissan Qashqai มียอดขายเหนือกว่า Ford Kuga ที่อยู่ระดับเดียวกับ Nissan X-Trail มาก ดังนั้นการมาของ All-new FordPuma 2020 ซึ่งอยู่ในพิกัดซับคอมแพกต์ จึงมีเหตุผลและเล่นใหญ่ด้วยฟีเจอร์ตามสไตล์ Ford

Ford Puma 2020
 

ในแง่ของดีไซน์ All-new FordPuma 2020 จะฉีกไปจาก Ford EcoSport และเป็นแนวทางเดียวกับ All-new Ford Kuga 2020 คือเน้นความสปอร์ต สไตลิชและเติมเสน่ห์ด้วยส่วนเว้า ส่วนโค้งเข้าไปมากกว่าเพื่อสู้กับคู่แข่ง

Ford Puma 2020
 

นอกจากเรื่องของฟอร์มแล้ว ฟังก์ชันการใช้งาน All-new FordPuma 2020 จัดว่าน่าสนใจ จากการแข่งกันออกแบบให้ห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายมีขนาดใหญ่ (ก่อนหน้านี้เป็นช่องเก็บของและที่วางแก้วน้ำ) เพื่อสร้างเป็นจุดขายด้วยปริมาตรความจุสูงสุดถึง 456 ลิตร โดยไม่ต้องพับเบาะ

Ford Puma 2020
 
Ford Puma 2020
 

ซึ่งภายใต้พื้นห้องเก็บสัมภาระท้ายรถที่ยกเปิดได้นั้น ถูกดีไซน์เป็นหลุมลึกประมาณ 1 ฟุต ความจุ 80 ลิตร ไม่เพียงแต่เก็บของได้ ยังเผื่อไว้กรณีสิ่งของที่มีความสูงมากกว่าปกติ เช่น ถุงกอล์ฟ ต้นไม้ และยังล้างทำความสะอาดได้ง่าย มีรูระบายน้ำใต้พื้นรถพร้อมฝาเปิด-ปิด เหมือนอ่างล้างหน้า

Ford Puma 2020
 

ส่วนทางด้านเทคโนโลยี All-new FordPuma 2020 โหลดนวัตกรรมทันสมัยใส่มาเต็มคัน ตั้งแต่ระบบช่วยขับขี่ ไปจนถึงอำนวยความสะดวก เช่น

  • ระบบควบคุมความเร็วแปรผัน (Adaptive Cruise Control) รักษาความเร็วและระยะห่างจากรถคันหน้า
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Pre-Collision Assist with Pedestrian Detection)
  • ระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน (Emergency Brake Assist)
  • ระบบช่วยหักหลบฉุกเฉิน (Evasive Steering Assist) เพื่อหลีกเลี่ยงการชนด้วยเรดาร์
  • ระบบควบคุมการทรงตัวด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Stability Control)
  • โหมดการขับขี่ 5 รูปแบบ Normal, ECO, Sport, Slippery และ Trail
  • ระบบช่วยจอด (Active Park Assist) ผู้ขับขี่ควบคุมแค่คันเร่ง เบรกและเกียร์
  • ระบบเตือนจุดอับสายตา
  • ระบบเตือนการจราจรท้ายรถ
  • ระบบเตือนป้ายสัญญาณจราจร เป็นต้น
  • เบาะนวด (Lumbar massage seats) ปรับได้ 3 รูปแบบ
  • หลังคากระจกแบบพาโนรามิก
  • ระบบเปิด-ปิดฝาท้าย Hand-Free
  • ระบบการเชื่อมต่อ SYNC 3 ที่สั่งงานได้ด้วยเสียง รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto
  • เครื่องเสียง B&O ลำโพง 10 ตัว (รวมซับวูฟเฟอร์)

สำหรับขุมพลังของ All-new FordPuma 2020 จะใช้เครื่องยนต์เบนซิน EcoBoost ขนาด 1.0 ลิตร ที่ดาวน์ไซซ์ลงมา แต่ให้สมรรถนะคาดหวัง เทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร ด้วยอาศัยเทอร์โบอัดอากาศและเทคโนโลยี Mild-Hybrid

Ford Puma 2020
 

ซึ่งระบบดังกล่าวจะมี BISG (belt-driven integrated starter/generator) ทำหน้าที่เหมือนมอเตอร์ ช่วยลดภาระของเครื่องยนต์ (เนื่องจากไม่ต้องขับมอเตอร์สตาร์ตและไดชาร์จ แถมยังลดพื้นที่ด้วย) และยังเสริมกำลังให้กับเครื่องยนต์ได้เมื่อต้องการแรงบิดในขณะเร่งแซงหรือออกตัว มีกำลังให้เลือก 2 ระดับ คือ 125 และ 155 แรงม้า

ทั้งนี้ All-new FordPuma 2020 จะเริ่มวางจำหน่ายจริงช่วงปลายปีนี้ ราคาน่าจะอยู่ราว 19,000 ปอนด์ (อังกฤษ) พอ ๆ Honda HR-V และ Toyota C-HR ส่วน Ford ประเทศไทย จะนำมาจำหน่ายแข่งด้วยหรือไม่ ปีหน้าอาจมีคำตอบ เพราะ Ford เบนเข็มมาทางรถกระบะและรถอเนกประสงค์เต็มตัวแล้ว ก็มีลุ้นพอสมควร

Kia Seltos 2020 รถยนต์แบรนด์เกาหลี รถครอสโอเวอร์ เอสยูวี

All-new Kia Seltos 2020 รถครอสโอเวอร์ เอสยูวี ขนาดเล็กกว่า Kia Sportage เปิดตัวอินเดีย พร้อมฟีเจอร์ไฮเทค วัสดุภายในคุณภาพสูง ซึ่ง All-new Kia Seltos 2020 เตรียมทำตลาดระดับ Global

 

