รถ EV Top 5 ประเทศที่ใช้ มากที่สุดในโลก

แม้ปัจจุบัน รถ EV หรือ รถพลังงานไฟฟ้า แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ (EV : Electric Vehicle) จะยัง เป็นเพียงแค่ ยุคเริ่มต้น ในแต่ละ ประเทศ และคาดกันว่า ต้องใช้เวลา อีกกว่า 20 ปี กว่า ที่จะขึ้นมา ทดแทนรถยนต์ ใช้น้ำมัน เชื้อเพลิง แต่รู้หรือไม่ ว่าประเทศใด ที่คน ใช้รถพลังไฟฟ้า ที่นับ รวมทั้ง รถ EV และรถ Plug-in Hybrid คิดเป็น เปอร์เซ็นต์ มากที่สุด ในโลก?

อันดับ 1 นอร์เวย์ 49% ของรถ ในประเทศ

นอร์เวย์ ฉลองการมีรถพลังไฟฟ้าวิ่งครบ 5 หมื่นคัน ตั้งแต่ปี 2015

นอร์เวย์ ฉลอง การมีรถพลังไฟฟ้า วิ่งครบ 5 หมื่นคัน ตั้งแต่ ปี 2015

รัฐบาล ของนอร์เวย์ มีเป้าหมาย และนโยบายชัดเจน คือต้องการ เปลี่ยนแปลง ให้รถ ที่ใช้ ภายในประเทศ มาเป็น รถพลังงาน ไฟฟ้า (นับรวมทั้งรถ EV และรถ Plug-in Hybrid) ให้ได้ ทั้งหมด ภายใน ปี 2025 ซึ่งตัวเลข จากเว็บไซต์ statista.com ระบุชัดเจน ว่าในปี 2018 ที่ผ่านมา มีรถยนต์ พลังไฟฟ้าวิ่ง บนท้องถนน ถึง 49 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้น จากปีก่อนหน้า ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ โดย ประเด็นสำคัญ คือรัฐบาล นอร์เวย์ ขึ้นภาษี น้ำมันเชื้อเพลิง ในอัตราสูงสุด ส่งผล ให้แนวโน้ม การใช้รถ EV เพิ่มขึ้น ในเวลา อันรวดเร็ว

อันดับ 2 ไอซ์แลนด์ 19% ของรถ ในประเทศ

ประเทศ ที่มีประชากร ไม่ถึง 4 แสนคน อย่างไอซ์แลนด์ มีตัวเลข ขายรถยนต์ พลังไฟฟ้า ในประเทศ ถึง 19 เปอร์เซ็นต์ ในปี ที่ผ่านมา แม้ว่าส่วนใหญ่ จะเป็นรถ ประเภท Plug-in Hybrid (รถที่ขับเคลื่อนได้ทั้งพลังไฟฟ้า และพลังเชื้อเพลิง) โดยในรอบปีที่ผ่านมารถพลังงานทางเลือกทำยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 157 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาลเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการขึ้นภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งดีเซลและเบนซิน

อันดับ 3 สวีเดน 8.2% ของรถในประเทศ

สวีเดน อีกหนึ่งประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เป็นประเทศที่ผู้คนสนใจและซื้อรถพลังไฟฟ้ามาใช้งานคิดเป็นสัดส่วนมากเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยในปีที่ผ่านมารถพลังงานไฟฟ้าทำยอดขายได้ถึง 50,304 คัน และมีถึง 12,223 คัน ที่เป็นรถไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์ (รถ EV) ซึ่งคิดเป็น 8.2 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนรถยนต์ในประเทศของพวกเขา

iStock

อันดับ 4 เนเธอร์แลนด์ 6.5% ของรถในประเทศ

นอกเหนือจาก 3 ประเทศจากกลุ่มนอร์ดิก เนเธอร์แลนด์ มีตัวเลขการขายรถพลังไฟฟ้าดีขึ้นเป็นลำดับนับตั้งแต่ปี 2016 โดยในปีที่ผ่านมา มียอดขายรถพลังงานไฟฟ้า สูงถึง 121,542 คัน คิดเป็น 6 เปอร์เซ็นต์ของรถในประเทศ โดยรถประเภท EV ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในแก่ เทสล่า Model X และ นิสสัน Leaf นอกจากนี้ยังมีสถานีชาร์จไฟฟ้าทั่วประเทศมากถึง 7,783 แห่ง และคาดกันว่าเมื่อสิ้นสุดเดือนธันวาคมปี 2019 ประเทศแห่งกังหันลม จะมีรถพลังไฟฟ้าวิ่งในประเทศเกิน 7 เปอร์เซ็นต์ของรถทั้งหมด

อันดับ 5 อันดอร์ร่า 5.6% ของรถในประเทศ

ประเทศเล็กๆ ในยุโรปอย่างอันดอร์ร่า ที่มีประชากรไม่ถึง 8 หมื่นคน ทว่าผู้คนกลับให้ความสนใจและหันมาซื้อรถพลังไฟฟ้าสูงถึง 5.6 เปอร์เซ็นต์ ของรถทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มากที่สุดอันดับ 5 ของโลก โดยกุญแจสำคัญที่ทำให้คนในอันดอร์ร่าหันมาใช้รถพลังไฟฟ้าโดยเฉพาะรถ EV คือการที่รัฐบาลให้สิทธิ์พิเศษของคนที่เปลี่ยนมาใช้รถ EV อาทิ ส่วนลดพิเศษเมื่อซื้อรถ สิทธิ์การขับในช่องเดินรถสาธารณะ (Bus Lane) สิทธิ์ขับผ่านอุโมงค์ d-Envalira ซึ่งเป็นทางเชื่อมสู่ประเทศฝรั่งเศสฟรี รวมถึงส่วนลดพิเศษค่าไฟในการชาร์จแบตเตอรี่

Bentley new Flying Spur Blackline Specification หรูหรา กับราคาที่แพง

Bentley new Flying Spur กับออปชันพิเศษ Blackline Specification
ชิ้นส่วนโครเมี่ยมภายนอก ถูดทดแทนด้วยสีดำ ในรุ่นที่ผสมผสานความคล่องตัวแบบสปอร์ตเข้ากับความพิถีพิถันในรายละเอียดของรถ Limousine
แม้แต่โลโก้ Flying B ที่เป็นเอกลักษณ์ยังได้รับการปรับแต่งในแบบ Blackline 

เทคโนโลยีที่รุดหน้า บวกงานฝีมือที่ละเอียดอ่อน Bentley Flying Spur เป็นรถที่ถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงผู้ขับเป็นหลัก โดยดีไซน์ พัฒนา และประกอบด้วยมือในประเทศอังกฤษ การแนะนำออปชันพิเศษ Blackline Specification สำหรับรถรุ่น Flying Spur ซึ่งเป็นรถสี่ประตูที่รวบรวมพละกำลัง ความคล่องตัวของรถสปอร์ตซาลูนระดับเรือธง เข้ากับความหรูหราของรถประเภทลีมูซีนอย่างลงตัว

สำหรับเจเนอเรชั่นที่สาม ได้สมญานามว่าเป็น Luxury Grand Tourer ที่ล้ำหน้าที่สุดในโลก เจ้าของสามารถสั่งออปชันพิเศษหลายรายการ โดยชิ้นส่วนภายนอกโครเมี่ยมจะถูกปรับแต่งใหม่ด้วยชิ้นส่วน Blackline ซึ่งสร้างความน่ายำเกรงบนถนนให้กับ Flying Spur อย่างไม่เคยมีมาก่อน

ชิ้นส่วนตกแต่งภายนอกสำหรับ Blackline Specification มีดังต่อไปนี้
โลโก้ Flying B
กระจังหน้า
ช่องระบายอากาศแบบ matrix
ขอบหน้าต่าง และชายประตู/กันชน
กรอบไฟหน้า-หลัง
ที่จับประตู
ช่องระบายอากาศ
ท่อไอเสีย

การอัพเกรดด้วย Blackline Specification ด้วยล้ออัลลอย 21 นิ้วสามแฉก จำนวนห้าวงเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ในขณะที่ล้อ Mulliner Driving Specification ขนาด 22 นิ้ว เป็นออปชันพิเศษ ลูกค้ามหาเศรษฐี สามารถเลือกสีตัวถังได้ถึง 17 สี และ อีก 13 สี สั่งพิเศษได้หลังการเปิดตัว

งานตกแต่งแบบ Blackline Specification นั้นได้รับความนิยมในรถ New Continental GT ตั้งแต่ต้นปี จากจำนวน 30% ของรถ GT ทั้งหมดที่มีคนสั่งซื้อ จะมีการตกแต่งด้วย Blackline Specification มากถึง 30% Bentley new Flying Spur พัฒนาใหม่หมด มาพร้อมกับเทคโนโลยีและงานฝีมือระดับสูง รถรุ่นนี้ได้ถูกออกแบบ พัฒนา และประกอบในสหราชอาณาจักรในปีที่ Bentley มีอายุครบ 100 ปี

Bentley new Flying Spur ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานใหม่ เป็นรถ Grand Touring Sports Sedan ที่ผสมผสานความงดงามของการออกแบบและห้องโดยสารระดับพรีเมี่ยม กับเทคโนโลยีที่ทันสมัยทั้งระบบขับเคลื่อน ความสะดวกสบายและความปลอดภัย Flying Spur เป็นรถยนต์ที่ประกอบด้วยมือ ที่โรงงานในเมือง Crewe ฉีกทุกกฎในเรื่องของความประณีตและการให้ความสำคัญกับรายละเอียดต่างๆ เพื่อทำให้มันเป็นรถ Luxury saloon ที่ดีที่สุด

ทีมออกแบบ Bentley นำรูปลักษณ์อันคลาสสิกของรุ่นเดิมมาตกแต่งใหม่ เพื่อเพิ่มความดุดัน ด้วยสัดส่วนของรถที่ดูกำยำขึ้น ไฟหน้าเป็นแบบ cut-crystal effect LED Matrix ขนาดล้อเพิ่มเป็น 22 นิ้ว เพิ่มโลโก้ Flying B แบบ retractable เป็นครั้งแรกสำหรับ FlyingSpur ยุคใหม่


ห้องโดยสาร handcrafted มีเบาะนั่งที่สุดสบาย ใช้หนังแท้ที่มีให้เลือกถึง 15 สี หน้าปัดและคอนโซล ใช้ดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Bentley’s Wing คอนโซลแบบ floating นั้นมีจอ HD touchscreen ขนาด 12.3 นิ้ว และช่องปรับอากาศที่หรูหรา รวมไปถึงที่ชาร์จ wireless สำหรับโทรศัพท์มือถือ

ระบบ Bentley Rotating Display ผู้ขับสามารถกดปุ่มเลือกการปรับเปลี่ยนหน้าจอได้ 3 รูปแบบ วัสดุสำหรับแผงประตูทำจากหนังแท้แบบ 3D diamond-quilted การตกแต่งลายไม้แบบใหม่และไฟส่องสว่างแบบ mood lighting เสริมให้บรรยากาศในห้องโดยสารให้มีความคลาสสิกมากยิ่งขึ้น

ระบบรองรับติดตั้งช่วงล่างอะลูมิเนียมที่ล้ำหน้า พัฒนาใหม่หมด FlyingSpur ยังมีระบบเลี้ยวแบบ Electronic All-Wheel Steering เป็นครั้งแรกสำหรับแบรนด์ Bentley รวมไปถึงระบบขับเคลื่อน All-Wheel-Drive และ Bentley Dynamic Ride และระบบช่วยเหลือการขับขี่

กำลังของ Bentley FlyingSpur มาจากเครื่องยนต์ twin-turbocharged W12 ขนาด 6.0 ลิตร ปรับแต่งใหม่ ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ 8 สปีด คลัตช์คู่ dual-clutch ขุมพลัง TSI ให้กำลังสูงสุด 635 PS (626 bhp) พร้อม แรงบิดมหาศาลมากถึง 900 นิวตัน-เมตร แม้จะมีน้ำหนักตัวมากกว่า 2 ตัน แต่อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ทำได้แค่ 3.7 วินาที โดยมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 333 กม./ชม.

ราคา
ราคาสำหรับ Blackline Edition อยู่ที่ 3,550 ปอนด์ ในอังกฤษ และ 3,550 ยูโรในสหภาพยุโรป รวมถึง 4,735 เหรียญ ในตลาดสหรัฐอเมริกา.