สำหรับ Kia แบรนด์รถยนต์เกาหลีในไทยนั้นจัดว่าค่อนข้างเงียบ และตอนนี้รถที่ดูแล้วน่าจะพอไปได้ก็เห็นจะมีเพียง Kia Grand Carnival เท่านั้น ส่วน Kia Soul EV กับ Kia Stinger ยิ่งดูเป็นรถทางเลือก นอกกระแสความนิยม ผิดกับตลาดโลกที่ Kia นั้นคึกคักและได้รับความไว้วางใจมากพอควร ซึ่งล่าสุดได้เปิดตัวรถครอสโอเวอร์ เอสยูวี น้องใหม่เพิ่มมาอีกรุ่น โดยใช้ชื่อว่า Kia Seltos

Kia Seltos 2020
 

All-new KiaSeltos 2020 ถือเป็นความคาดหวังใหม่ของ Kia ช่วงที่กระแสรถครอสโอเวอร์ เอสยูวี กำลังบูมถึงขีดสุด ซึ่งเลือกเปิดตัวในอินเดีย เพราะประกอบในอินเดีย (มีอีกแห่งคือเกาหลี) และ Kia มีแผนเริ่มวางจำหน่าย All-new KiaSeltos 2020 ทั่วโลก ช่วงครึ่งหลังของปี 2019

โดย All-new KiaSeltos 2020 จะมีขนาดเล็กกว่า Kia Sportage หรือพอ ๆ กับ Honda HR-V และ Toyota C-HR ส่วนชื่อ Seltos ได้แรงบันดาลใจมาจากชื่อ Celtos ลูกชายของ Hercules และเทพนิยายปกรณัมของกรีก เพื่อนำเสนอความกล้าหาญ มุ่งมั่น รวมกับอักษร S ที่สื่อถึง Speed และ Sportiness

Kia Seltos 2020
 

ดังนั้นดีไซน์ของ All-new KiaSeltos 2020 จึงออกมาอย่างที่เห็น คือสัดส่วนเน้นความเป็น SUV ดั้งเดิม และมีทรีตเมนต์ช่วยเพิ่มความสปอร์ตบริเวณเสา D (ซึ่งดูคล้าย Chevrolet Blazer มากด้วย) บนขนาดที่คอมแพกต์

Kia Seltos 2020
 

ส่วนภายใน All-new KiaSeltos 2020 ทาง Kia พยายามใช้วัสดุคุณภาพสูงและให้ความรู้สึกทันสมัย เพื่อให้เข้ากับผู้ขับขี่อายุน้อยหรือขับแล้วดูอายุน้อย เน้นความตระการตาด้วยของเล่นไฮเทค เช่น จออินโฟเทนเมนต์แบบทัชสกรีน ขนาด 10.25 นิ้ว ระบบแสง สี และเสียงจาก Bose เพื่อสร้างบรรยากาศ

Kia Seltos 2020
 
Kia Seltos 2020
 

ทางด้านขุมพลัง All-new KiaSeltos 2020 จะมีให้ 3 ทางเลือก (ขึ้นอยู่กับภูมิภาคที่วางจำหน่าย) ได้แก่

  • เครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร T-GDI ให้กำลังสูงสุด 177 แรงม้า
  • เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 149 แรงม้า
  • เครื่องยนต์ดีเซล 1.6 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 136 แรงม้า

ขณะที่ระบบส่งกำลังก็มี 3 แบบ ตั้งแต่ เกียร์อัตโนมัติ DCT 7 สปีด, เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และเกียร์ CVT มีโหมดการขับขี่ให้เลือกได้ 3 รูปแบบ คือ Eco, Normal และ Sport

อย่างไรก็ตามยังไม่มีการยืนยันว่า All-new KiaSeltos 2020 ที่ระบุว่าจะทำตลาดในระดับ Global นั้น จะรวมไทยด้วยหรือไม่ แม้จะมีความเป็นไปได้เพราะตอนนี้ Kia (ประเทศไทย) เองก็ไม่มีรถ SUV เหลือให้จำหน่ายเลยสักรุ่นเดียว แต่ปัญหาอาจไม่ได้อยู่แค่ว่า “มา” หรือ “ไม่มา” อันนั้นไม่ยาก ประเด็นคือถ้าเอามาแล้วขาย “ได้” หรือ “ไม่ได้” อันนี้เป็นโจทย์ที่ยากสุด

เพราะการจะฝ่าด่าน Honda HR-V และ Toyota C-HR เพื่อขอแบ่งยอดขาย ที่ทำได้ดีตอนนี้เห็นจะมีเพียง MG ZS 2019 รายเดียวเท่านั้น ซึ่งต้องใช้ราคาเป็นหัวหอกสำคัญ แต่คงเกิดได้ยากกับ All-new KiaSeltos 2020

Mitsubishi Triton 2019 รถกระบะสายย่อ ตัวเตี้ย หน้าใหม่

ได้เวลา Mitsubishi Triton 2019 ตัวเตี้ย รถกระบะสายย่อ หล่อด้วยหน้าใหม่ Dynamic Shield เหมือนรุ่นยกสูง โดย Mitsubishi Triton 2019 ตัวเตี้ย ใหม่ มีให้เลือก 3 รูปแบบตัวถัง รวม 4 รุ่นย่อย ราคา 5.35-6.82 แสนบาท

Mitsubishi Triton 2018 ตัวเตี้ย โฉมเก่า

 

หลังจากปล่อยให้ Mitsubishi Trion ตัวเตี้ย ใช้หน้าเดิมของรุ่นปี 2018 มาสักพักใหญ่ ๆ หลัง Mitsubishi Trion 2019 ปรับโฉม ก็ถึงคราว Mitsubishi Triton รุ่นตัวเตี้ยจะได้หน้าใหม่ Dynamic Shield ไว้ไปหล่อแข่งกับกระบะสายย่อ Toyota Hilux Revo Z Edition 2019 ตัวเตี้ย กันเสียที

Mitsubishi Triton 2019
 

โดย Mitsubishi Trion 2019 ตัวเตี้ย หน้าใหม่ จะมีให้เลือก 3 รูปแบบตัวถัง (หัวเดี่ยว 2 ประตู Single Cab, แค็บ 2 ประตู Mega Cab, และ Double Cab 4 ประตู) รวม 4 รุ่นย่อย ดังนี้

  • Mitsubishi Triton ตัวถัง Single Cab 2WD รุ่น GL ราคา 535,000 บาท
Mitsubishi Triton 2019
 
  • Mitsubishi Triton ตัวถัง Mega Cab 2WD รุ่น GL         ราคา 602,000 บาท
  • Mitsubishi Triton ตัวถัง Mega Cab 2WD รุ่น GLX      ราคา 632,000 บาท
Mitsubishi Triton 2019
 
  • Mitsubishi Triton ตัวถัง Double Cab 2WD รุ่น GLX ราคา 682,000 บาท
Mitsubishi Triton 2019
 

ซึ่ง Mitsubishi Trion 2019 ตัวเตี้ย หน้าใหม่ รุ่นย่อย GLX จะตกแต่งและให้อุปกรณ์มาครบเครื่องกว่ารุ่นย่อย GL บางจุด (ไม่นับตัวถัง Single Cab ที่เน้นเชิงพาณิชย์) แต่โดยรวมแล้วทั้งหมดยังอยู่บนพื้นฐานของความเป็นรถกระบะรุ่นประหยัด คือไม่มากมายมีให้แค่เท่าที่จำเป็นสำหรับการใช้งานทั่วไป อาจไม่ถึงกับสะดวกสบายดูไฮเทคนักเมื่อเทียบกับหน้าใหม่ แต่ก็ดีไปอีกแบบหากมองในแง่ของการบำรุงรักษา

ส่วนสีตัวถังภายนอกของ Mitsubishi Trion 2019 ตัวเตี้ย หน้าใหม่ มี 4 สี เน้นเบสิกตามกระแสนิยม ไม่มีอะไรให้หวือหวาผิดระเบียบ ถ้าเป็นนักเรียนก็เรียกว่าถูกใจฝ่ายปกครอง ดังนี้

Mitsubishi Triton 2019
  • สีเทา Graphite Gray
Mitsubishi Triton 2019
  • สีดำ Jet Black Mica
Mitsubishi Triton 2019
  • สีขาว Solid White
Mitsubishi Triton 2019
  • สีเงิน Sterling Silver

ส่วนขุมพลัง  Mitsubishi Trion 2019 ตัวเตี้ย หน้าใหม่ ทั้งหมดจะเป็นเครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบ ขนาด 2.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 128 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 240 แรงม้า มีเฉพาะเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ขับเคลื่อน 2 ล้อ

Mitsubishi Triton 2019
 

ซึ่งถ้าลองเปรียบเทียบกับคู่แข่งสำคัญแบบคร่าว ๆ Mitsubishi Trion 2019 ตัวเตี้ย หน้าใหม่ ตัวถัง Double Cab 4 ประตู รุ่นย่อย GLX (มีรุ่นย่อยเดียว) ราคา 682,000 บาท เงินจำนวนนี้จะได้ Toyota Hilux Revo Z Edition 2019 รุ่น 2.4J Plus เกียร์ธรรมดา ซึ่งใช้เครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบ 2.4 ลิตร ให้กำลังและแรงบิดเหนือกว่า ประหยัดกว่า ปล่อยมลพิษน้อยกว่า (อ้างอิง EcoSticker) รวมถึงอุปกรณ์มาตรฐานภาพรวมไม่แตกต่างกันมาก

Mitsubishi Triton 2019
 

แต่ Mitsubishi Trition 2019 ตัวเตี้ย หน้าใหม่ รุ่น Double Cab 2WD GLX พยายามตกแต่งภายนอกให้ดูแพงกว่า Toyota Hilux Revo Z Edition 2019 รุ่น 2.4J Plus ในบางจุด เช่น ล้ออัลลอย ขนาด 16 นิ้ว คิ้วกรอบโครเมียมมือจับประตู ซึ่งทางฝั่ง Toyota ไม่ได้จัดมาให้ เพราะคงปล่อยให้สายย่อไปแต่งต่อกันเอง

สุดท้ายถ้าเน้นทรงพลังตามสไตล์สายซิ่ง สายย่อ Mitsubishi Trition 2019 ตัวเตี้ย หน้าใหม่ อาจดูเป็นรอง Toyota Hilux Revo Z Edition 2019 เล็กน้อย แต่ถ้าเป็นรถใช้งาน หน้าตาโดนใจ Mitsubishi Trition 2019 ก็ไม่มีอะไรเสียหาย

Chevrolet Colorado 4th of July Edition 2020 รุ่นพิเศษ แค่ 50 คัน

Chevrolet Colorado 4th of July Edition 2020 (เชฟโรเล็ต โคโรลาโด โฟร์ท ออฟ จูลาย อิดิชั่น 2020) รถกระบะรุ่นพิเศษ 50 คัน ฉลองวันชาติอเมริกัน รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ราคา 1,009,000 บาท และขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคา 1,079,000 บาท และเพิ่มอีก 1 รุ่นย่อยใหม่ Chevrolet Corolado Trail Boss ราคาเริ่ม 859,000 บาท

Chevrolet Colorado 4th of July Edition 2020
 

Chevrolet ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นแบรนด์อเมริกันอย่างเต็มตัว ถือโอกาสเอาวันที่ 4 กรกฎาคม 2562 วันที่สหรัฐอเมริกาประกาศเป็นอิสรภาพ (หรือวันชาติอเมริกา) เปิดตัวรถกระบะ Chevrolet Colorado 4th of July Edition 2020 แสดงความเป็นอเมริกันในสายเลือด พร้อมการตกแต่งพิเศษ จำกัดเพียง 50 คัน เท่านั้น

โดย Chevrolet Colorado 4th of July Edition 2020 เป็นการนำเอา Chevrolet Colorado High Country 2019 ตัวถัง 4 ประตู มาตกแต่งใหม่ ให้ดูเหนือ ยิ่งใหญ่และแสดงตัว ตามสไตล์ American Dream แม้ความจริงแล้วคือเนื้อเรื่องเดียวกับ Chevrolet Colorado Centennial Edition 2018 รุ่นพิเศษฉลอง 100 ปี และ Chevrolet Colorado Midnight Edition 2019 แค่เปลี่ยนวิธีการนำเสนอด้วยธีมที่แตกต่างออกไป ดังนี้