หล่อสุด ยอดขาย NEW MAZDA 3 พุ่งถึง 140%

หลังจากเปิดตัว และทำยอดจองถล่มทลาย Mazda Sales Thailand เร่งทยอยส่งมอบ All-New Mazda 3 ให้กับลูกค้า ที่จองในช่วงแรก ของการเปิดตัวกว่า 1,500 คัน เมื่อผ่านครึ่งเดือน Mazda ส่งมอบรถใหม่ไปแล้ว กว่า 600 คัน จากกระแสตอบรับ ร้อนแรง เกินคาด รูปลักษณ์ใหม่ กับภายในแหล่มๆ สร้างความประทับใจ ให้กับคนที่ รอคอยการเป็นเจ้าของ หลังเปิดตัวเพียง 1 สัปดาห์ Traffic ในโชว์รูม Mazda ทั่วประเทศ พุ่งสูงขึ้น เกือบสามเท่าตัว รวมไปถึง การทดลองขับที่ เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว ในขณะที่ยอดจอง All New Mazda3 ยังคงหลั่งไหลเข้ามา อย่างต่อเนื่อง กลายเป็นโมเดลสำคัญ ที่สร้างความสำเร็จ ของยานยนต์เจเนอเรชั่นใหม่ ภายใต้แบรนด์ Mazda

ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหาร ฝ่ายการตลาด และรัฐกิจสัมพันธ์ Mazda Sales Thailand แจ้งว่า หลังจากการเปิดผ้าคลุม All – New Mazda3 เข้าสู่ตลาดเมืองไทย อย่างเป็นทางการ เมื่อช่วง สร้างความคึกคัก ให้กับโชว์รูมของ Mazda ทั่วประเทศ ผ่านมา 2 สัปดาห์ มีลูกค้าที่ Walk in เข้ามาที่โชว์รูม เพื่อสัมผัส กับรถคันจริง สูงขึ้นเกือบ 300 เปอร์เซ็นต์ รวมถึง การทดลอง เพิ่มขึ้นกว่า 450 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะสีเทาใหม่ โพลีเมทัล เกรย์ ซึ่งเป็นสีพิเศษ ที่มีเฉพาะใน New Mazda3 รุ่น Fastback 5 ประตู แนวทางใหม่ ในการซื้อขายรถยนต์ ผ่านระบบออนไลน์ ได้รับความสนใจ เนื่องจาก ความสะดวก ในการค้นหาข้อมูล และการสั่งจอง มีการลงทะเบียนจอง Fastback 5 ประตู สีเทาเข้ามากกว่า 200 คัน จากข้อมูลการตัดสินใจซื้อรถของลูกค้าในช่วงที่ผ่านมา ในปัจจุบันไม่ได้ให้คุณค่ารถยนต์เป็นเพียงแค่พาหนะเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญในทุกรายละเอียดของผลิตภัณฑ์เพื่อให้ได้รถที่ตรงกับความต้องการใช้งานมากที่สุด 

ไปดูรูปภาพกันเลย

หลังการเปิดตัว All New Mazda3 ไปเมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา จากแนวแนวคิดใหม่ที่เปลี่ยน Mazda3 ให้ดูดีขึ้นแทบจะทุกจุด รวมถึงการออกแบบที่ถูกพัฒนาความสวยงามดุดัน ลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็น เน้นความเรียบง่ายทั้งภายนอกและภายใน รุ่น ซีดาน 4 ประตู เน้นความเรียบง่าย ส่วน Fastback 5 ประตู เป็นรถทรงสปอร์ตที่ตอบโจทย์การใช้งานโดยเฉพาะความสนุกหลังพวงมาลัย การยึดเกาะและการตอบสนองของระบบส่งกำลัง โดยมียอดจองเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ New Mazda3 เดือนกันยายนที่ผ่านมาพุ่งสูงถึง 631คัน เพิ่มขึ้น 140% จากเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

All New Mazda3 รุ่นและราคา
Mazda รุ่น 3 2.0 C ราคา 969,000 บาท
Mazda 3 2.0 S ราคา 1,069,000 บาท
Mazdaรุ่น 3 2.0 SP ราคา 1,198,000 บาท

สีตัวถัง
แดง Soul Red Crystal 46V
เทา Machine Gray 46G
เทา Polymetal Gray 47C
ขาว Snowflake White Pearl 25D
เงิน Sonic Silver 45P
น้ำตาล Titanium Flash 42S
ดำ Jet Black 41W

ขอบคุณช้อมูลและรูปภาพจาก : thairath

LEXUS LS500h PLEAT EXECUTIVE ทดสอบรถหรูลงถนน

สัมผัสแรกของ Lexus LS500h ที่ทำให้ผมรู้สึกเริ่มชอบกันตั้งแต่รูปทรงภายนอกและความหรูหราระดับสุดขั้วของงานตกแต่งภายใน

มันไม่ใช่ซาลูนธรรมดาที่ชอบทำตัวกรีดกรายในลานจอดรถของผู้บริหาร เป็นยานยนต์ที่ปรับแต่งมาเพื่อการเอาชนะ Mercedes-Benz S-Class และ BMW Series-7

รวมถึง Audi A8L เจ้าซาลูนคันยาวแปะตราสัญลักษณ์หัวลูกศรคันนี้พยายามทำตัวไม่ให้เหมือนคู่แข่งซึ่งเป็นยนตรกรรมชั้นดีจากเยอรมัน

LS500h เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับการเดินทางของผู้บริหารระดับสูงที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างประณีตบรรจง ห้องโดยสารห่อหุ้มด้วยหนังแท้ ผ้าเนื้อดีและงานอัลลอยสุดยอดฝีมือ

โดยภาพรวมมันดีขึ้นทุกจุดเมื่อเทียบกับรุ่นที่ผ่านมา แต่เศรษฐีส่วนใหญ่ก็อาจรู้สึกขัดใจกับราคาของมัน ถ้าคุณรวยจริงและอยากเปลี่ยนรสชาติที่ซ้ำซากจำเจ LS500h มีให้คุณทุกอย่างเท่าที่รถราคา 15.8 ล้านบาทควรมี 

สิ่งที่เราเรียกมันว่าความหรูหรามีระดับนั้นร้อยทั้งร้อยมีราคาไม่ถูก

Lexus มองว่าในตลาดรถหรูหราราคาแพงนั้นเทคโนโลยีที่ส่งมอบความสะดวกสบายสูงสุดคืออุปกรณ์ที่จะช่วยเพิ่มความขลังให้กับรถซาลูนระดับเรือธง

สำหรับ LS500h ยังมีพัฒนาการส่วนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องยนต์พลังงานผสมแบบ Multi Stage Hybrid ช่วงล่าง Adaptive Air Suspension

ความเป็นส่วนตัวแบบเฟิร์สคลาสของตำแหน่งเบาะหลังที่แสนจะสบาย หรือแม้กระทั้งวิธีการใช้งานระบบ infotainment ของมันที่คล้ายกับเกมไล่จับวิญญาณ

LS500h มาพร้อมเครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.5 ลิตร ทำงานผสานกับระบบไฮบริดขั้นก้าวหน้าของ Lexus ที่พัฒนาโดยวิศวกรชั้นหัวกะทิ กำลัง 359 แรงม้า

ในราคา 15,830,000 บาท แพงระยับดับจิตขนาดซื้อ S-Class หรือ Series-7 ได้อย่างละ 2 คัน แล้วยังเหลือเงินไปออก Z4 หรือ SLC ใหม่ได้อีกคันกันเลยทีเดียว

ภาพลักษณ์ของ LS500h ดูต่างออกไปจากคู่แข่งเยอรมันทั้งสามแบรนด์

ทรงของรถถูกออกแบบให้ปราดเปรียวด้วยการเติมอารมณ์สปอร์ตซาลูนที่มีตัวถังยาวเหยียด แต่มาพร้อมกับความเตี้ยเมื่อปรับช่วงล่างแบบสปอร์ตส่วนเว้าส่วนโค้งต่างๆ บนตัวถัง

เป็นรถที่ดูดีมีชาติตระกูล และมีขนาดความยาวสูสีกับรถคู่แข่ง LS500h Pleat Executive รุ่นสูงสุด เหมาะกับผู้บริหารหรือซุปเปอร์สตาร์ที่ต้องขับหนีเหล่าบรรดาช่างภาพบันเทิง

มันดูลงตัวจากด้านหน้าที่เน้นความหรูหรามีระดับด้วยชุดกระจังที่เต็มไปด้วยรายละเอียดอันสลับซับซ้อนและล้างทำความสะอาดยากเอาเรื่อง

ล้อวงโตกับเส้นด้านข้างตัวถังที่โค้งมนอย่างลงตัว ไฟท้าย Full LED พร้อมไฟเลี้ยวที่ไล่จากด้านในออกไปด้านนอกของชุดไฟท้าย

หน้าตาของมันแตกต่างไปจากรถเยอรมันอย่างสิ้นเชิง เมื่อนั่งอยู่หลังพวงมาลัยความรู้สึกก็จะเปลี่ยนไปจากการนั่งอยู่แค่ตำแหน่งเบาะหลังอันแสนสบาย

ซึ่งเป็นบริเวณที่เจ้าของรถชอบนั่ง ตำแหน่งการนั่งขับคล้ายรถสปอร์ตและดูเป็นรถที่ขับสนุกไม่น่าเบื่อเหมือนซาลูนทั่วไป

Lexus พยายามทำ LS ให้ออกมาในลักษณะที่ขับเองก็ได้ นั่งโดยสารก็สบายสุดๆ ทันทีที่จับพวงมาลัยกับคันเกียร์ไฟฟ้าหน้าตาแปลกๆ คุณก็จะรับรู้ได้ว่าเจ้าซาลูนญี่ปุ่นคันนี้พร้อมจะโลดแล่นไปตามโค้งต่างๆ ด้วยความเร็วสูงได้อย่างมั่นใจ  

Lexus LS500h Pleat Executive รุ่นสูงสุด

มีขนาดความยาว 5,235 มิลลิเมตร กว้าง 1,900 มิลลิเมตร และสูงแค่ 1,450 มิลลิเมตร การออกแบบที่อิงกับรูปลักษณ์สปอร์ตซาลูน

ทำให้หลังคาของมันค่อนข้างเตี้ยและมีเสาท้ายที่บางเฉียบ ความยาวฐานล้อ 3,125 มิลลิเมตร เพิ่มพื้นที่ของห้องโดยสารด้วยการออกแบบที่ชาญฉลาด

เฉพาะเบาะหลังก็มีพื้นที่วางเท้าและพื้นที่เหนือศีรษะกว้างมากพอที่จะทำให้รู้สึกโปร่งโล่ง สำหรับระยะห่างของล้อคู่หน้าอยู่ที่ 1,630 มิลลิเมตร

ส่วนระยะห่างล้อหลังขยับออกเป็น 1,635 มิลลิเมตร พื้นที่เก็บสัมภาระใต้ฝาท้ายไฟฟ้า 440 ลิตร น้ำหนักรถทั้งคันอยู่ที่ 2,350 กิโลกรัม

ตัวหนักเอาเรื่องจากอุปกรณ์ของระบบไฮบริดกับสารพัดอุปกรณ์ความสะดวกสบายที่ประดังเข้ามาให้จนใช้กันไม่หมด ล้ออัลลอยขอบ 20 นิ้ว

ห่อรัดด้วยยางรันแฟลตของ Bridgestone รุ่น Turanza ไซส์ 245/45RF20 ถังเชื้อเพลิงมีความจุมากถึง 82 ลิตร

สำหรับเป็นอาหารให้กับเครื่องยนต์เบนซิน V6 ขนาด 3.5 ลิตร เอาเข้าจริงๆ มันก็ไม่ได้เป็นรถที่กินจุแต่อย่างใด เพราะมีระบบไฮบริดคอยเสริมแรงบิดสำหรับการขับเคลื่อนทั้งในและนอกเมือง

ลูกค้าของ Lexus ที่ต้องควักเงินเกือบ 16 ล้านบาทแลกกับ LS500h รุ่นสูงสุด เรื่องค่าน้ำมันไม่ใช่ประเด็นหลักท่ีจะต้องมานั่งกังวลเท่ากับตัวเลขราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นๆ ลงๆ ในตอนเช้าอย่างแน่นอน 