  • สติ๊กเกอร์ลายกราฟิก ธงชาติอเมริกัน ด้านข้างและด้านท้ายของตัวรถ
Chevrolet Colorado 4th of July Edition 2020
 
  • ตัวอักษร Colorado บนขอบฝากระโปรงหน้า
Chevrolet Colorado 4th of July Edition 2020
 
  • ตราสัญลักษณ์อินทรีย์หัวขาวบนพื้นธงชาติในกรบทรงกลม และตัวอักษร 4th of July ด้านข้างประตูคู่หน้า
Chevrolet Colorado 4th of July Edition 2020
 

ส่วนล้ออัลลอยทูโทน ขนาด 18 นิ้ว ของ ChevroletColorado 4th of July Edition 2020 จะเหมือนกับ ChevroletColorado High Country 2019 รุ่นปกติ ขณะที่คิ้วซุ้มล้อ ไฟท้าย LED ใหม่ ให้มาเหมือนกับ ChevroletColorado Midnight Edition 2019 สำหรับทางด้านภายใน ChevroletColorado 4th of July Edition 2020 เท่าที่สังเกตได้ ไม่แตกต่างจาก ChevroletColorado High Country 2019

Chevrolet Colorado 4th of July Edition 2020
 
Chevrolet Colorado 4th of July Edition 2020
 
Chevrolet Colorado 4th of July Edition 2020
 

สำหรับขุมพลัง ChevroletColorado 4th of July Edition 2020 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบ ขนาด 2.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 440 นิวตันเมตร  ผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro4

Chevrolet Colorado 4th of July Edition 2020
 

แต่อย่างไรก็ตาม ChevroletColorado 4th of July Edition 2020 จะมีความเป็น Limited Edition ตรงที่จำกัดแค่ 50 คัน มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ ยกสูง ราคา 1,009,000 บาท และขับเคลื่อน 4 ล้อ ยกสูง 1,079,000 บาท ซึ่งแพงกว่า ChevroletColorado High Country 2019 อยู่ 11,000 บาท ส่วนสีตัวถังภายนอกมี 4 สี ได้แก่

  • สีดำ Black Meet Kettle Metallic
  • สีเทา Satin Steel Grey Metallic
  • สีขาว Summit White
  • สีเทาน้ำเงิน Dark Shadow Metallic

ซึ่งในงบประมาณใกล้เคียงกัน จะได้ Isuzu D-Max V-Cross 4×4 เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,109,000 บาท แพงกว่าเล็กน้อย หรือถ้าขับเคลื่อน 2 ล้อ Toyota Hilux Revo Prerunner Rocco 2×4 2.4G เกียร์อัตโนมัติ ราคา 988,000 บาท ก็น่าสนใจ ทั้งคู่มีข้อดีตามสไตล์เจ้าตลาด แต่ที่ขาดคือความเล่นใหญ่เป็น American Dream แบบ ChevroletColorado 4th of July Edition 2020

Chevrolet Colorado 4th of July Edition 2020

ChevroletColorado Trail Boss รุ่นย่อยใหม่

 
Chevrolet Colorado 4th of July Edition 2020

ChevroletColorado Trail Boss รุ่นย่อยใหม่

 

นอกจากนี้ ในงานเดียวกันทาง Chevrolet ประเทศไทย ยังได้เปิดตัว  ChevroletColorado Trail Boss 2020 รุ่นย่อยใหม่ ในสไตล์เท่ดิบ จริงจังและมีความเรียลมากกว่า ปราศจากเครื่องประกอบตกแต่งฟุ่มเฟือย เกินจำเป็น เน้นการใช้งานไม่นอกเรื่อง มีเฉพาะขับเคลื่อน 2 ล้อ ยกสูง เท่านั้น เกียร์ธรรมดา 859,000 บาท และเกียร์อัตโนมัติ 899,000 บาท

Chevrolet Colorado 4th of July Edition 2020
 

เรียกว่าถ้าคิดจะซื้อรถกระบะในยุคนี้ ต้องตั้งสติมากหน่อยอย่าหลุดโฟกัสกับสไตล์ที่อยากได้หรือต้องการใช้งาน เพราะแต่ละแบรนด์มีรุ่นย่อยเยอะมาก ยิ่งจับสเปกมาเปรียบเทียบกันเมื่อไรจะยาว เตรียมยาดม ยาแก้ปวด ขึ้นมาได้เลย

Toyota Hilux Revo Z Edition 2019 กระบะตัวเตี้ย พร้อมชุดแต่ง 250-400 แรงม้า

Toyota Hilux Revo Z Edition 2019 รถกระบะตัวเตี้ย พร้อมแรงด้วยชุดแต่ง 250-400 แรงม้า โดย Toyota และพาร์ตเนอร์ เปลี่ยนรถกระบะ Toyota ธรรมดาให้เป็นรถแข่ง Toyota Hilux Revo One Make Race

Toyota Hilux Revo Z Edition 2019
 

สะใจสายแข่งและรถกระบะแต่งซิ่ง ตั้งแต่ Toyota หันมาจับกลุ่มกระบะตัวเตี้ย ส่ง Toyota Hilux Revo Z Edtion 2019 กวาดลูกค้ากลุ่มใหม่ ซึ่งไม่ได้เอาไว้เพียงแค่ใช้งานธรรมดาทั่วไป แต่เน้นเพื่อการตกแต่ง หลังจากนั้น Toyota ก็ดูเหมือนจะอินดี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย จับมือกับพาร์ตเนอร์จาก Aftermarket จัดชุดแต่ง Black Mamba ออกมาจำหน่าย ล่าสุดปล่อยชุดโมดิฟาย ความแรงระดับ 250-400 แรงม้า