เมื่อมองดูแบบเผินๆ ยนตรกรรมรุ่นเรือธงของ Lexus

คันนี้เป็นรถที่อัดแน่นด้วยสารพัดเทคโนโลยีที่มอบความสบายและความปลอดภัยเพื่อจับลูกค้ามหาเศรษฐีซึ่งมีอยู่ในจำนวนเพียงน้อยนิด

อารมณ์และเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากรถยุโรป เห็นได้จากห้องโดยสารสุดหรูของ LS500h โดยเฉพาะรุ่นสูงสุด Pleat Executive

ออปชั่นปรับยกความสูงจากการทำงานของช่วงล่าง Air Suspension ทำงานร่วมกับเบาะนั่งดูดวิญญาณที่แสนสบาย เบาะของมันยังมีระบบปรับความเย็นมาให้เพื่อทำให้เบาะเย็นตัวอย่างรวดเร็วเมื่อจอดตากแดด

ประตูหลังที่เปิดได้กว้างพร้อมเบาะของคนที่จ่ายเงินซื้อซึ่งอลังการสุดๆ ด้วยพื้นที่เหนือศีรษะและพื้นที่ในการวางเท้า แผงประตูหุ้มด้วยผ้าเนื้อดีสีแดงจับจีบเย็บแบบเกล็ดปลา

คล้ายกับผ้าที่ตกแต่งในวังของสุลต่านแถบตะวันออกกลาง! มือจับที่เปิดประตูตกแต่งด้วยกระจกตัดแกะลาย Kiriko Cut Glass

ซึ่งเต็มไปด้วยรายละเอียดอันประณีตบรรจงจากซัทซุกุริโกะซึ่งเป็นช่างตัดกระจกสุดยอดงานฝีมือของญี่ปุ่น โดยนำชิ้นกระจกเซาะร่องมาประดับประดาอยู่บนมือจับที่เปิดประตู ติดกันเป็นกรอบกรวยลำโพงยี่ห้อ mark levinson 

เบาะของ LS500h Pleat Executive มีสีเทาเย็บเดินตะเข็บด้วยด้ายสีแดงทุกตำแหน่ง ตัวเบาะนอกจากจะฝังระบบระบายและปรับอากาศแล้วยังมีถุงลมติดตั้งอยู่ในเบาะสำหรับการนวดหลังและต้นขาที่ช่วยทำให้ผ่อนคลายขณะเดินทาง คุณสามาถปรับตั้งระดับของการนวดผ่าน Remote Touch Interface ระบบ Pneumatic ปรับเบาะได้ละเอียดยิบในทุกองศา มาพร้อมกับเบาะรองที่ทำให้รู้สึกกระชับช่วงไหล่ เบาะรองสะโพกด้านหลังล็อกตำแหน่งของการนั่งขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงหรือเบรก ระบบปรับอุณหภูมิของ Lexus LS500h เป็นแบบแยกอิสระ 4 โซน ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิเบาะ รวมถึงระบบระบายความอับชื้นในตัวเบาะ เซนเซอร์จะตรวจจับรังสีอินฟราเรดเพื่อวัดอุณหภูมิและปรับสภาพอากาศภายในห้องโดยสารให้เหมาะสมกับผู้โดยสารแต่ละคน นอกเหนือไปจากนั้นมันยังตรวจวัดปริมาณของแสงอาทิตย์เพื่อปรับอุณหภูมิในห้องโดยสารให้มีความสบายตลอดเวลา 

แดชบอร์ดคอนโซลหุ้มหนังสังเคราะห์สีแดง เย็บตะเข็บด้วยด้ายสีขาวตัดกันอย่างลงตัว

หากคุณเป็นคนที่หลงใหลในวิศวกรรมอย่างล้นเหลือประเภทเข็มขัดนิรภัยไฟฟ้า กระป๋องใส่น้ำหอมปรับอากาศคุณจะชอบห้องโดยสารของมัน

Lexus พยายามลดปุ่มให้เหลือน้อยลงเพื่อไม่สร้างความยุ่งยากในการใช้งาน และมีปุ่มเท่าที่จำเป็นจริงๆ อย่างปุ่มสตาร์ตเครื่องยนต์สีน้ำเงินในรุ่นไฮบริด

ปุ่มควบคุมเสียงของ mark levinson และปุ่มปรับอุณหภูมิที่อยู่ติดกับแผงแดชบอร์ด เบาะหลังมีจอภาพขนาด 11.6 นิ้ว ปรับตำแหน่งอัตโนมัติตามลักษณะของการนั่งที่เบาะหลัง

รองรับแผ่น Blu-ray พร้อมช่องเสียบการ์ด SD และสาย HTMI เพื่อเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ส่วนตัวหรืออุปกรณ์เล่นเพลงแบบพกพา

คุณจะดู VDO หรือฟังเพลงจากสื่อบันเทิงแหล่งอื่นๆ ที่บันทึกในโทรศัพท์ผ่านระบบ Miracast หรือ DLNA (Digital Living Network Alliance) 

หน้าจอมัลติมีเดียความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้ว

ใหญ่มากพอที่จะเห็นได้อย่างชัดเจน จอภาพมอนิเตอร์ทำงานร่วมกับ Remote Touch Interface ปรับตั้งระบบควบคุมเสียงและระบบปรับอากาศ

จอภาพของ LS500h นำเสนอมุมมองแผนที่แบบเต็มหน้าจอจากระบบนำทางเวอร์ชั่นใหม่ สามารถแสดงข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือสเปน

และนอกเหนือจากการนำเสนอข้อมูลการจราจรและสภาพอากาศที่ทันสมัย มุมมองแบบ 3 มิติและมุมมองจำลองของทางแยกบริเวณทางหลวงแสดงขีดจำกัดของความเร็ว

ระบุสถานีบริการน้ำมันในบริเวณใกล้เคียงโดยอัตโนมัติหากเชื้อเพลิงในถังเหลือน้อย จอภาพมอนิเตอร์ยังแสดงผลของการหมุนเวียนพลังงานในระบบ Multi Stage Hybrid

อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง การปรับตั้งค่าและระบบต่างๆ รวมถึงยังเป็นจอมอนิเตอร์ของระบบให้ความบันเทิงและกล้องมองรอบตัวรถ

มาตรวัดเรียบง่ายอ่านค่าชัดเจนด้วยการใช้มาตรวัดจอภาพ TFT LCD แบบไม่มีวัดรอบ! จอมาตรวัดด้านซ้ายแจ้งเตือนตำแหน่งเกียร์ เวลาและสัญลักษณ์ต่างๆ ของการใช้งาน มุมซ้ายสุดเป็นมาตรวัดอุณหภูมิของเครื่องยนต์ ส่วนด้านขวาแจ้งเตือนอุณหภูมิภายนอก ทริปมิเตอร์และระบบความปลอดภัยต่างๆ ที่เปิดใช้งาน มุมขวาสุดเป็นมาตรวัดระดับเชื้อเพลิงในถัง ด้านบนของกรอบจอภาพมาตรวัดด้านซ้ายติดตั้งสวิตช์ปรับโหมดการขับเคลื่อน 4 รูปแบบ เช่น ECO / Normal / Sport / Sport-S + สวิตช์มุมบนด้านขวามือของกรอบมาตรวัดเป็นสวิตช์เปิดหรือปิดการทำงานของระบบควบคุมการทรงตัวพร้อมโหมดการขับบนผิวถนนที่ลื่นไถลหรือ Snow

อุปกรณ์ขั้นเทพในห้องโดยสารของ LS500h ก็คือเครื่องเสียงพร้อมลำโพงเกรดสูงของ mark levinson เป็นแนวคิดของการต้อนรับสไตล์ญี่ปุ่นหรือโอโมเท็นชิ เครื่องเสียงแบบ 16 channel, 2,400 วัตต์ ติดตั้งลำโพงเกรดสูงมากถึง 23 ตัว (รวมลำโพงสี่ตัวบนเพดานกับซับวูฟเฟอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในรถยนต์ Lexus) mark levinson เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องเสียงระดับโลกและทำงานร่วมกับค่าย Lexus ด้วยการออกแบบชุดเครื่องเสียงติดรถยนต์มาปรับใช้ในห้องโดยสารของ LS500h พร้อมนวัตกรรม Quantum Logic® Immersion ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระบบเสียง 3 มิติที่ทันสมัยที่สุดในรถยนต์ยุคใหม่ ให้เสียงที่สมจริง คมชัด หนักแน่นครบทุกมิติของการดูหนังหรือฟังเพลง ในจุดนี้ถือว่าทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติ เหมาะกับคนที่ชอบฟังเพลงระหว่างการเดินทาง  

เรื่องขุมกำลังมันก็คือเครื่องยนต์ V6 3.5 ลิตร พร้อมระบบไฮบริดที่มีอยู่ใน GS450h ความจริง Lexus ควรคิดค้นเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร ติดเทอร์โบมากกว่าจะเอาเครื่อง 3.5 ลิตรที่ค่อนข้างกินเชื้อเพลิงมาใช้กับเรือธงลำนี้ ฝั่งยุโรปนั้นก้าวกระโดดมากกว่าในด้านของตัวเครื่อง โดยเฉพาะ BMW นั้นใช้แค่เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร อัดเทอร์โบแล้วใช้ระบบ Plug in Hybrid วางอยู่ใน Series-3 Series-5 และ Series-7 Plug in Hybrid เค้นกำลังออกมาได้มากถึง 326 แรงม้ากับแรงบิด 500 นิวตันเมตร สำหรับ LS500h นั้นวางเครื่องยนต์เบนซินแบบ V6 ความจุ 3.5 ลิตร ระบบวาล์วแปรผันสองฝั่ง (ไอดีและไอเสีย) Dual VVT-i จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบ D-4S แรงม้าสูงสุดเพิ่มจาก 6,000 รอบต่อนาทีเป็น 6,600 รอบต่อนาที เครื่องยนต์รหัส 8GR-FKS มีปริมาตรความจุ 3,456 ซีซี แบบ V6 4 Four Cam 24 วาล์ว กำลังสูงสุดจากเครื่องยนต์ 299 แรงม้า ที่ 6,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 5,100 รอบต่อนาที ส่วนระบบ Multi Stage Hybrid ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 310.8 โวลต์ ให้กำลังสูงสุด 134 แรงม้า แรงบิดสูงสุดของมอเตอร์อยู่ที่ 300 นิวตันเมตร โดยมีกำลังรวมทั้งระบบที่ 359 แรงม้า แบตเตอรี่แบบลิเธี่ยมไอออน ชุดส่งกำลังใช้ระบบเกียร์แบบ Multistage Electronically controlled Continuously Variable Transmission หรือเกียร์ CVT แปรผัน ชุดเกียร์ Multistage Hybrid 10 สปีด เปลี่ยนเกียร์ไวและมีความแม่นยำ ปรับการทำงานไปตามพลวัตของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ช่วยเพิ่มแรงบิด 24% จากการหมุนของเครื่องยนต์ทั้งความเร็วต่ำและสูง สามารถเรียกแรงบิดสูงสุดได้ตั้งแต่ย่านความเร็ว 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในย่านความเร็วสูง เกียร์ยังเข้ามาช่วยในด้านอัตราทดเพื่อลดรอบเครื่องยนต์ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิง ชุดเกียร์ Multistage Hybrid 10 สปีด ยังมีแป้นเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์หลังพวงมาลัยหรือ paddle shifters มาให้ สำหรับตัวเลขสมรรถนะ เร่งจาก 0-100 ได้ใน เวลาแค่ 5.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 14.9 กิโลเมตรต่อลิตร มาตรฐานการปล่อยมลพิษ EURO-4 อัตราการปล่อย Co2 อยู่ที่ 151 กรัม ต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร 

ชุดบังคับเลี้ยวของ LS500h ใช้พวงมาลัยไฟฟ้าอัตราทดแปรผันไปตามความเร็วและโหมดของการขับเคลื่อน Electronic Power Steering (EPS) รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.9 เมตร ระบบรองรับที่มาของความนุ่มนวลสบายตัวใช้ช่วงล่างด้านหน้าแบบปีกนกคู่ดับเบิ้ลวิชโบน โช้คอัพด้านหน้าหล่อลื่นด้วยน้ำมันแรงเสียดทานต่ำ ชิ้นส่วนพวกแขนยึดโยงปีกนกทำจากอะลูมิเนียมเพื่อลดน้ำหนักใต้สปริง ช่วงล่างด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงค์ ระบบ Adaptive Variable Air Suspension สามารถปรับระดับความสูงได้พร้อมกับโช้คแบบถุงลมหรือ Air Suspension ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ กลไฟไฟฟ้า VDIM ผสมผสานการควบคุมทั้งหมด เช่น เครื่องยนต์ เบรก พวงมาลัย พร้อมฟังก์ชั่นอื่นๆ เช่นระบบควบคุมมุมของการเลี้ยวที่ล้อหน้าและหลัง ESP และ LDH เพิ่มความปลอดภัยแบบ Active ระบบ LDH จะปรับองศาของล้อทั้งสี่ โดยประเมินผลจากความเร็วในขณะนั้นและองศาของพวงมาลัยไฟฟ้า ระบบเบรกติดตั้งคาร์ลิปเปอร์เบรกหน้าแบบ 4 พอต จานเบรกหน้าพร้อมช่องระบายความร้อนเส้นผ่าศูนย์กลาง 357 มิลลิเมตร เบรกหลังแบบ 2 พอต พร้อมจานเบรกหลังเส้นผ่าศูนย์กลาง 335 มิลลิเมตร LS500h ติดตั้งตัวช่วยเบรก เช่น Four-wheel power-assisted disc brakes with Electronic Controlled Braking (ECB); four-sensor, four-channel Anti-lock Braking System (ABS); Electronic Brakeforce Distribution (EBD) and Brake Assist 

ออกมาขายได้ปีกว่าๆ LS500h ก็ยังทำตัวหรูหราฟู่ฟ่าด้วยราคาระดับยันเพดาน การออกแบบยุคใหม่ทำให้เจ้าเรือธงหัวลูกศรคันนี้ดูปราดเปรียวเพรียวลมแม้จะมีความยาวมากถึง 5,235 มิลลิเมตร น้ำหนัก 2.3 ตัน ยังทำให้คิดว่ามันผลิตขึ้นจากเหล็กทั้งแท่นแต่แชสซีแบบใหม่ของ LS มีบางจุดที่ใช้อะลูมิเนียมเพื่อลดทอนน้ำหนัก ห้องโดยสารสไตล์คลาสสิกของ Lexus ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครด้วยงานตกแต่งที่หรูหรามีระดับจากวัสดุเกรดสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นหนัง พรม ผ้าบุเพดาน งานครึ่งไม้ครึ่งหนังของพวงมาลัยที่ละเอียดอ่อน ห้องโดยสารกว้างนั่งขับหรือนั่งโดยสารได้อย่างสบายตัว Lexus LS500h เป็นยานยนต์ซาลูนที่คุณสามารถจัดหนักได้ทุกเมื่อที่ต้องการ เป็นรถคันโตที่ขับง่ายและแสนจะคล่องแคล่วว่องไวค่อนข้างขัดแย้งกับน้ำหนักตัว บนไฮเวย์ มันทรงตัวอย่างนิ่ง เกาะถนนดีมากในโค้งมุมกว้างและแทบจะไม่มีอาการโคลงตัว คุณจะได้รับความสบายจากระบบต่างๆ ที่คอยประคับประคององคาพยบยามเดินทางทั้งในและนอกเมือง หัวใจสำคัญของมันคือเครื่องยนต์ไฮบริดขนาด 3.5 ลิตร แบบ V6 ที่ทั้งลื่นไหลและเงียบงัน ทำงานร่วมกับชุดเกียร์ Multistage Hybrid ได้อย่างเนียน ระบบบังคับเลี้ยวผ่อนสั้นผ่อนยาวได้ดี มีน้ำหนักที่ปรับไปตามความเร็วตั้งแต่เริ่มออกตัวจากที่จอดซึ่งเบาสบายข้อมือไปจนถึงการหน่วงให้นิ่งและมั่นคงเมื่อความเร็วทะยานไปถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มันจะหน่วงมือจนคุณรู้สึกได้แต่ก็ไม่ได้หนักจนน่าเกลียดอยู่ในเกณฑ์พอดิบพอดีเมื่อใช้ความเร็วสูงในวันที่รีบเร่ง 

การขับ LS ในประเทศไทยอาจทำให้คุณถูกมองเป็นคนขับรถแต่มันก็ยังดีกว่าการจ่ายเงินเฉียด 16 ล้านบาทแล้วเอาแต่นั่งอยู่ที่เบาะด้านหลังซึ่งเป็นตำแหน่งที่สบายสุดๆ ประสิทธิภาพในการเคลื่อนตัวนับว่าแจ่ม หัวใจสำคัญก็คือช่วงล่างแบบปรับระดับความสูงทำงานด้วยไฟฟ้าที่ส่งถ่ายความนวลและหนึบแน่นไม่แพ้ Porsche Panamera หรือ Mercedes-Benz GT Coupe ล้อขอบ 20 นิ้วมียางที่ไม่โตเกินไป ระบบบังคับเลี้ยวตอบสนองฉับไวและแม่นยำผ่านวงพวงมาลัยครึ่งไม้ครึ่งหนังที่สวยงาม โช้คอัพปรับความหนืดที่ช่วยทำให้เกาะถนนดีมาก อาการเฉื่อยชาใน LS460l รุ่นที่แล้วหายไปอย่างสิ้นเชิง อาการโคลงหรือหน้าทิ่มขณะเบรกลดลง LS500h เป็นรถที่มีมวลมหาศาลถึง 2.3 ตัน แต่คุณหรือใครที่ขับรถเป็นก็สามารถซิ่งได้อย่างมั่นใจ อุปกรณ์อื่นๆ ที่ใส่ให้มาล้วนแล้วแต่ใช้งานได้จริงและดีงาม เช่นระบบไฟหน้าอัตโนมัติที่ฉลาดแสนรู้คอยลดไฟสูงหรือเบนแสงไฟไม่ให้ไปแยงตารถที่แล่นสวนทางมาเมื่อขับตอนกลางคืนบนถนนที่ปราศจากแสงไฟส่องสว่าง 

ถนนเส้นเล็กๆ ในอุทยานหุบป่าตาดที่แหวกผ่านกลางหุบเขาหินปูนสวยงามราวกับภาพวาด ไร่ข้าวโพดที่เริ่มเจริญเติบโตแตกใบเขียวบริเวณสองข้างทางของอำเภอบ้านไร่ในอุทัยธานีเป็นสถานที่เปล่าเปลี่ยวแต่ปลอดภัยซึ่งผมชอบใช้เป็นโลเคชั่นในการบันทึกภาพรถทดสอบ ขับมุ่งหน้าขึ้นไปยังทิศเหนือของหุบป่าตาดที่เชื่อมต่อกับเขาปลาร้าโดยใช้ถนนเส้นรองที่คดเคี้ยว บางช่วงเป็นทางลาดยางที่มีหลุมบ่ออยู่เต็มไปหมดจากการทำลายของรถบรรทุก 18 ล้อก็ไม่ทำให้เจ้า LS500h เสียอาการแต่อย่างใดทั้งสิ้น เมื่อเจอเข้ากับโค้งแคบๆ เจ้า LS ก็แสดงประสิทธิภาพของการโชว์อันไร้ที่ติ มันเป็นรถขับหลังที่วิ่งได้อย่างเนียนพร้อมระบบความปลอดภัยที่ช่วยประคับประคองให้คุณถึงที่หมายได้ดั่งใจนึก แรงบิดจากเครื่องยนต์ผสานมอเตอร์ไฟฟ้าทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 6.2 วินาที

ความประหยัดไม่ใช่องค์ประกอบหลักของการตัดสินใจซื้อรถซาลูนราคาแพง

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนักหากจะซื้อโดยไม่สนใจอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของรถคันนั้น บนถนนที่เชื่อมต่อระหว่างบ้านไร่กับอุทัยธานี

เจ้า LS500h ทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยทั้งในและนอกเมืองได้ที่ 11.2 กิโลเมตรต่อลิตร เมื่อเทียบกับคู่แข่งก็นับว่าประหยัดใช้ได้เลยทีเดียว เป็นการขับทดสอบแบบผสมเดี๋ยวช้าเดี๋ยวเร็วตามสภาพของถนนและการจราจร หากขับในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร

อัตราสิ้นเปลืองจะอยู่ที่ 9.7 กิโลเมตรต่อลิตร ความดีงามของระบบไฮบริดเข้ามาช่วยทำให้มันซดน้ำมันน้อยลง LS500h สามารถวิ่งด้วยมอเตอร์เพียวๆ แต่ก็ได้ระยะทางไม่มากนัก เครื่องยนต์จะยังคงดับสนิทเมื่อระบบไฮบริดพบว่าแบตฯ

ยังมีไฟมากพอสำหรับการขับเคลื่อนมันก็จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าไปเรื่อยๆ จนกว่าไปในแบตฯจะเหลือน้อยแล้วเครื่องยนต์ก็จะติดขึ้นมาเพื่อรับหน้าที่แทนมอเตอร์ไฟฟ้า

การผสมผสานพลังงานจของทั้งสองระบบเนียนจนคุณจับความรู้สึกไม่ได้เลยว่านี่มันเครื่องหรือมอเตอร์กันแน่ที่กำลังทำให้รถวิ่งหากไม่สังเกตจอภาพมอนิเตอร์ในหมวดแสดงผลของระบบไฮบริด

เพื่อเป็นการยืนยันว่า LS500h พร้อมเครื่องยนต์ไฮบริด V6

เป็นเครื่องจักรที่ถูกผลิตขึ้นมาสำหรับการวิ่งอย่างนุ่มนวลจริง ผมลองเอาเหรียญวางแนวตั้งบนตัวเครื่องขณะที่มันกำลังทำงาน

เหรียญสามารถตั้งอยู่บนเครื่องขณะที่มันเดินเบาได้โดยไม่ล้ม! เครื่องยนต์ V6 3.5 ลิตรแบบไม่มีระบบอัดอากาศทำงานเรียบและมีเสียงเบา

เหมาะสมกับรูปแบบของตัวรถแต่ก็อยากให้ Lexus พัฒนาเครื่อง 6 สูบเรียง หรือ 4 สูบเรียงเทอร์โบปผสานกับระบบไฮบริดมากกว่าจะใช้เครื่องยนต์ความจุเยอะแต่ไม่มีระบบอัดอากาศ ในรอบสูงเมื่อกดคันเร่งเต็มเหนี่ยว เครื่อง V6 ส่งเสียงอย่างสุภาพโดยคำรามเบาๆ

พอให้คุณได้รับรู้ว่ามันกำลังทำงานเต็มกำลังในรอบสูงสุด ผมลากไปจนถึงเรดไลน์ที่ 6,600 รอบต่อนาที ในช่วงที่แรงบิดสูงสุดพุ่งออกมา

LS500h ก็ยังไม่มีอาการสั่นสะท้านหรือส่งเสียงว่ามันกำลังจะแย่ออกมให้ได้ยิน มาตรการป้องกันเสียงแปลกปลอมจากภายนอกของ Lexus

ทำให้เจ้า LS500h มีห้องโดยสารที่เงียบงันราวกับกำลังนั่งอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ ยางขอบประตูแบบสองชั้น พรมและวัสดุซับเสียงช่วยทำให้ค็อกพิตของมันเงียบคล้ายกับห้องทำสมาธิในวัดดังกันเลยทีเดียว  

สัมผัสที่ส่งถ่ายออกมาตลอดระยะเวลา 8 วัน

ที่ผมได้เปลี่ยนวรรณะและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเรือธงคันนี้ ทำให้พบว่าวิศวกรญี่ปุ่นของแบรนด์หัวลูกศรได้ใช้ความเพียรพยายามอย่างที่สุดในการปรับตั้งทุกองคาพยพของ LS500h

เพื่อส่งถ่ายความนุ่มนวลในการขับเคลื่อน ความหนึบแน่นของช่วงล่าง และประสิทธิภาพของระบบเบรกแบบสะสมพลังงาน หรือ regenerative braking

ความสบายและอุปกรณ์ภายในห้องโดยสารอันเหนือระดับ มันเป็นรถสองบุคลิกที่ให้ทั้งความสุขุมนุ่มลึกเมื่อขับไปเรื่อยๆ และความสปอร์ตเมื่อลงแส้กันเต็มเหนี่ยว