Toyota Hilux Revo Z Edition 2019
 

โดยชุดโมดิฟายสำหรับ Toyota Hilux Revo Z Edtion 2019 ยังคงมาจากแบรนด์พาร์ตเนอร์ที่เป็น Aftermarket ทั้งหมด และไม่ใช่ของแต่งจาก Toyota Genuine Part ซึ่งนำเสนออย่างเป็นเรื่องเป็นราว แถมยังเป็นดาวเด่นของบูธ Toyota เมื่องาน Bangkok Auto Salon 2019 แต่ความสุดจัด อยู่ตรงความแรงที่มีให้เลือก 2 ระดับ 250 และ 400 แรงม้า รายละเอียด ดังนี้

Toyota Hilux Revo Z Edition 2019
 
Toyota Hilux Revo Z Edition 2019
 
1. ชุดโมดิฟาย 250 แรงม้า สำหรับ Toyota Hilux Revo Double-Cab 4×2 2.4J เกียร์ธรรมดา ราคา 101,000 บาท

ลำดับ

รายการ

ยี่ห้อ

ราคา (บาท)

1

กล่อง Boost Ecu Shop (Harness)

ECU Shop

13,400

2

คันเร่งไฟฟ้า Boost Speed Next

ECU Shop

4,900

3

ชุดคลัตช์ ผ้าใยทองแดง (Copper Fiber)

BRC

14,000

4

ชุดท่ออินเตอร์คูลเลอร์ พร้อมท่อยางและเข็มรัด

BRD

6,000

5

ท่อกรองอากาศอะลูมิเนียม พร้อมท่อยางและเข็มรัด

BRD

3,800

6

แผ่นกรองอากาศ

BRD

2,500

7

ท่อไอเสียสเตนเลส พร้อมท่อแคตาไลติก

BRD

17,000

8

หัวฉีดไดเร็กอินเจ็กชั่น

GTX

10,000

9

เทอร์โบ (41 มม.)

ATP Racing

25,000

10

วัดบูสต์

Auto Meter

4,500

Toyota Hilux Revo Z Edition 2019
 
Toyota Hilux Revo Z Edition 2019
 
2. ชุดโมดิฟาย 400 แรงม้า สำหรับ ToyotaHilux Revo Double-Cab 4×2 2.4J เกียร์ธรรมดา ราคา 219,600 บาท

ลำดับ

รายการ

ยี่ห้อ

ราคา (บาท)

1

กล่อง Junior Touch + Cube Touch

ECU Shop

23,500

2

ชุดคลัตช์ ผ้าใยทองแดง (Copper Fiber)

BRC

16,000

3

เฮดเดอร์

BRD

5,500

4

ระบบท่อไอเสีย

BRD

18,000

5

ชุดอินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 3” (อุด EGR)

BRD

13,800

6

ชุดสายแรงดัน + อุปกรณ์ท่อยางต่าง ๆ

BRD

3,000

7

เทอร์โบ (48 มม.)

ATP

18,000

8

ชุดแต่ง (ฝาสูบ,ลูกสูบ,ก้านสูบ,ข้อเหวี่ยง)

ATP

83,800

9

ชุดแต่งวาล์ว

ATP

6,500

10

ปั๊มคอมมอนเรล

ATP

12,000

11

หัวฉีดไดเร็กอินเจ็กชั่น

ATP

15,000

12

วัดบูสต์

Auto Meter

4,500

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลข 250-400 แรงม้า ที่อัปเกรดโดยชุดโมดิฟายทั้ง 2 แพ็กเกจจะดูว้าวมาก แต่จริง ๆ แล้วสมรรถนะความแรงระดับนี้ไม่สัมพันธ์และเกินกว่าพื้นฐานของรถกระบะตัวเตี้ยอย่าง ToyotaHilux Revo Z Edition 2019 จากโรงงาน หากไม่ได้รับการปรับแต่งส่วนประกอบอื่น ๆ รวมถึงผู้ขับขี่ต้องมีความชำนาญมากพอควร

ซึ่งราคาชุดโมดิฟายระดับนี้ Toyota อาจเน้นไปในส่วนของของกิจกรรมความเร็ว เช่น One Make Race (ที่มีรถแข่งเป็นรถรุ่นเดียวกันทั้งสนาม) หรือการแข่งขันรูปแบบอื่น ๆ รวมถึงการขับแบบ Track Day และคงไม่เหมาะสำหรับการเป็นรถกระบะซิ่งบนท้องถนน แต่ถ้าใครไม่ได้เน้นแข่งขัน แค่แต่งเพื่อความสวยงาม ตัวเลือกอื่น ๆ นอกเหนือจาก ToyotaHilux Revo Z Edition 2019 ตอนนี้มี Mitsubishi Triton 2019 ตัวเตี้ย หน้าใหม่ ให้เลือกเล่นเพิ่มเติมมาอีกรุ่น

Nissan Rogue Sport 2020 หน้าใหม่ พร้อมระบบช่วยขับขี่

Nissan Rogue Sport 2020 หรือ Nissan Qashqai (ในอังกฤษ) เพิ่งอัปเดตหน้าใหม่ เพิ่มระบบช่วยขับขี่ ProPILOT ในสหรัฐฯ ถึงจะช้าแต่มานะ ต่างจากไทยที่ Nissan Qashqai ไม่มา Nissan Kicks ก็ยังไม่มา

 

Nissan USA ประกาศอัปเดต NissanRogue Sport 2020 ปรับปรุงหน้าใหม่ ไมเนอร์เชนจ์ เพิ่มอุปกรณ์ ซึ่งจะว่าไม่เกี่ยวข้องกับไทยก็ได้ หรือถ้าจะให้เกี่ยวก็เกี่ยวได้อีกเพราะสิ่งหนึ่งที่คล้ายกันคือความสโลวไลฟ์ของ Nissan ในบางภูมิภาค เนื่องจาก Nissan ยุโรป อัปเดตล่วงหน้าไปก่อนแล้วถึง 2 ปี