เป็นวัฒนธรรมแบบญี่ปุ่นที่พยายามจะเอาชนะยานยนต์ชั้นสูงของพวกเยอรมัน สัมผัสของ Lexus LS500h ที่ทำให้ผมรู้สึกชอบเริ่มกันตั้งแต่รูปทรงภายนอกและความหรูหราระดับสุดขั้วของงานตกแต่งภายใน

มันไม่ใช่ซาลูนธรรมดาที่ชอบทำตัวกรีดกรายในลานจอดรถของผู้บริหาร เป็นยานยนต์ที่ปรับแต่งมาเพื่อการเอาชนะ Mercedes-Benz S-Class และ BMW Series-7

รวมถึง Audi A8L เจ้าซาลูนคันยาวแปะตราสัญลักษณ์หัวลูกศรคันนี้พยายามตัวไม่ให้เหมือนคู่แข่งซึ่งเป็นยนตรกรรมชั้นดีจากเยอรมัน

LS500h เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับการเดินทางของมหาเศรษฐีที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างประณีตบรรจง ห้องโดยสารห่อหุ้มด้วยหนังแท้ ผ้าเนื้อดีกับพรมราคาแพงและงานตัดแต่งกระจกขั้นสุดยอดฝีมือ โดยภาพรวมมันดีขึ้นทุกจุดเมื่อเทียบกับรุ่นที่ผ่านมา

แต่เศรษฐีส่วนใหญ่ก็อาจรู้สึกขัดใจกับราคาของมัน ถ้าคุณรวยจริงและอยากเปลี่ยนรสชาติที่ซ้ำซากจำเจ LS500h มีให้คุณทุกอย่างเท่าที่รถราคา 15.8 ล้านบาทควรมี 

ถ้าเงินไม่ใช่ประเด็นหลักในการตัดสินใจเลือกยานพาหนะคันใหม่และคุณเองก็อยากได้สิ่งที่เป็นที่สุดบนถนน ความหรูหราและราคาค่าตัวที่แพงกว่าคู่แข่งถึง 2 เท่า!

รวมถึงความโดดเด่นและศักดิ์ศรีก็คงต้องเลือกรถที่เปล่งประกายรัศมีความมีสง่าราศีมากที่สุด บนถนนของประเทศไทย LS เป็นจักรกลเดินทางที่พบเห็นตัวเป็นๆ ได้ยากมาก

คุณจะเห็น Series-7 S-Class หรือ Panamera กรีดกรายอยู่บนถนนสุขุมวิททุกวันตั้งแต่เช้าจดเย็นไปจนถึงดึกดื่นเที่ยงคืน แต่การที่จะพบเห็น LS500h รุ่นใหม่ล่าสุดวิ่งชิลๆ อยู่ในกรุงเทพฯ นั้นยากเย็นแสนเข็ญเต็มทนเนื่องจากราคาค่าตัวที่แพงทะลุมิติของมันนั่นเอง. 

ยางรถ MICHELIN PILOT SPORT CUP 2 ทำลายสถติติโลก!

รถสปอร์ตไฮเปอร์คาร์ Bugatti Chiron Super Sport 300+ ราคา 3.5 ล้านยูโร ที่ใส่ยาง MICHELIN Pilot Sport Cup 2 ขึ้นแท่น รถยนต์ต้นแบบ ก่อนเข้าสู่ สายพานการผลิต (Near-Production Car) รุ่นแรกของโลก กับการทำสถิติความเร็วทะลุ 300 ไมล์ต่อชั่วโมงได้สำเร็จ โดยพุ่งทะยาน ทำความเร็ว ที่ได้รับการรับรอง โดยองค์กรอิสระ ด้วยสถิติสูงถึง 304.773 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือเร็วแบบบ้าระห่ำที่ 490.484 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อุปกรณ์ที่ต้อง รับแรงเครียดมหาศาล มากที่สุด นั่นก็คือ ยางติดรถ จากโรงงาน ซึ่งเป็นยางยี่ห้อ Michelin

Bugatti Chiron Super Sport 300+ ซึ่งทำความเร็ว ได้ในจุดสูงสุด ของรถถนน ที่มีวางขายในตลาดไฮเปอร์คาร์ จากฝีมือการขับของ ‘แอนดี้ วอลเลซ’ (Andy Wallace) นักขับทดสอบ (Test Driver) ของแบรนด์ Bugatti ในสนามทดสอบ ‘เอห์รา-เลสเซียน’ (Ehra-Lessien) ทางตอนเหนือ ของประเทศเยอรมนี เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

Michelin Pilot Sport Cup 2 ซึ่งใช้ในการทำสถิติครั้งนี้ แทบจะเหมือนกับยางสปอร์ต ที่มีขายทั่วไป มีตัวอักษรย่อ BG บนแก้มยาง เพื่อแสดงให้เห็น ว่ายางรุ่นนี้ ถูกผลิตขึ้นเป็นพิเศษและติดตั้ง เป็นยางมาตรฐาน ที่ใช้ใน Bugatti Chiron เท่านั้น Pilot Sport Cup 2 ยังเป็นยางสำหรับสนามแข่ง ที่ใช้งานบนถนน ได้อย่างถูกกฎหมาย ความแตกต่าง จากยางสปอร์ตทั่วไปคือ เข็มขัดรัดโครงยาง (Casing Belt) ที่ใช้ในการทำสถิติครั้งนี้ มีการเสริมความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น เพื่อให้สามารถรองรับ อัตราความเร่งที่ 5,300g เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูงระดับทะลุมิติ!

Michelin พัฒนายาง Pilot Sport Cup2 โดยทดสอบอย่างหนักทั้งบนถนน

และในสนามแข่งรถเพื่อออกแบบมาสำหรับรถยนต์สมรรถนะสูงอย่าง Bugatti Chiron โดยเฉพาะ ที่ศูนย์เทคโนโลยีที่เมืองลาดูซ์ (Ladoux) ประเทศฝรั่งเศส

รวมไปถึงหน่วยปฏิบัติทดสอบยางที่เมืองชาลอตต์ รัฐเซาท์แคโรไลนา สหรัฐอเมริกา จัดซื้อเครื่องมือทดสอบพิเศษเฉพาะทาง (Specialist Machinery)

มาทำการทดสอบยางภายใต้สภาวะสุดหฤโหด เพื่อทดสอบสมรรถนะของยางที่ความเร็วสูงสุดตามศักยภาพของจักรกลทางเรียบที่เร็วที่สุดในโลกอย่าง Bugatti Chiron

ค่าย Michelin นำเครื่องมือทดสอบที่ออกแบบมาสำหรับทดสอบยางที่ติดตั้งกับกระสวยอวกาศมาใช้งาน เครื่องทดสอบดังกล่าวสามารถทดสอบยางที่ความเร็วสูงถึง 510 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ปิแอร์ ชานเดอซอง (Pierre Chandezon) หัวหน้าทีมออกแบบยางสำหรับรถ Bugatti

กล่าวถึงการทำสถิติความเร็วดังกล่าวว่า ความเร็วในระดับนั้นทำให้วิศวกรเครียดกันมา คุณต้องปรับแต่งยาง

จนสามารถรับแรงเครียดมหาศาลโดยไม่ส่งผลกระทบต่อการวิ่งเพื่อบันทึกสถิติโลก รถอย่าง Bugatti Chiron ต้องเปลี่ยนยางทุกๆ 3,000-5,000 กิโลเมตรเท่านั้น

เนื่องจากมีกำลังมากกว่ารถทั่วไปทำให้ยางสึกหรออย่างรวดเร็ว ยางที่ใช้จึงต้องเป็นยางชนิดพิเศษที่สามารถทนทานต่อขีดข้อจำกัดได้มากกว่ายางแบบอื่น

ถือเป็นความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการทำลายสถิติในครั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวถือเป็นผลงานที่เกิดจากความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและยาวนานเกือบ 20 ปีระหว่าง Michelin กับ Bugatti ที่ผนวกศักยภาพของรถและยางติดรถที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

หลังจากที่ผลิตรถไฮเปอร์คาร์ที่วิ่งเร็วสุดๆ Bugatti มอบให้ Michelin เป็นผู้พัฒนายางสำหรับติดตั้งกับรถรุ่น Chiron เนื่องจากความสามารถในการผลิตยางสปอร์ตคุณภาพสูงซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญสูงสุดที่จะต้องรับแรงทั้งจากการเร่ง การเลี้ยวและเบรกในระดับสุดขั้ว

Bugatti และ Michelin ร่วมมือในการพัฒนายาง และระบบช่วงล่างรถ สำหรับรถยนต์สมรรถนะสูงรุ่นนี้ กลายเป็นความล้ำยุคด้านการออกแบบโครงยาง วัสดุ และเทคนิคของการผลิต การพัฒนายางรถยนต์และรถยนต์ควบคู่กันไปเช่นนี้คือที่มาของยางที่มีสมรรถนะสูงสุดสำหรับจักรกลที่มีความสุดขั้วอย่าง Bugatti Chiron Super Sport 300+ นอกจากศักยภาพด้านความเร็วและความปลอดภัยในระดับสูงแล้ว ยาง Michelin Pilot Sport Cup2 ยังให้การยึดเกาะสูง เบรกและรีดน้ำขณะขับท่ามกลางฝนตกได้ดี เป็นยางรุ่นพิเศษที่ใช้ในรถซูเปอร์คาร์หลายแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น BMW M4 CS Mercedes-AMG E63s Porsche 911 GT2 RS

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : thairath 

TOYOTA 5 CONTINENTS DRIVE ตะลุยเส้นทาง 5 ทวีป

Toyota มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาและสร้างสรรค์ยนตรกรรม (Ever-Better Cars) เพื่อตอบสนองความต้องการและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า จึงทุ่มเทความพยายามเพื่อให้พนักงานในฐานะผู้สร้างรถยนต์ นำความรู้สึกที่สัมผัสได้จากการขับบนท้องถนนจริงมาพัฒนารถยนต์ ตามหลักการทำงานของ Toyota ที่เรียกว่า “เก็นจิ เก็นบุตซึ” (Genchi Genbutsu) คือการลงพื้นที่ไปพบกับสถานการณ์จริงด้วยตัวเอง และนำมาสร้างสรรค์เพื่อให้ได้มาซึ่งยนตรกรรมที่ดียิ่งกว่า ทั้งหมดนี้คือที่มาของโครงการ Toyota 5 continents drive ตะลุยเส้นทาง 5 ทวีป

Toyota Motor Thailand ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญในการร่วมเป็นหนึ่งในคาราวาน Toyota ตะลุยเส้นทาง 5 ทวีป ภายใต้แนวคิด การร่วมสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่ดียิ่งกว่า เพื่อวันนี้และวันพรุ่งนี้ โดยจะทำการศึกษาเส้นทางไทยด้วยรถ Toyota 9 รุ่น ใน 15 จังหวัดของประเทศ ครอบคลุมระยะทาง 1,302 กิโลเมตร

การเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ในรูปแบบคาราวานครั้งนี้ได้เริ่มต้นในปี พ.ศ.2557 ในทวีปออสเตรเลียต่อเนื่องไปยังทวีปอเมริกาเหนือในปี พ.ศ.2558 ทวีปอเมริกาใต้ในปี พ.ศ.2559 ต่อเนื่องไปยังทวีปยุโรปในปี พ.ศ.2560 และทวีปแอฟริกาในปี พ.ศ.2561 โดยครอบคลุมระยะทางทั้งสิ้น 99,400 กิโลเมตร ระยะเวลากว่า 400 วัน โดยมีพนักงาน Toyota และบริษัทในเครือเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางในครั้งนี้จำนวนกว่า 500 คน

มิจิโนบุ ซึงาตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ Toyota Motor Thailand เปิดเผยว่า จากการที่คน Toyota ได้มีโอกาสขับรถด้วยตนเอง รวมถึงได้ขับผ่านถนนเส้นต่างๆ ทั่วโลก ทำให้พวกเขาเรียนรู้เกี่ยวกับสภาพของถนนในพื้นที่ต่างๆ ในโลกนี้ได้มากขึ้น รวมถึงยังช่วยขัดเกลาทักษะ โดยการนำความรู้สึกที่สัมผัสได้จากท้องถนนจริงมาพัฒนารถยนต์ สามารถทำความเข้าใจเสียงจากลูกค้าผ่านการทำโครงการนี้

Toyota ตระหนักดีว่าประสบการณ์เหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้สามารถพัฒนาและสร้างสรรค์ยนตรกรรมให้ดีขึ้น (Ever-Better Cars) ซึ่งการพัฒนาเช่นนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการนั่งทำงานในออฟฟิศหรือจากการขับรถบนสนามทดสอบรถยนต์ จึงเป็นการเน้นย้ำถึงปรัชญาที่ Toyota เชื่อมั่นว่าท้องถนนฝึกปรือฝีมือคน และคนคือผู้สร้างสรรค์รถยนต์

ในปีนี้ทวีปเอเชียจะเป็นทวีปสุดท้าย Toyota Motor Thailand และบริษัทในเครือ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Toyota 5 continents drive หรือ Toyota ตะลุยเส้นทาง 5 ทวีป โดยการเดินทางครั้งสำคัญในทวีปเอเชียครั้งนี้ได้เริ่มต้นที่ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ครอบคลุมระยะทางทั้งสิ้น 12,000 กิโลเมตร รวมระยะเวลากว่า 80 วัน ขับผ่านท้องถนนใน 14 ประเทศของเอเชีย และในปีหน้าทีมคาราวานจะเดินทางผ่านพื้นที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก และสิ้นสุดการเดินทางที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งถือเป็นจุดหมายปลายทางสุดท้าย โดยตั้งใจที่จะให้โครงการนี้เสร็จสิ้นทันช่วงของการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก โตเกียว พ.ศ.2563

มิจิโนบุ ซึงาตะ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับในประเทศไทย Toyota จะเริ่มต้นการเดินทางที่จังหวัดเชียงใหม่ ต่อเนื่องไปจนจบที่จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยจะเดินทางผ่านพื้นที่ 15 จังหวัด ครอบคลุมระยะทาง 1,302 กิโลเมตร ภายในเวลา 8 วัน โดยมีพนักงานโตโยต้าทั้งจากประเทศญี่ปุ่น และประเทศไทยทั้งหมด 36 คนเข้าร่วมโครงการ

สำหรับการเดินทางในประเทศไทย จะมีรถ Toyota ทั้งหมด 9 รุ่น ได้แก่ Hilux REVO Rocco Fortuner Sienta Innova Crysta Ativ รวมรถยนต์อีก 3 รุ่นที่เป็นรถเครื่องยนต์ไฮบริด ได้แก่ C-HR / New Camry Hybrid / New Corolla Altis Hybrid โดยผู้ที่รับหน้าที่ขับรถยนต์ทุกคัน เป็นพนักงาน Toyota ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เป็นคนที่ทุ่มเทกำลังความสามารถเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ในการขับขี่และสภาวะแวดล้อมต่างๆ ในประเทศไทยอย่างถ่องแท้ Toyota จะใช้โอกาสนี้ในการเข้าพบกับผู้แทนจำหน่ายและลูกค้าโตโยต้าเพื่อรับฟังความคิดเห็นและพยายามเข้าใจในความต้องการที่แท้จริง ประสบการณ์ทั้งหลายที่ผู้เข้าร่วมการเดินทางครั้งนี้ได้พบเจอด้วยตนเองจะถูกกลั่นกรองและสะท้อนออกมาให้เห็นผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ Toyota ต่อไป

มิจิโนบุ ซึงาตะ กล่าวปิดท้ายว่า ทุกท่านคงจะได้เห็นคำที่เขียนด้วยมือว่า Smile ที่อยู่บนหน้าต่างของรถ Hilux REVO ซึ่งเซ็นโดย คุณอากิโอะ โตโยดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ Toyota Motor Corporation ประเทศญี่ปุ่น ผมเชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะเป็นกำลังใจให้ผู้ร่วมเดินทางทุกคนที่เดินทางขับรถในประเทศไทย หรือที่เรารู้จักกันดีว่า ดินแดนแห่งรอยยิ้ม ซึ่งคุณอากิโอะ โตโยดะ ได้บอกกับเราว่า ที่มาของวิสัยทัศน์ขององค์กรระดับโลกที่ว่า เราจะมุ่งมั่นนำเสนอในสิ่งที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า เพื่อให้ได้มาซึ่งรอยยิ้ม ได้รับแรงบันดาลใจมาจากประเทศไทยนั่นเอง.

DBZ Centenary Collection จาก Aston Martin

นับเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดตัวรถ Aston Martin รุ่น DBS GT Zagato ซุปเปอร์คาร์รุ่นพิเศษเป็น DBZ Centenary Collection

ที่ถูกออกแบบใหม่หมดทั้งคันเพื่อให้เป็นรถฝาแฝดกับรถรุ่นคลาสสิกอย่าง DB4 GT Zagato ค่ายซุปเปอร์คาร์ Aston Martin

ยืนยันว่ารถรุ่นใหม่นี้วางเครื่องยนต์สุดทรงพลังแบบ V12 Twin Turbo กำลัง 760 แรงม้า เป็นเครื่องยนต์เทอร์โบคู่ แบบ V12 ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่

และถือเป็นรถรุ่นแรกของโลกที่ใช้ไฟเบอร์คาร์บอนแบบพิเศษ รวมถึงนวัตกรรมการพิมพ์สามมิติมาใช้ในการตกแต่งตัวถัง โดยจะมีการขายเป็นแพ็กคู่ 2 คันพร้อมกัน และผลิตในรูปแบบ Limited Edition เพียงรุ่นละ 19 คันในโลกเท่านั้น

Aston Martin รุ่น DBS GT Zagato มาพร้อมเครื่องยนต์เทอร์โบคู่ V12 ปริมาตรความจุกระบอกสูบ 5,200 ซีซี โดยโปรเจกต์ใหม่นี้ Aston Martin ทำขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 100 ปี ของรุ่น Zagato ซึ่งถือเป็นรุ่นสุดคลาสสิกของแบรนด์ เครื่องยนต์วางทำมุม 60 องศารูปตัว V อัดอากาศด้วยเทอร์โบคู่แบบแยกฝั่ง เทอร์โบ 1 ตัวรับหน้าที่บูสอากาศเข้ากระบอกสูบ 6 ตำแหน่ง ให้กำลัง 760 แรงม้า  

การเปิดตัวรถ DBS GT Zagato

ถูกจัดขึ้นที่งานมหกรรมยานยนต์ รัฐโรดไอแลนด์, สหรัฐอเมริกา เป็นการเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงของรถรุ่นพิเศษที่ผลิตในจำนวนจำกัด DBS GT Zagato

เป็นรถสปอร์ตสุดคลาสสิกสัญชาติอังกฤษที่ดีไซน์ร่วมกับสำนักออกแบบรถยนต์ Zagato โดยเปิดตัวในราคา 6 ล้านปอนด์ (ประมาณ 200 ล้านบาท ยังไม่รวมอัตราภาษีนำเข้า)

นอกจากนั้น การเปิดตัว DBZ Centenary Collection ยังแสดงออกถึงความสัมพันธ์ด้านการดีไซน์ที่ยาวนานระหว่าง Aston Martin ค่ายรถหรูจากเกาะอังกฤษ และ Zagato บริษัทออกแบบและผลิตรถยนต์ชื่อดังจากอิตาลี

DBS GT Zagato รุ่นใหม่ พ่นสีตัวถังด้วยสีแดงซุปเปอร์โนวา ซึ่งเป็นสีพิเศษสำหรับรุ่นครบรอบ 100 ปีโดยเฉพาะ ตัดกับสีดำซาตินและสีทองของตัวล้ออย่างสวยงาม หลังคาและดิฟฟิวเซอร์ทำจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์, กระจังหน้าอะลูมิเนียมรมดำ, ขอบด้านข้างรถสีทองอะโนไดซ์ และโลโก้ทอง 18 กะรัต ที่สวยงามอร่ามทั้งหน้าและหลัง โชว์งานดีไซน์อย่างหรูหราพิถีพิถันในแบบฉบับของรถสปอร์ตอังกฤษ ล้ออัลลอยขอบ 21 นิ้ว ห่อรัดด้วยยางสปอร์ต Pirelli P-Zero ยางหน้าไซส์ 265/35ZR21 ส่วนยางหลังซึ่งเป็นล้อขับเคลื่อนใส่ยางใหญ่ขึ้นมาอีกนิดด้วยไซส์ 305/30ZR21

ภายในตกแต่ง ด้วยเบาะหนังสีแดงเฉด Spicy Caithness ปักด้วยตัวอักษร Z พวงมาลัยสีแดง ตัดกับสีดำซาติน อันสวยงาม และนี่ยังเป็นครั้งแรก ของโลก ที่นำเอาเทคโนโลยีคาร์บอนไฟเบอร์ แบบพิเศษ และการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติมาตกแต่งภายใน คอนโซลกลางมีการดีไซน์อย่างหรูหราโดยมีวัสดุให้เลือกถึง 3 ประเภทคือ ไฟเบอร์คาร์บอน, อะลูมิเนียม หรือวัสดุพิเศษที่ใช้สำหรับรุ่นเฉลิมฉลองครบ 100 ปีนั่นก็คือ ทองพีวีดี (physical vapour depositions) วัสดุชนิดนี้ต้องใช้การผลิตพิเศษซึ่งใช้เวลากว่า 100 ชั่วโมงโดยช่างฝีมือชั้นสูงเพื่อให้ได้วัสดุที่แวววาวและหรูหรา ลูกค้าของ Aston Martin สามารถเพิ่มความต้องการส่วนตัวด้วยการออกแบบเฉพาะบุคคลด้วยออฟชั่นเสริม Q by Aston Martin โดยเลือกใช้วัสดุ, รูปแบบของอุปกรณ์ และการดีไซน์ ด้วยตนเองได้อีกด้วย

มาเร็ค ไรค์แมน รองประธานบริหาร และผู้บริหาร ด้านการออกแบบ ของ Aston Martin กล่าวว่า การทำงานร่วมกัน ระหว่างแผนกดีไซน์ กับ แอนเดรีย ซากาโต และทีมงาน ทำให้ DBS Superleggera มีความสวยงามดุดัน ตามรูปแบบ อันเป็นเอกลักษณ์ ของ Aston Martin ซึ่งสำนัก Zagato เท่านั่น ที่สามารถทำได้

Nissan Navara N-Trek Warrior กระบะสายออฟโรดสุดโหด

Nissan Australia เปิดตัวกระบะปรับแต่ง Navara N-Trek Warrior โดยพยายามวางตำแหน่งผู้มาใหม่ในฐานะกระบะสายออฟโรดที่ออกแบบมาเพื่อต่อสู้กับคู่แข่งจอมโหดอย่าง Ford Ranger Raptor

Navara N-Trek Warrior เป็นรถกระบะรุ่นพิเศษในโมเดล Navara ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า Navara รุ่นมาตรฐาน จากการปรับปรุงด้านวิศวกรรมครั้งใหญ่ และผลิตขึ้นโดยเฉพาะสำหรับขายในออสเตรเลีย จากความช่วยเหลือของผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยานยนต์และวิศวกรรม Premcar 

ด้วยการใช้รถ Navara รุ่นดับเบิ้ลแค็บแบบ 4×4 เป็นพื้นฐานในการอัพเกรด สำนัก Premcar ปรับปรุงระบบกันสะเทือนเพื่อให้มีสปริงและโช้คอัพประสิทธิภาพสูงแนว off-road ที่สามารถใช้งานได้ดีพอๆ กับช่วงล่างของ Ranger Raptor ส่งผลให้ Navara N-Trek Warrior มีความสูงเพิ่มขึ้นในตำแหน่งนี้อีก 15 มิลลิเมตร ยาง Cooper All-Terrain 32.2 นิ้ว (275/70R17) ทำให้ Navara รุ่นพิเศษคันนี้สูงขึ้นอีก 25 มิลลิเมตร เมื่อรวมการเปลี่ยนอุปกรณ์ของช่วงล่างและล้อยาง ทำให้ความสูงของมันเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 40 มิลลิเมตร ระยะห่างจากพื้นถึงใต้ท้องรถเพิ่มจาก 215 มิลลิเมตรเป็น 265 มิลลิเมตร ไม่ต้องกลัวว่าท้องจะติดเมื่อลุยหนักๆ