อันที่จริงการปรับโฉมหรือไมเนอร์เชนจ์ของ Nissan Rogue Sport 2020 ถือว่าอยู่ในระยะเวลาปกติ เพราะ Nissan Rogue Sport เปิดตัวในสหรัฐฯ ครั้งแรกเมื่อปี 2017 คือค่อนข้างช้า ตามหลังยุโรปซึ่งทำตลาดด้วยชื่อ Nissan Qashqai มาตั้งแต่ปี 2013 สำหรับเจเนอเรชั่นที่ 2 (ส่วน Nissan Qashqai โฉมแรก จะเรียกว่าเป็นผู้บุกเบิก ปลุกกระแสรถครอสโอเวอร์ในยุโรปเลยก็ได้)

Nissan Rogue Sport 2020
 

และหลังจาก Nissan Rogue Sport 2017 เปิดตัวในสหรัฐฯ ช่วงปลายปี Nissan Qashqai ก็ปรับโฉมใหม่ กระจังหน้าสไตล์ V-Motion ซึ่งก็คือ NissanRogue Sport 2020 ใหม่ สำหรับสหรัฐฯ ตอนนี้ ขณะที่เมืองไทยยังเงียบกริบทั้ง Nissan Qashqai (ซึ่งคงไม่มา) และ Nissan Kicks (ที่ว่าจะมา) มีความสไลว์ไลฟ์เป็นที่สุด

Nissan Rogue Sport 2020
 

โดย Nissan ปล่อยให้คู่แข่งทั้ง Honda HR-V และ Toyota CH-R ทำตลาดสบาย ๆ แต่ที่ยักษ์เบอร์ 2 ของญี่ปุ่นไม่ควรแพ้พ่ายคือการปล่อยให้ MG ZS ตีตลาดรถเซกเมนต์นี้ไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ทั้งหมดก็เกิดขึ้นไปแล้ว

Nissan Rogue Sport 2020
 

สำหรับการอัปเดตของ NissanRogue Sport 2020 ใหม่ ในสหรัฐฯ จึงอาจไม่ใหม่สำหรับใครหลายคน เพราะคุ้นหน้ากับ Nissan Qashqai 2017 มาก่อน รวมถึงการเพิ่มระบบช่วยขับขี่ Safety Shield 360 อันประกอบด้วย

  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรก (เพิ่มระบบตรวจจับคนเดินถนน)
  • ระบบช่วยเบรกขณะถอยหลัง
  • ระบบเตือนออกนอกช่องทาง
  • ระบบเตือนจุดอับสายตา (ตรวจจับด้วยเรดาร์)
  • ระบบเตือนการจราจรขณะถอยหลัง (มีอยู่แล้วในรุ่นปี 2019)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ
  • รวมถึงระบบช่วยขับขี่ ProPILOT Assist ที่ช่วยขับตามรถคันหน้าได้ (แต่ยังต้องบังคับพวงมาลัย)
Nissan Rogue Sport 2020
 

ส่วนขุมพลังของ NissanRogue Sport 2020 ใหม่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยในสหรัฐฯ มีแบบเดียวคือเครื่องยนต์เบนซิน แบบ 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 141 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิด 200 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์ CVT Xtronic ระบบขับเคลื่อนมีทั้งแบบ 2 ล้อหน้า และ 4 ล้อ AWD

Nissan Rogue Sport 2020
 
Nissan Rogue Sport 2020
 

ถึง NissanRogue Sport 2020 ใหม่ สำหรับอเมริกาเหนือจะมาช้า แต่ก็มานะ ตามอายุตลาดที่ต้องปรับโฉม แม้จะล้าหลังจาก Nissan อังกฤษถึง 2 ปี ซึ่ง Nissan Qashqai ฝั่งยุโรป โดยเฉพาะในอังกฤษกระแสและยอดขายดีมาตลอด แบบที่ Honda และ Toyota รวมถึงรถแบรนด์ยุโรปเซกเมนต์เดียวกันหลายยี่ห้อยังทาบไม่ติด

ส่วนไทยนอกจาก Nissan Qashqai จะยังไม่ทำตลาดแล้ว (อนาคตไม่แน่ใจ แต่คาดว่าไม่มา) Nissan Kicks ที่ว่าจะมา ๆ ก็ยังไม่มาเสียที แบบนี้จะเรียกว่าสโลวไลฟ์ที่สุดในโลกได้หรือเปล่าไม่รู้

New Mazda 2 ปี 2020 นอกจากหน้าใหม่ยังมีจุดที่น่าสนใจอีกมาก

New Mazda 2 ปี 2020 ปรับโฉมเปิดตัวในญี่ปุ่น นอกจากหน้าใหม่ ที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยแล้ว ยังมีจุดไหนที่น่าสนใจ เพิ่มมาให้อีกบ้าง

mazda 2 2020
 
mazda 2 2020
 

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว ที่ญี่ปุ่นสำหรับ New Mazda 2 ปี 2020 ปรับโฉม ซึ่งนอกเหนือไปจากหน้าใหม่ ที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยนั้น รถรุ่นเล็ก และยังเป็นรถรุ่นสำคัญของ Mazda ประเทศไทย ยังได้รับการปรับปรุง ในอีกหลายจุด เพื่อสร้างความประทับใจ ในคุณภาพ โดยหวังไม่ให้ลูกค้าหันเหความสนใจไปหาทางเลือกอื่น

ถึงแม้ว่า New Mazda 2 ปี 2020 ที่เรากำลังจะพูดถึงอยู่นี้ ยังเป็นสเปกญี่ปุ่น และอาจมีความแตกต่างจาก NewMazda 2 ปี 2020 สเปกไทย แต่บางฟีเจอร์ และการเปลี่ยนแปลงบางส่วน รวมถึงดีไซน์ภายนอก (อันนี้ของตาย) ต้องมีให้เห็นด้วยแน่นอน ส่วนจะมากน้อยแค่ไหนอันนี้ ก็เป็นเรื่องลำดับต่อไปที่ต้องลุ้น

ภายนอก NewMazda 2 ปี 2020 เน้นไปที่ความพรีเมียม

mazda 2 2020
  • ด้านหน้าใหม่ดีไซน์เรียบแต่ elegance ซึ่ง Mazda พยายามสร้างมาตลอด หัวใจสำคัญคือการไม่ประโคมแต่งอะไรให้มากจนเกินไปนัก
mazda 2 2020
  • ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 16 นิ้ว