Nissan แจ้งว่า การอัพเกรดระบบกันสะเทือนจะไม่ส่งผลกระทบด้านการทรงตัวหรือความแข็งแกร่งทนทาน รวมไปถึงความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการใช้งาน สำหรับ N-Trek Warrior ค่าย Nissan ได้เลือกใช้โช้คอัพที่ช่วยเพิ่มความนุ่มนวลเพื่อความสบายในการขับขี่ รวมถึงการขับรถออฟโรดบนเส้นทางทุรกันดารในออสเตรเลียด้วยช่วงล่างที่มีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม เพิ่มสมรรถนะในการเข้าโค้งได้เร็วขึ้น

โช้คอัพเกรดพิเศษได้รับการอัพเกรดจากชิ้นส่วนอุปกรณ์ดั้งเดิมของ Nissan มีการเพิ่มแรงอัดที่ด้านบนของลูกสูบในกระบอกโช้คเพื่อการตอบสนองที่รวดเร็ว เส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกของกระบอกโช้คมีขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมกับปริมาณน้ำมันที่มากขึ้นเพื่อปรับปรุงด้านอุณหภูมิของแกนขณะใช้งานหนัก ขณะที่เส้นผ่านศูนย์กลางก้านลูกสูบก็ขยายเพิ่มขึ้นเพื่อความแข็งแรง

กันชนหน้าแบบใหม่มีขนาดใหญ่ออกแบบให้มีความสูงเพิ่มขึ้นและติดตั้งแผ่นโลหะกันกระแทกเพื่อป้องกันหินกระแทกแคร็งหรืออ่างน้ำมันเครื่อง เพื่อรองรับแพ็กเกจยางรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น Premcar ได้ปรับเปลี่ยนกันชนหน้าเพื่อให้มีระยะห่างที่เหมาะสม กระจังหน้าติดตั้งแผงไฟ LED ที่ช่วยเพิ่มความสว่างในตอนกลางคืน นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงการทำงานของเข็มในมาตรวัดความเร็ว เพื่อให้แน่ใจว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของยางออฟโรดที่เพิ่มขึ้น 56.3 มม. สามารถวัดความเร็วที่ถูกต้องได้อย่างแม่นยำไม่คลาดเคลื่อน

นอกเหนือจาก การยกความสูง ของช่วงล่างและการเปลี่ยนยางแล้ว Navara N-TrekWarrior ยังได้รับการปกป้องบริเวณด้านหน้าและใต้ห้องเครื่องยนต์ โดยติดตั้งแผ่นกันกระแทกทำจากสแตนเลสสตีลหนา 3 มม. ล้ออัลลอยด์สีดำขนาด 17 นิ้วเฉพาะรุ่น กาบบันไดด้านข้างขอบสีส้ม, สติกเกอร์สีดำตัวอักษร N-TrekWarrior ที่ชายล่างของบานประตู ลามไปถึงพนักพิงศีรษะและพรมปูพื้นสีส้ม

ที่ขุมกำลังภายใต้ฝากระโปรงวางเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 4 สูบ รหัส YD25DTi ระบบอัดอากาศเทอร์โบแปรผัน VGS อินเตอร์คูลเลอร์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิงดีเซลคอมมอลเรล ECCS ความกว้างกระบอกสูบ 89.0 มิลลิเมตร ช่วงชัก 100.0 มิลลิเมตร ปริมาตรความจุกระบอกสูบ 2,488 ซีซี อัตราส่วนกำลังอัด 15.0:1 ให้กำลังสูงสุด 140 กิโลวัตต์ หรือ 190 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร หรือ 49.5 กิโลกรัม/เมตร ที่ 2,000 ต่อนาที 
ความจุถังเชื้อเพลิง 80 ลิตร ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 2×4 / 4×4 Shift on The Fly (4L / 4H)

Navara N-TrekWarrior ขายเฉพาะในออสเตรเลียพร้อมเกียร์ธรรมดา 6 สปีด หรือระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด เมื่อดูตัวเลขสมรรถนะแล้ว N-TrekWarrior ยังห่างชั้นกับ Ranger Raptor อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นกำลังแรงม้าและแรงบิดที่ Raptor ทิ้งห่างหลายช่วงตัวด้วยพลัง 215 แรงม้ากับแรงบิดมากถึง 500 นิวตันเมตรพร้อมระบบเกียร์ 10 สปีด! รวมถึงช่วงล่าง Fox Racing และประสิทธิภาพของยางติดรถคุณภาพสูงอย่าง BF Goodrich All-Terrain T/A KO2 เจ้า Navara N-TrekWarrior ยังไม่มีแผนการทำตลาดในประเทศไทยแต่อย่างใดทั้งสิ้น.

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : thairath

ETRAN KRAF LIMITED EDITION มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า โดยคนไทย

เปิดตัว ETRAN KRAF LIMITED EDITION รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าแทนน้ำมัน แบตเตอรี่ความจุ 40Ah ขับขี่ต่อเนื่อง 180 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 7 กิโลวัตต์ ทำความเร็วสูงสุด 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เทคโนโลยี Internet of Vehicles (IoV) เชื่อมต่อรถผ่าน ETRAN Mobile Application ตัวถังผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ รับเปิดรับจอง 300 คันแรก พร้อมหมายเลขรันนัมเบอร์บริเวณด้านข้างตัวถัง ราคา 150,000 บาท รวมถึงยังเตรียมเผยโฉม ETRAN PROM รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อการบริการสาธารณะเวอร์ชั่น 2 เร็วๆ นี้ พร้อมปรับแบรนด์ให้สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจ ตั้งเป้ายอดขาย 200,000 คัน ภายใน 10 ปี

อีทราน (ไทยแลนด์) สตาร์ทอัพสายยานยนต์ เผยตัวเลขก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยพุ่ง 5 หมื่นตันต่อวัน หรือ 18 ล้านตันต่อปี ประกาศเดินหน้าพัฒนายานพาหนะพลังงานสะอาด ล่าสุดได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ปตท.

จากข้อมูลของกรมขนส่งทางบก พบประเทศไทยมีรถจักรยานยนต์กว่า 22 ล้านคัน ซึ่งรถจักรยานยนต์ 1 คัน โดยเฉลี่ยจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้ออกสู่ชั้นบรรยากาศถึง 45 กรัมต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร ทั้งนี้ หากผู้ขับขี่ 1 คน ใช้รถจักรยานยนต์เป็นระยะทาง 50 กิโลเมตรต่อวัน จะผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 2 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ซึ่งโดยรวมผู้ใช้งานรถจักรยานยนต์จะผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศทั้งหมด 5 หมื่นตันต่อวัน หรือ 18 ล้านตันต่อปี และเพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศโลก จะต้องใช้ต้นไม้สูงใหญ่กว่า 6 เมตร จำนวนถึง 3,000 ล้านต้น ดังนั้นปัญหามลภาวะทางอากาศที่เกิดจากการใช้รถต่างๆ ในชีวิตประจำวันจะยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ETRAN เริ่มต้นบริษัทด้วยแนวคิด Drive a better world ในปี 2560 ได้เปิดตัว ETRAN PROM รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าต้นแบบเพื่อการบริการสาธารณะคันแรกของโลก ช่วยลดปัญหาด้านมลภาวะด้วยการใช้ไฟฟ้าแทนการใช้น้ำมัน แยกเบาะผู้โดยสารออกจากผู้ขับขี่ สามารถออกแบบที่นั่งแยกได้ เนื่องจากรถไม่ต้องมีเครื่องยนต์วางตรงจุดดังกล่าว

ล่าสุด ETRAN ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ร่วมศึกษาตลาดรถไฟฟ้า พัฒนาต้นแบบ แลกเปลี่ยนเทคโนโลยี รูปแบบการชาร์จ เป็นก้าวสำคัญของบริษัทฯ ในการสร้างการเติบโตร่วมกันในอนาคต เพื่อพัฒนายานยนต์พลังงานสะอาด ด้วยการลดการสร้างมลพิษทางอากาศ

Ads by AdAsiaYou can close Ad in 4 s

ETRAN KRAF LIMITED EDITION รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สไตล์ NEO CAFÉ RACER มอเตอร์ไฟฟ้า In Wheel Dc Motor ขนาด 7 กิโลวัตต์ ส่งแรงบิดสูงสุดที่ 150 นิวตัน-เมตร ขนาด 12 นิ้ว ใช้กระแสไฟฟ้าขับเคลื่อน 72 Vdc ความเร็วสูงสุด 130 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในโหมดการขับขี่แบบ Turbo ระบบจ่ายไฟต่อเนื่อง 350A เหมาะกับการใช้งานโดยเฉพาะในเมือง สำหรับแบตเตอรี่ LiMn2O4 เทคโนโลยีลิเธียมขนาดความจุ 2.88 kWh แรงดันไฟ 40A เป็นแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถขับขี่ต่อเนื่องได้สูงสุด 180 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง การชาร์จไฟทำได้สองระบบ คือ Type2 และ AC ในเครื่องเดียวกัน รองรับแรงดันไฟสูงสุดที่ 20A สามารถเติมแบตเตอรี่เต็มภายใน 1-2 ชั่วโมงเมื่อใช้กับตู้ที่รองรับ และใช้ชาร์จตามปลั๊กไฟบ้านมาตรฐานที่ 8A โดยใช้เวลาชาร์จเต็มภายใน 3-4 ชั่วโมง

ระบบ ETRAN IoV (Internet of Vehicle) แสดงผลบนจอภาพ ปรับแต่งรูปแบบการขับขี่ได้ เชื่อมต่อรถผ่าน ETRAN Mobile Application เพื่อยืนยันตัวตน การเริ่มต้นการใช้งาน การแสดงสถานะ บอกตำแหน่ง แจ้งเตือน เมื่อมีการเคลื่อนรถ ค้นหาจุดชาร์จ พร้อมแสดงสถานะจุดชาร์จ และสามารถเรียกบริการฉุกเฉิน ดูประวัติการบริการ พร้อมแจ้งเตือนเมื่อใกล้ครบระยะ และการจองบริการ แชร์ข้อมูลให้ผู้อื่น รองรับการทำรถเช่าด้วยระบบ Fleet management เชื่อมต่อผ่านระบบ 3G 

ETRAN พัฒนาพลาสติกที่เป็นส่วนหนึ่งของ Circular Economy โดยนำมาจากทะเลของไทย และ Bioplastic ที่ย่อยสลายง่าย เนื่องจากชิ้นส่วนของจักรยานยนต์ที่แตก ไม่สามารถซ่อมได้เหมือนตัวถังรถยนต์ ทำให้เกิดขยะจำนวนมาก ETRAN ร่วมมือกับ SakunC Innovation พันธมิตรด้านการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ผลิตชิ้นส่วนโครงสร้างหลักของตัวรถทั้งหมดด้วยอลูมิเนียมและโลหะน้ำหนักเบา เชื่อมด้วย Advance Robot Welding Technology

ETRAN KRAF LIMITED EDITION มีจำนวนผลิตในเบื้องต้นเพียง 300 คัน มี 3 Series และมี 7 สีให้เลือก โดยแต่ละคันจะมีหมายเลขเฉพาะที่ตัวถังและโครงเหล็ก สามารถส่งมอบภายในไตรมาสแรกของปี 2563 ราคา 150,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ด้านสถานีชาร์จไฟจะติดตั้งให้ครอบคลุมตามสถานที่ต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ใช้เทคโนโลยี Type2 จ่ายไฟสูงสุด 36A รองรับการชาร์จ ETRAN ทุกรุ่น โดยพัฒนาร่วมกับ ปตท. สำหรับการบริการหลังการขายจะเป็นรูปแบบ Onsite Service ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตลอด 24 ชั่วโมง

ETRAN ตั้งเป้าหมายยอดขายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจำนวน 200,000 คัน หรือคิดเป็น 1% ของจำนวนจักรยานยนต์ในประเทศไทย ภายใน 10 ปี โดยได้มีการปรับแบรนด์ให้สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ด้วยการเปลี่ยนตราสัญลักษณ์ใหม่ จากแนวคิดเริ่มต้นด้วย ETRAN: Drive a better world มาเป็น ETRAN: Connect the world ผ่านวงกลมสองวงสีแดง เชื่อมต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ETRAN กำลังพัฒนา ETRAN PROM รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าโฉมใหม่เพื่อให้การบริการสาธารณะเวอร์ชั่น 2 และจะเผยโฉมในเร็วๆ นี้.

มิชลิน ในรถฮอนด้าพามาร์เกซ ยางดี ช่วยคว้าตำแหน่งแชมป์โลก

ระหว่างแข่งขันทั้งสองไล่เบียดกระชั้นชิด ผลัดกันทำความเร็วต่อรอบสูงสุดคู่กันมาตลอด เหมือนเป็นการโชว์สมรรถนะของยาง มิชลิน พาวเวอร์ สลิค

ในที่สุดมาร์เกซเลี้ยวโค้งแซงหน้าเข้าเส้นชัยไปได้อย่างรวดเร็วสร้างสถิติเวลาต่อรอบสนามเร็วที่สุดในรอบที่ 11 และเมื่อใกล้รอบสุดท้ายของการแข่งขัน

มาร์เกซเริ่มแผลงฤทธิ์ทำเอาการแข่งขันมันหยดลุ้นกันสุดระทึก เนื่องจากเร่งสปีดขึ้นแซงได้ แต่นักบิดจากฝรั่งเศสก็เอาคืนและชิงทะยานเข้าโค้งสุดท้ายไปได้ก่อน

แต่ด้วยประสบการณ์ของแชมป์เก่าในขณะที่ขับเคี่ยวกันอย่างสูสีนั้น มาร์เกซสบจังหวะเหมาะบวกกับมีทั้งรถและยางที่ยึดเกาะถนน

ทำให้เขาสามารถเบียดแซงในโค้งสุดท้ายคว้าชัยรักษาตำแหน่งแชมป์ไว้ได้อย่างหวุดหวิด ส่วนกวาร์ตาราโร่ตามหลังมาติดๆ เป็นอันดับที่ 2 เป็นนักบิดจากทีมอิสระคนแรกที่เข้าเส้นชัยโชว์ศักยภาพได้อย่างสมเกียรติในแมตช์นี้ และยังมีคะแนนนำเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มรุกกี้ด้วย

เกาะติดขอบสนามกับชัยชนะในศึกการแข่งขันโมโตจีพี™ ชิงแชมป์โลก ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต การแข่งขันครั้งนี้รอบสุดท้าย มาร์ก มาร์เกซ นักบิดจากเรปโซล ฮอนด้า ใช้ความสามารถในรอบสุดท้ายแซงโค้งรักษาตำแหน่งแชมป์พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ เอาไว้ได้แบบสุดระทึก

หลังจากขึ้นรั้งอันดับสองในกริด มาร์เกซเร่งสปีดไล่กวดตามหลังฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ นักแข่งของทีมปิโตรนาส ยามาฮ่า เอสอาร์ที เจ้าของตำแหน่งโพลแบบบี้ติดท้ายแม้ว่าฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่จะเป็นรุกกี้หน้าใหม่แต่นักบิดจากยามาฮ่าผู้นี้ก็เพิ่งทำสถิติสูงสุดรอบสนามขนาด 4,554 เมตรในรอบควอลิฟาย คว้าตำแหน่งโฮลช็อตออกนำหน้าไปหมาดๆ ที่สนามบุรีรัมย์หนึ่งวันก่อนหน้านี้

ในวันแรกของสุดสัปดาห์ที่บุรีรัมย์อากาศร้อนสลับกับมีแดดจ้า

ทำให้สามารถทำเวลาต่อรอบได้เร็วในสองรอบแรก ซึ่งนักบิดทั้งหมดต่างก็ได้ทดลองยางมิชลิน พาวเวอร์ สลิค เนื้อยางแบบต่างๆ

เพื่อตัดสินเลือกชนิดที่ดีที่สุดสำหรับใช้ในวันแข่งขัน และปีนี้เป็นปีแรกที่ยางมิชลิน พาวเวอร์ เรน ถูกนำมาใช้ในสนามแข่งในประเทศไทยด้วย เนื่องจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในช่วงเช้าของวันเสาร์ทำให้สนามที่ใช้ในการซ้อมครั้งที่ 3 นั้นเปียกแฉะ

ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดจึงมีโอกาสได้ทดลองใช้ยางสำหรับพื้นเปียกหรือ Rain Tyres เนื้อยางแบบต่างๆ เพื่อประเมินสมรรถนะบนสนามราดยางมะตอยที่บุรีรัมย์

และโชคดีที่สนามแห้งสนิททันการแข่งในช่วงบ่ายทำให้ได้เห็นกวาร์ตาราโร่ทำลายสถิติใหม่ในรอบควอลิฟาย โดยทั้งกวาร์ตาราโร่ มาร์เกซ และมาเวริค บีญาเลส (มอนสเตอร์ เอเนอร์จี้ ยามาฮ่า โมโต จีพี) ต่างก็สามารถทำเวลาได้ดีกว่าที่เคย

ส่วนในวันแข่งขันจริงนั้นแม้อากาศจะแห้งและมีแดด แต่ก็พอมีเมฆอยู่บ้างโดยวัดอุณหภูมิสนามได้ที่ 48 องศาเซลเซียส

ซึ่งเป็นสภาพที่สมบูรณ์แบบสำหรับการยึดเกาะและการแสดงให้เห็นถึงสมรรถนะที่ดีเยี่ยมอย่างสม่ำเสมอของยาง มิชลิน พาวเวอร์ สลิค ล้อหลังชนิดเนื้อยางนิ่ม นักแข่งทั้งหมดจึงพร้อมใจกันเลือกใช้ยางชนิดนี้

ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นการพิสูจน์สมรรถนะของยางรุ่นนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะสถิติการแข่งขันโดยรวมนั้นดีขึ้นเกือบ 20 วินาที

แต่ก็ยังไม่ใช่การทำลายสถิติเพียงครั้งเดียวในสุดสัปดาห์นี้เพราะดานิโล เปตรุสซี่ สามารถทำความเร็วสูงสุดในการซ้อมรอบ 2 ด้วยเวลา 332.3 กิโลเมตร/ชั่วโมง และผลการแข่งขันครั้งนี้ปรากฏว่าบีญาเลสได้ขึ้นครองโพเดียมเป็นอันดับสุดท้าย

ตามด้วยอันเดรีย โดวิซิโอโซ่ (ทีมดูคาติ) เข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 4 อเล็กซ์ รินส์ (ทีมซูซูกิ เอ็คสตาร์) อันดับที่ 5 ฟรานโก มอร์บิเดลลี (ปิโตรนาส ยามาฮ่า เอสอาร์ที) อันดับที่ 6 และโจอัน เมียร์ (ทีมซูซูกิ เอ็คสตาร์) เข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 7 วาเลนติโน รอสซี่ (มอนสเตอร์ เอเนอร์จี้ ยามาฮ่า โมโต จีพี) เข้าเป็นอันดับที่ 8 เปตรุสซี่ อันดับที่ 9 และทาคาอากิ นาคากามิ (แอลซีอาร์ ฮอนด้า) เข้าเป็นอันดับสุดท้ายของกลุ่มท็อปเทน

ผู้ชมจำนวน 95,352 คน บนแกรนด์สแตนด์รอบสนามแข่งต่างร่วมเป็นสักขีพยานในวินาทีที่มาร์เกซคว้าแชมป์กรังด์ปรีซ์ไปครองเป็นสมัยที่ 8 และยังเป็นแชมป์โลกรุ่นโมโตจีพีเป็นสมัยที่ 6 ด้วย โดยครั้งนี้เป็นการครองแชมป์โลก 4 สมัยติดต่อกันของมาร์เกซ ซึ่งทั้งมาร์เกซและนักบิดเจ้าของแชมป์รุ่นพรีเมียร์ในประวัติศาสตร์อย่างไมค์ เฮลวูด, เจียโคโม อะโกสตินี่, มิค ดูฮาน และรอสซี่ ต่างก็เลือกใช้ยางมิชลินเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ การที่แชมป์ชาวสเปนคว้าชัยครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 30 แล้วที่ตำแหน่งแชมป์รุ่นพรีเมียร์ตกเป็นของนักบิดที่เลือกใช้ยางมิชลิน

ส่วนทีมพัฒนายางมิชลินจะกลับฐานที่ยุโรปช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะเดินทางออกทัวร์ในกลุ่มประเทศแถบมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นเวลา 3 สัปดาห์ เริ่มต้นด้วยรายการโมตุลกรังด์ปรีซ์ออฟเจแปนที่สนามทวินริงโมเตกิ ประเทศญี่ปุ่น ในวันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม และหลังจากนั้นจะไปที่ออสเตรเลียและมาเลเซียตามลำดับ

มาร์ก มาร์เกซ – ทีมเรปโซล ฮอนด้า ให้ความเห็นหลังจากการแข่งขันว่า รู้สึกมีความสุขกับการแข่งครั้งนี้มากเพราะเราได้ชัยชนะมาครอง! การชนะเป็นเรื่องน่ายินดีและผมกับมิชลินได้ตำแหน่งแชมป์มา 4 ปีติดต่อกันแล้ว มันวิเศษมากและผมก็ทราบมาว่านี่เป็นแชมป์ครั้งที่ 30 ของมิชลินในรุ่นพรีเมียร์ด้วย ผมดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมิชลิน มันเป็นฤดูการแข่งขันที่เยี่ยมยอดและพวกเรารู้จักกับยางต่างๆ เป็นอย่างดีเพราะมีการทำงานร่วมกับทีมเจ้าหน้าที่เทคนิคกันเยอะมาก คลีเมนต์ และปีเอโร ดูแลนักแข่งทุกคนอย่างดีมากๆ และรู้ดีว่าพวกเราต้องการอะไร ซึ่งมันเป็นประโยชน์ต่อการแข่งขันชิงแชมป์ครั้งนี้

ปิเอโร ทารามัสโซ่ – ผู้จัดการฝ่ายมอเตอร์สปอร์ต ผลิตภัณฑ์ 2 ล้อของมิชลิน แถลงกับผู้สื่อข่าวว่า เป็นสุดสัปดาห์ที่น่าประทับใจมากสำหรับทีมแข่งที่ใช้ยางมิชลิน เราทำลายทุกสถิติและแสดงให้เห็นว่ายางมีส่วนสำคัญกับการแข่งขันเป็นอย่างมาก จะเรียกว่าการทำงานตรงนี้ประสบความสำเร็จด้วยดีก็ได้ แต่เราก็จะไม่หลงระเริงจนชะล่าใจเพราะเราทราบดีว่าเรายังสามารถพัฒนาได้อีก และตอนนี้เราก็มีข้อมูลมากขึ้นหลังจากการแข่งขันปีที่ 2 ที่บุรีรัมย์ ในปีหน้าเราจะกลับมาในช่วงที่เร็วขึ้นกว่านี้และสภาพต่างๆ ก็จะแตกต่างออกไปด้วย ดังนั้นถือว่าเป็นเรื่องดีที่เราได้ทดลองยางทุกประเภทในสุดสัปดาห์นี้เพื่อเฟ้นหาว่าแบบไหนจะช่วยเพิ่มสมรรถนะได้ดีที่สุด จากข้อมูลที่เราได้รับเมื่อปีก่อนทำให้เราสามารถจัดหาเนื้อยางทั้งยางล้อหน้าและล้อหลังที่เหมาะกับนักแข่งทุกคนและเหมาะกับสภาพแวดล้อมของที่นี่ได้ และเราก็จะศึกษาข้อมูลเพิ่มอีกเพื่อที่ปีหน้าเราจะจัดหาตัวเลือกที่มีความหลากหลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราตั้งเป้าไว้อยู่แล้ว แต่ในอีกมุมหนึ่งมันก็เป็นเรื่องดีถ้านักแข่งทุกคนจะได้เจอสิ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาได้เหมือนๆ กันทั้งสำหรับยางล้อหน้าและยางล้อหลัง

มาร์กทำได้ดีมากสำหรับตำแหน่งแชมป์สมัยที่ 4 ของเขาในครั้งนี้ เขาเป็นนักแข่งที่สุดยอดและแสดงให้เห็นว่าเขารักษาความสามารถได้อย่างคงเส้นคงวามากในฤดูกาลนี้ ในฐานะตัวแทนของมิชลินผมก็ขอแสดงความยินดีกับเขาด้วยที่ได้ตำแหน่งแชมป์สมัยที่ 4 มาครองร่วมกับมิชลิน.

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : thairath