ภายในห้องโดยสาร NewMazda 2 ปี 2020 จะน่าประทับใจมากขึ้น

mazda 2 2020
 
mazda 2 2020
 
  • การเล่นสกิมสีใหม่ที่ให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวาแต่ยังดูพรีเมียม
  • ป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

NewMazda 2 ปี 2020 ปรับปรุงการขับขี่

mazda 2 2020
 
  • ระบบกันสะเทือนใหม่ที่ให้ความนุ่มนวลและความสบายมากขึ้น (Ride Quality)
mazda 2 2020
  • เบาะหน้าออกแบบใหม่เพื่อให้ผู้ขับขี่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับตัวรถและประคองศีรษะให้อยู่ตำแหน่งเหมาะสม
  • ระบบ G-Vectoring Control Plus (GVC Plus) ซึ่งนอกจากจะช่วยแก้อาการโคลงของตัวรถ (แกน Roll) แล้ว GVC Plus ยังแก้ไขอาการหน้าดื้อโค้งหรือท้ายปัด (แกน Yaw) เพิ่มเติมด้วย

NewMazda 2 ปี 2020 เพิ่มฟีเจอร์เพื่อความสะดวกสบาย

mazda 2 2020
 
  • เบาะผู้ขับขี่ปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง พร้อม Memory บันทึกตำแหน่งและการตั้งค่า Active Driving Display
  • กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ
  • Mazda Connect รองรับ Apple CarPlay and Android Auto™7

ยกระดับระบบความปลอดภัยใน NewMazda 2 ปี 2020

  • เพิ่มระบบควบคุมความเร็วแปรผันด้วยเรดาร์ Mazda Radar Cruise Control (MRCC) พร้อมระบบเร่งและหยุดตามรถคันหน้า (เฉพาะรุ่นเกียร์อัตโนมัติ)
  • เพิ่มระบบรักษาช่องทางจราจร Lane-keep Assist System
  • เพิ่มระบบไฟหน้า Adaptive LED ซึ่งไฟ LED ดวงเล็ก ๆ จำนวนมากจะปรับทำงานอัตโนมัติตามสภาพการขับขี่เพื่อความปลอดภัยในเวลากลางคืน

NewMazda 2 ปี 2020 ประหยัดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

mazda 2 2020
 
  • ด้วยระบบ i-Eloop ซึ่งจะนำพลังงานจากการเบรกมาเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้า เพื่อช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์
mazda 2 2020
 

อย่างไรก็ตามต้องขอย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้สำหรับ NewMazda 2 ปี 2020 สเปกญี่ปุ่น ส่วน NewMazda 2 ปี 2020 สเปกไทยอาจไม่ได้เห็นการปรับปรุงใหม่นี้เสียทั้งหมดก็เป็นได้ อย่างน้อยก็การตกแต่งภายในที่หลากหลายน้อยกว่า รวมถึงบางฟีเจอร์ที่อาจเพิ่มต้นทุนราคา

ซึ่ง NewMazda 2 ปี 2020 ในญี่ปุ่นบางเกรด ปรับราคาขึ้นพอสมควร แต่ของไทยเองหากมีการเปิดตัว น่าจะคงราคาจำหน่าย เพื่อให้ใกล้เคียงรุ่นปัจจุบัน เพราะต้องรอรับการปะทะ จาก All-new Honda City 2020 รวมถึง All-new Honda Jazz 2020 ในอนาคตอันใกล้ ที่ตอนนี้ก็กำลังลุ้นว่า จะตีตั๋วเข้าโครงการ อีโคคาร์หรือเปล่า ตลอดจนถึง Nissan ที่มี All-new Nissan Almera 2020 ในมือแล้วเหลือแค่จะหงายการ์ดตอนไหนอย่างไรเท่านั้น

New Mitsubishi Pajero Sport 2019 อัดแน่นด้วยฟีเจอร์ไฮเทค

New Mitsubishi Pajero Sport 2019 (มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สปอร์ต 2019 ใหม่) ราคาเริ่มต้น 1.299 ล้านบาท ปรับดีไซน์ด้านหน้าคล้าย Mitsubishi Triton 2019 อัดฟีเจอร์ไฮเทค มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย 

New Mitsubishi Pajero Sport 2019
 

พร้อมลุย New MitsubishiPajero Sport 2019 ปรับโฉมให้ทันสมัย เพิ่มฟีเจอร์ไฮเทค เพื่อเปิดศึกชิงยอดขายกับ Toyota Fortuner ต่อไปยาว ๆ แม้การเปิดตัวครั้งนี้อาจสร้างเซอร์ไพรส์ไม่ได้มากเท่าที่ควร เพราะนอกจากมีภาพหลุดมาให้ชมแบบชัดเจนเต็มคันจนหมดความสงสัยมาก่อนแล้ว เอกลักษณ์ด้านหน้า Dynamic Shield ยังเป็นอะไรที่คล้ายกับ Mitsubishi Triton 2019 มากทีเดียว ส่วนราคามีทั้งปรับลดและเพิ่มขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย

New Mitsubishi Pajero Sport 2019
 

โดย New MitsubishiPajero Sport 2019 ยังคงมีคาแรกเตอร์ที่โมเดิร์นแต่แข็งแกร่งขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนปรับโฉม จากการใช้สันเหลี่ยมและความตื้น ลึก หนา บาง สร้างมิติให้กับเอกลักษณ์ด้านหน้าที่เรียกว่า Dynamic Shield พร้อมชุดไฟส่องสว่างใหม่เพื่อความแพรวพราว แต่โดยรวมแล้วใกล้เคียง Mitsubishi Triton 2019 ในระดับที่ว่า ถ้าโผล่มาแต่หน้ามองผ่าน ๆ อาจแยกกันไม่ออก

New Mitsubishi Pajero Sport 2019
 
New Mitsubishi Pajero Sport 2019
 

ขณะที่ไฟท้ายร้องไห้ของ New Mitsubishi Pajero Sport 2019 ปรับทรีตเมนต์ภายในดวงโคมใหม่ ใช้เส้นสายโมเดิร์น ชายกันชนล่างปรับดีเทลให้สตรองขึ้น นอกเหนือจากนี้ในส่วนของภายนอกที่สังเกตได้ก็จะเป็นล้ออัลลอยลายใหม่ ขนาด 18 นิ้ว สีทูโทน สำหรับทุกรุ่นย่อย ซึ่งตอนนี้มีให้ทั้งหมดเลือก 3 เกรด ได้แก่

  • 4WD GT-Premium   ราคา 1,599,000 บาท เพิ่มขึ้นจากเดิม 55,000 บาท
  • 2WD GT-Premium   ราคา 1,469,000 บาท เพิ่มขึ้นจากเดิม 65,000 บาท
  • 2WD GT                   ราคา 1,299,000 บาท ลดลงจากเดิม 2,000 บาท
New Mitsubishi Pajero Sport 2019
 

ทางด้านภายใน New Mitsubishi Pajero Sport 2019 ภาพรวมห้องโดยสารคล้ายเดิม แต่มีการปรับปรุงมาตรวัดให้เป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับปริมาณการแสดงข้อมูลมากมายที่จะต้องสื่อสารไปยังผู้ขับขี่ มีการปรับแผงอุปกรณ์บริเวณคอนโซลกลางใหม่ทันสมัยขึ้น รวมถึงการตกแต่งในรายละเอียดปลีกย่อยบางจุด

New Mitsubishi Pajero Sport 2019
 
New Mitsubishi Pajero Sport 2019
 
New Mitsubishi Pajero Sport 2019
 

นอกจากนี้มีการบุนุ่มมากจุดขึ้นในส่วนที่สัมผัสบ่อย เช่น ด้านข้างคอนโซลกลาง มือจับแผงประตู เพื่อเพิ่มความรู้สึกพรีเมียม และ New Mitsubishi Pajero Sport 2019 ยังให้จออินโฟเทนเมนต์ขนาดใหญ่กว่ารุ่นเดิม (จาก 6 และ 7 นิ้ว) เป็น 8 นิ้ว ทุกเกรด สามารถรองรับ Apple CarPlay 

ส่วนฟีเจอร์ใหม่อื่น ๆ ใน New Mitsubishi Pajero Sport 2019 ที่น่าสนใจมีเพิ่มให้หลายรายการ อาทิ

  • จอพับติดเพดานสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ขนาด 12 นิ้ว พร้อมหูฟังอินฟาเรด 2 ชุด
  • Smartphone-Link Display Audio
  • ฝาท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า Power Tailgate พร้อมระบบ Hand-Free
  • ระบบเตือนจุดอับสายตาและเมื่อเปลี่ยนช่องทาง
  • ระบบแจ้งเตือนการจราจรด้านหลัง
  • ระบบ Brake Auto Hold
  • ระบบ Auto Parking Brake
  • Mitsubishi Remote Control App สั่งงาน/แจ้งเตือนผ่านสมาร์ตโฟน
New Mitsubishi Pajero Sport 2019
 
New Mitsubishi Pajero Sport 2019
 
New Mitsubishi Pajero Sport 2019
 

สำหรับทางด้านขุมพลัง New Mitsubishi Pajero Sport 2019 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยังคงใช้เครื่องยนต์ดีเซล แบบ 4 สูบ ขนาด 2.5 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด  181 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 430 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด

New Mitsubishi Pajero Sport 2019
 

ซึ่งถ้าทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้คุณสนใจในความเป็น New MitsubishiPajero Sport 2019 แต่ไม่รู้ว่าจะเลือกรุ่นย่อยไหนดี เราพอไกด์เป็นแนวทางให้ได้คร่าว ๆ คือ

  • หากตั้งงบไว้จำกัดและไม่ต้องการฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มมา เลือกรุ่นย่อย 2WD GT ราคา 1.299 ล้านบาท ได้เลย
  • แต่ถ้าต้องการฟีเจอร์และไม่สนระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ รุ่นย่อย 2WD GT-Premium เหมาะสมที่สุด เพราะอุปกรณ์มาตรฐานแทบไม่แตกต่างจากรุ่น 4WD GT-Premium
  • ต้องมีทุกอย่างและตัวท็อปเท่านั้น เลือก 4WD GT-Premium ซึ่งจ่ายเพิ่มจาก 2WD GT-Premium ราว 1 แสนบาท
New Mitsubishi Pajero Sport 2019
 

โดยการตั้งราคาของ New MitsubishiPajero Sport 2019 เรามองว่าค่อนข้างท้าทาย Toyota Fortuner มาก แม้ความหลากหลายในรุ่นย่อยจะน้อยกว่า แต่เท่าที่นำเสนอมา 3 รุ่น ชนเจ้าตลาดเต็ม ๆ ดังนี้

  • MitsubishiPajero Sport 2WD GT                             ราคา 1,299,000 บาท
  • Toyota Fortuner 2.4G 2WD                                      ราคา 1,299,000 บาท
  • MitsubishiPajero Sport 2WD GT-Premium             ราคา 1,469,000 บาท
  • Toyota Fortuner 2.4V 4WD                                      ราคา 1,499,000 บาท
  • MitsubishiPajero Sport 4WD GT-Premium             ราคา 1,599,000 บาท
  • Toyota Fortuner 2.8V 2WD                                      ราคา 1,593,000 บาท
New Mitsubishi Pajero Sport 2019
 

เรียกว่าคร่อมกันไปมาระหว่างระบบขับเคลื่อนและเครื่องยนต์ ที่เหลือก็วัดกันด้วยฟีเจอร์ซึ่งทาง New MitsubishiPajero Sport 2019 ประเคนมาหนัก ออกแนวได้เปรียบ เพื่อสู้กับจุดแข็งของ Toyota Fortuner 2019 ที่พยายามขายความมั่นใจในระยะยาว แม้ไม่แพรวพราวด้วยเทคโนโลยีแต่มีความน่าเชื่อถือสูง